หมายเลขประกาศ22009233
Retail Media คืออะไร? Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางขาย แต่กลายเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้ข้อมูลการซื้อจริง
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"Marketplace ไม่ได้เป็นแค่ที่ปิดการขายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่โฆษณาที่มีข้อมูลการซื้อจริงอยู่ในมือ ซึ่งอาจแม่นกว่าการเดาความสนใจจากพฤติกรรมบนโซเชียลเพียงอย่างเดียว"
Retail Media คือหนึ่งในเทรนด์สำคัญของการตลาดออนไลน์ยุคใหม่
เพราะแพลตฟอร์มค้าปลีกและ Marketplace เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Retailer App ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าเท่านั้น
แต่กำลังกลายเป็น “สื่อโฆษณา” ที่แบรนด์สามารถซื้อพื้นที่โปรโมตสินค้า ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริง และวัดผลใกล้กับยอดขายได้มากขึ้น
ในอดีต หลายแบรนด์มอง Marketplace เป็นปลายทางของ Funnel
คือยิง Facebook Ads, Google Ads หรือ TikTok Ads เพื่อพาคนไปซื้อสินค้าในร้าน
แต่ปัจจุบัน Marketplace เองมีระบบโฆษณา มีตำแหน่งแสดงสินค้า มี Search Ads มี Display Placement มี Sponsored Product และมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่เกิดขึ้นใกล้จุดซื้อจริงมากกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้ Retail Media น่าสนใจ คือข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace มักเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อจริง เช่น
คนค้นหาอะไร
กดดูสินค้าไหน
ใส่ตะกร้าอะไร
ซื้อหมวดไหน
ซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน
สนใจโปรโมชันแบบใด
ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะสะท้อนพฤติกรรมเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่ความสนใจทั่วไป
บทความนี้จะพาเจาะลึกว่า Retail Media คืออะไร ทำไม Marketplace Ads จึงสำคัญขึ้น ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร ทำไมข้อมูลการซื้อจริงจึงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ และแบรนด์ควรวางงบระหว่าง Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไรให้ไม่แย่งกันเอง แต่ทำงานร่วมกันทั้ง Funnel
สารบัญบทความ
1. Retail Media คืออะไร
2. ทำไม Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางขายอีกต่อไป
3. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
4. ทำไมข้อมูลการซื้อจริงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ
5. Marketplace Ads มีรูปแบบอะไรบ้าง
6. ควรวางงบ Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไร
7. วัดผล Retail Media ต้องดู Metric อะไร
8. Framework RETAIL สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
9. Masterclass 1: ใช้ Marketplace Ads ดักคนพร้อมซื้อ
10. Masterclass 2: ใช้ Social Ads ปั้น Demand ก่อนเข้า Marketplace
11. Masterclass 3: วัดผลให้รู้ว่า Marketplace Ads เพิ่มยอดจริงหรือกินยอดเดิม
12. Danger Zone: จุดพลาดของ Retail Media
13. Checklist ก่อนเริ่มทำ Retail Media
14. คำถามที่พบบ่อย
15. สรุป
1. Retail Media คืออะไร
Retail Media คือการใช้พื้นที่ สินทรัพย์ข้อมูล และระบบโฆษณาของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่มีโอกาสเกิดการซื้อสูง
เช่น ตอนค้นหาสินค้า ดูหน้าหมวดหมู่ เปรียบเทียบราคา ใส่ตะกร้า หรือกำลังตัดสินใจซื้อ
ถ้าอธิบายง่าย ๆ Retail Media คือการที่ร้านค้าหรือ Marketplace กลายเป็นเจ้าของสื่อ
ไม่ใช่แค่เจ้าของพื้นที่ขาย
เช่น Shopee มี Shopee Ads
Lazada มีโซลูชันโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม
TikTok Shop มีระบบโฆษณาที่เชื่อมกับคอนเทนต์และตะกร้าสินค้า
ส่วน Retailer รายใหญ่ในหลายประเทศก็มี Retail Media Network ของตัวเอง
หัวใจของ Retail Media คือการโฆษณาใกล้จุดซื้อ
ลูกค้าไม่ได้แค่เลื่อนดูคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง
แต่กำลังค้นหา เปรียบเทียบ และมีโอกาสซื้อสินค้าอยู่แล้ว
ทำให้สื่อประเภทนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นใน E-commerce Marketing
Retail Media จึงไม่ใช่แค่การซื้อพื้นที่แบนเนอร์บน Marketplace
แต่รวมถึง
Sponsored Search
Sponsored Product
Display Ads
Video Commerce
On-site Promotion
Off-site Retargeting
การใช้ First-party Retail Data เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมใกล้การซื้อจริง
2. ทำไม Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางขายอีกต่อไป
Marketplace เคยถูกมองเป็นเพียงปลายทางของยอดขาย
แบรนด์ทำคอนเทนต์บน Facebook
ทำวิดีโอบน TikTok
ยิง Google Ads
แล้วพาคนไปซื้อใน Shopee หรือ Lazada
แต่ตอนนี้ Marketplace มีบทบาทมากกว่านั้น
เพราะตัวแพลตฟอร์มมี Traffic, Search Behavior, Purchase Data และระบบโฆษณาของตัวเอง
ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้เริ่มค้นหาสินค้าจาก Google หรือ Social เสมอไป
บางคนเข้า Marketplace โดยตรงเพื่อค้นหาสินค้า เช่น
คอลลาเจน
เครื่องดูดควัน
หม้อทอดไร้น้ำมัน
ครีมกันแดด
รองเท้าวิ่ง
อาหารเสริมผิว
การค้นหาเหล่านี้เกิดในบริบทที่ใกล้การซื้อกว่าการเสพคอนเทนต์ทั่วไป
ดังนั้น Marketplace จึงกลายเป็นพื้นที่สื่อที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ
เพราะคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มมักมี Intent ทางการซื้ออยู่แล้ว
ถ้าแบรนด์ไม่ซื้อพื้นที่ หรือไม่ทำให้สินค้าถูกค้นเจอ คู่แข่งอาจแย่งตำแหน่งหน้าแรก แย่งคำค้น หรือแย่งช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังพร้อมจ่ายได้ง่าย
ในมุมกลยุทธ์ Retail Media ทำให้แบรนด์ต้องคิดใหม่ว่า Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางรับออเดอร์
แต่เป็นพื้นที่สร้าง Visibility, Consideration, Conversion และ Repeat Purchase ได้ในระบบเดียวกัน
3. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
Facebook Ads และ TikTok Ads มักเด่นเรื่องการสร้าง Demand
ช่วยสร้างการรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และใช้คอนเทนต์เพื่อทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ
เช่น
รีวิว
วิดีโอสั้น
UGC
คอนเทนต์เล่าปัญหา
คอนเทนต์เปรียบเทียบ
คอนเทนต์ Before-After
ส่วน Google Ads เด่นเรื่องการจับ Intent จากคำค้น
เช่น คนกำลังหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา หรือกำลังตัดสินใจซื้อบางอย่าง
แต่ Retail Media อยู่ใกล้จุดซื้อกว่า
เพราะลูกค้าอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อซื้อสินค้าโดยตรง เช่น Marketplace, Retailer Website หรือ Shopping App
ดังนั้นโฆษณาที่แสดงในจุดนี้มักมีหน้าที่ผลักดันการเลือกแบรนด์ การเข้าหน้าสินค้า การใส่ตะกร้า และการสั่งซื้อ
ความต่างสำคัญคือ
Social Ads ใช้ข้อมูลความสนใจและพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เป็นหลัก
Google Ads ใช้ข้อมูล Search Intent เป็นหลัก
Retail Media ใช้ข้อมูล Commerce Intent และ Purchase Behavior ที่เกิดบนแพลตฟอร์มค้าปลีกหรือ Marketplace
พูดง่าย ๆ คือ
Social Ads ช่วยทำให้คน “อยากได้”
Google Ads ช่วยดักคนที่ “กำลังค้นหา”
Retail Media ช่วยดักคนที่ “กำลังเลือกซื้อ”
นี่คือเหตุผลที่แบรนด์ควรวางสื่อทั้ง 3 ประเภทให้ทำงานร่วมกัน
ไม่ใช่มองว่าอย่างใดอย่างหนึ่งต้องแทนกันทั้งหมด
4. ทำไมข้อมูลการซื้อจริงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ
ข้อมูลความสนใจ เช่น คนชอบดูคอนเทนต์ความงาม สนใจสุขภาพ หรือกดไลก์เพจเครื่องครัว มีประโยชน์สำหรับการหา Audience เบื้องต้น
แต่ยังไม่ได้แปลว่าคนนั้นกำลังจะซื้อทันที
ในทางกลับกัน ข้อมูลบน Marketplace เช่น
ค้นหาสินค้า
กดดูราคา
เปรียบเทียบหลายแบรนด์
ใส่ตะกร้า
ใช้คูปอง
ซื้อซ้ำ
เป็นสัญญาณที่ใกล้กับพฤติกรรมการซื้อจริงมากกว่า
ตัวอย่างเช่น
คนที่ดูวิดีโอรีวิวคอลลาเจนอาจยังอยู่ในช่วงสนใจ
แต่คนที่ค้นหา “คอลลาเจนผิวใส 10000 mg” ใน Marketplace อาจอยู่ใกล้การซื้อกว่า
เพราะเขาเข้ามาในพื้นที่ที่พร้อมเปรียบเทียบราคา รีวิว โปรโมชัน และกดสั่งได้ทันที
นี่คือเหตุผลที่ Retail Media ได้รับความสนใจมากขึ้น
เพราะมันเชื่อมข้อมูล Media กับ Commerce เข้าด้วยกัน
ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเดาแค่จากความสนใจ
แต่สามารถวางโฆษณาใกล้กับจุดที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อจริง
5. Marketplace Ads มีรูปแบบอะไรบ้าง
Marketplace Ads หรือโฆษณาบน Marketplace มักมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม
แต่โดยหลักสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่
1. Sponsored Search
โฆษณาที่แสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง
เช่น สินค้าของแบรนด์ขึ้นในผลการค้นหาของ Shopee หรือ Lazada
เหมาะกับการดัก Demand ที่มีอยู่แล้ว
2. Sponsored Product
การดันสินค้าบางรายการให้มีโอกาสแสดงมากขึ้นในหน้าหมวดหมู่ หน้าสินค้าใกล้เคียง หรือพื้นที่แนะนำสินค้า
เหมาะกับสินค้าที่มีรีวิวดี ราคาแข่งได้ และหน้าร้านพร้อมปิดการขาย
3. Display Placement
แบนเนอร์หรือพื้นที่โฆษณาภายใน Marketplace
เหมาะกับโปรโมชัน แคมเปญใหญ่ การเปิดตัวสินค้า หรือการสร้างการรับรู้ในช่วง Mega Campaign เช่น 6.6, 9.9, 11.11
4. Off-site Retail Media
การใช้ข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อยิงโฆษณานอกแพลตฟอร์ม เช่น Display, Video หรือ Social Retargeting
โดยอิงจากพฤติกรรมการซื้อหรือความสนใจสินค้าในระบบค้าปลีก
สำหรับธุรกิจไทย จุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการจัดหน้าร้าน Marketplace ให้พร้อมก่อน
เช่น
ชื่อสินค้า
ภาพสินค้า
ราคา
รีวิว
โปรโมชัน
คูปอง
คะแนนร้าน
คำอธิบายสินค้า
เพราะต่อให้ซื้อโฆษณาได้ Traffic มาก แต่หน้าสินค้าไม่พร้อม ก็อาจเสียเงินโดยไม่เกิดยอดขาย
6. ควรวางงบ Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไร
การวางงบไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า
“ควรลง Shopee Ads หรือ Facebook Ads มากกว่ากัน”
แต่ควรถามว่า
“ลูกค้าอยู่ช่วงไหนของ Funnel และช่องทางไหนทำหน้าที่อะไร”
Social Ads เหมาะกับการสร้าง Demand
เช่น
เล่า Pain Point
ทำให้คนอยากลองสินค้า
สร้างความน่าเชื่อถือผ่านคอนเทนต์
ใช้วิดีโอรีวิว
ใช้ UGC
ใช้ Founder Content
ใช้ Before-After
ใช้ Educational Content
Google Ads เหมาะกับการดัก Search Intent
เช่น คนค้นหาชื่อสินค้า หมวดหมู่สินค้า ปัญหาที่ต้องการแก้ หรือคำเปรียบเทียบก่อนซื้อ
Marketplace Ads เหมาะกับการดักคนที่อยู่ใกล้การซื้อ
เช่น คนค้นหาสินค้าใน Marketplace แล้วกำลังเปรียบเทียบหลายร้าน หลายแบรนด์ หลายราคา และพร้อมตัดสินใจจากรีวิวกับโปรโมชัน
แนวทางเบื้องต้นคือ
ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand และคนยังไม่รู้จักสินค้า ควรมีงบ Social Ads หรือ Content เพื่อสร้างความต้องการก่อน
แต่ถ้าแบรนด์มีคนค้นหา มีคนเข้าร้าน และเริ่มมียอดขายอยู่แล้ว ควรมีงบ Marketplace Ads เพื่อแย่งตำแหน่งในช่วงที่ลูกค้าพร้อมซื้อ
7. วัดผล Retail Media ต้องดู Metric อะไร
การวัดผล Retail Media ไม่ควรดูแค่ยอดขายรวม
เพราะยอดขายบน Marketplace อาจมาจากหลายปัจจัย เช่น
ราคา
โปรโมชัน
รีวิว
คะแนนร้าน
Organic Ranking
Traffic จาก Social Ads
Traffic จาก Google Ads
แคมเปญคูปอง
ช่วง Mega Campaign
Metric ที่ควรดู ได้แก่
Impression
Click
CTR
CPC
Add to Cart
Conversion Rate
Cost per Order
ROAS
Revenue
AOV
จำนวนออเดอร์ใหม่
Repeat Purchase
Share of Search
Organic Ranking
ยอดขายแยกตาม SKU
สำหรับแบรนด์ที่จริงจัง ควรดูเพิ่มว่า Marketplace Ads ช่วยเพิ่มยอดขายใหม่จริงหรือแค่กินยอด Organic เดิม
เช่น
เปิด Ads แล้วยอดรวมเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
อันดับสินค้า Organic ดีขึ้นไหม
คำค้นสำคัญมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นไหม
ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า
Paid Sales เพิ่มแล้ว Organic Sales ลดลงหรือไม่
ถ้า Paid Sales เพิ่ม แต่ยอดรวมทั้งร้านไม่เพิ่ม อาจแปลว่าแอดไม่ได้เพิ่มยอดใหม่มากเท่าที่คิด
แต่อาจแค่ย้ายยอดจาก Organic มาเป็น Paid
8. Framework RETAIL สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
เพื่อให้การทำ Retail Media ไม่ใช่แค่เปิดโฆษณา Marketplace แล้วรอดูยอด
แนะนำให้ใช้ Framework RETAIL ในการวางแผน
R - Retail Readiness
ตรวจความพร้อมของหน้าร้าน เช่น รูปสินค้า ราคา รีวิว คะแนนร้าน คูปอง และคำอธิบายสินค้า
ถ้าหน้าร้านยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งเร่งงบหนัก เพราะ Traffic ที่เข้ามาอาจไม่เปลี่ยนเป็นยอดขาย
E - Exact Search Intent
เลือกคำค้นที่สะท้อนความตั้งใจซื้อจริง เช่น ชื่อสินค้า หมวดหมู่ ปัญหา หรือคำเปรียบเทียบ
ไม่ควรยิงคำกว้างเกินไปจนได้คนที่ยังไม่พร้อมซื้อ
T - Traffic Source Balance
แบ่งบทบาทระหว่าง Social Ads, Google Ads และ Marketplace Ads ให้ชัด
แต่ละช่องทางควรทำงานต่างกันใน Funnel
A - Ads and Offer Alignment
โฆษณาต้องสอดคล้องกับราคา โปรโมชัน คูปอง และสต๊อกสินค้าในร้าน
ถ้าโฆษณาพูดโปรหนึ่ง แต่หน้าร้านไม่ตรงกัน ลูกค้าอาจหลุดทันที
I - Incrementality Check
ตรวจว่ายอดที่ได้เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่ย้ายยอดจาก Organic มาเป็น Paid
อย่าดู ROAS ในระบบอย่างเดียว
L - Learn by SKU
วิเคราะห์แยกตามสินค้า
เพราะบาง SKU เหมาะกับการยิงแอด
บาง SKU เหมาะเป็นตัวปิดกำไร
บาง SKU เหมาะทำ Bundle
และบาง SKU ยังไม่ควรยิงจนกว่าจะมีรีวิวหรือราคาที่แข่งได้
Framework นี้ช่วยให้แบรนด์วาง Retail Media เป็นระบบ
ไม่ใช่แค่ใส่งบเพื่อดันสินค้า
แต่รู้ว่าสินค้าไหนควรดัน คำค้นไหนคุ้ม และช่องทางไหนช่วยกันสร้างยอดขายจริง
9. Masterclass 1: ใช้ Marketplace Ads ดักคนพร้อมซื้อ
แนวคิด:
Marketplace Ads เหมาะกับการดักลูกค้าที่มี Commerce Intent สูง
เพราะคนที่ค้นหาใน Marketplace มักอยู่ใกล้การเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้:
เริ่มจากเลือกสินค้าที่พร้อมปิดการขายก่อน เช่น
มีรีวิวดี
ราคาแข่งได้
รูปสินค้าชัด
รายละเอียดครบ
คะแนนร้านดี
มีคูปองหรือโปรโมชัน
มีสต๊อกพร้อมขาย
จากนั้นเลือกคำค้นที่ตรงกับสินค้าและปัญหาของลูกค้า เช่น
หมวดสินค้า
ชื่อรุ่น
จุดขายหลัก
คำที่ลูกค้าใช้ค้นจริง
คำเปรียบเทียบก่อนซื้อ
ตัวอย่างเช่น
ถ้าขายคอลลาเจน อาจเริ่มจากคำค้นที่มีเจตนาซื้อ เช่น
คอลลาเจนผิวใส
คอลลาเจน 10000 mg
คอลลาเจนไม่คาว
คอลลาเจนรสอร่อย
คอลลาเจนญี่ปุ่น
แล้วดูว่า Keyword ไหนพาคนเข้าหน้าสินค้า ใส่ตะกร้า และสั่งซื้อจริง
อย่ายิงทุกคำพร้อมกันแบบไม่มีระบบ
เพราะจะอ่านไม่ออกว่าคำไหนช่วยปิดยอดจริง
10. Masterclass 2: ใช้ Social Ads ปั้น Demand ก่อนเข้า Marketplace
แนวคิด:
Marketplace Ads เก่งเรื่องดักคนใกล้ซื้อ
แต่ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand การพึ่ง Marketplace อย่างเดียวอาจไม่พอ
ต้องใช้ Social Ads สร้างความต้องการก่อน
วิธีการนำไปปรับใช้:
ทำคอนเทนต์บน Facebook, Instagram, TikTok หรือ YouTube เพื่อทำให้คนรู้จักสินค้าและเกิดความต้องการ เช่น
รีวิวจากผู้ใช้จริง
UGC
Problem-Solution
Comparison
Educational Content
Founder Story
Before-After
How-to Content
จากนั้นใช้ Marketplace เป็นจุดปิดการขาย
โดยวัดต่อว่า หลังทำคอนเทนต์แล้วเกิดอะไรขึ้นบน Marketplace เช่น
Search Volume เพิ่มไหม
Store Visit เพิ่มไหม
Add to Cart เพิ่มไหม
ยอดขายเพิ่มไหม
คำค้นแบรนด์เพิ่มไหม
ลูกค้าใหม่เพิ่มไหม
ตัวอย่างเช่น
แบรนด์อาหารเสริมอาจใช้ TikTok ทำคอนเทนต์เล่าปัญหาผิวโทรม นอนน้อย หรือไม่ชอบคอลลาเจนคาว
จากนั้นให้ลูกค้าที่เริ่มสนใจไปค้นหาชื่อแบรนด์หรือสินค้าบน Marketplace
ถ้า Marketplace Ads ดักคำค้นได้ดี ก็จะช่วยปิดการขายในจังหวะที่ลูกค้าพร้อมเปรียบเทียบและซื้อ
11. Masterclass 3: วัดผลให้รู้ว่า Marketplace Ads เพิ่มยอดจริงหรือกินยอดเดิม
แนวคิด:
Retail Media ที่ดีต้องวัด Incrementality
ไม่ใช่ดูแค่ว่า Ads มี ROAS ดี
เพราะบางแคมเปญอาจดึงยอดที่ลูกค้าจะซื้ออยู่แล้วมาอยู่ใน Paid Ads
วิธีการนำไปปรับใช้:
เปรียบเทียบช่วงเปิดและปิดแอด
ดูยอดรวมทั้งร้าน ไม่ใช่เฉพาะยอดจากแอด
ดู Organic Sales, Paid Sales, Search Ranking, New Customer และยอดขายต่อ SKU
คำถามที่ควรถามคือ
หลังเปิดแอด ยอดขายรวมเพิ่มจริงไหม
หรือ Paid Sales เพิ่ม แต่ Organic Sales ลด
สินค้าอันดับดีขึ้นหรือไม่
คำค้นสำคัญมี Share เพิ่มขึ้นหรือไม่
ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือเป็นลูกค้าเดิมเป็นหลัก
SKU ที่ยิงแอดมีกำไรจริงไหม
ถ้ายอด Paid เพิ่มแต่ยอดรวมไม่เพิ่ม
อาจต้องปรับ Keyword, Budget หรือเลือกยิงเฉพาะสินค้าที่ช่วยขยายยอดจริง
Retail Media ที่ดีจึงต้องวัดมากกว่า ROAS ในระบบ
ต้องวัดว่าช่วยเพิ่มยอดใหม่ให้ธุรกิจจริงหรือไม่
12. Danger Zone: จุดพลาดของ Retail Media
ข้อผิดพลาดที่ 1: ยิง Marketplace Ads ทั้งที่หน้าสินค้ายังไม่พร้อม
ถ้ารูปไม่ดี รีวิวต่ำ ราคาไม่ชัด คูปองไม่มี หรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบ
ต่อให้ซื้อ Traffic ได้มาก ลูกค้าก็อาจไม่ซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู ROAS จาก Marketplace อย่างเดียว
ROAS ในระบบอาจดูดี
แต่ต้องดูยอดรวมทั้งร้านด้วยว่าเพิ่มจริงไหม หรือแค่ย้ายยอด Organic มาเป็น Paid
ข้อผิดพลาดที่ 3: เอางบทั้งหมดไปไว้ปลาย Funnel
ถ้าทุ่มงบให้ Marketplace Ads อย่างเดียว แต่ไม่สร้าง Demand จาก Social, Content หรือ Search
ลูกค้าใหม่อาจไม่เพิ่ม และยอดอาจโตจำกัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่แยกสินค้าที่ควรยิงกับสินค้าที่ไม่ควรยิง
บาง SKU มีรีวิวดี Margin ดี และปิดง่าย เหมาะกับการยิงแอด
แต่บาง SKU อาจราคาสู้ไม่ได้ หรือยังไม่มีรีวิวพอ ควรปรับหน้าสินค้าก่อน
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่วัดผลข้ามช่องทาง
ลูกค้าอาจเห็นคอนเทนต์บน TikTok
เห็นแอดบน Facebook
ค้นหา Google
แล้วไปซื้อใน Shopee
ถ้าไม่ดูภาพรวม อาจให้เครดิต Marketplace หรือ Social ผิดช่องทางได้
ข้อผิดพลาดที่ 6: ใช้โปรโมชันแรงเกินไปจนยอดขายดีแต่กำไรหาย
บางแบรนด์ดูยอดขายรวมแล้วดีใจ
แต่เมื่อหักส่วนลด คูปอง ค่าคอมมิชชัน ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาแล้ว อาจเหลือกำไรน้อยมาก
ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ดูข้อมูลราย SKU
ถ้าดูยอดรวมทั้งร้านอย่างเดียว อาจไม่รู้ว่าสินค้าบางตัวกินงบมากแต่กำไรต่ำ
ในขณะที่สินค้าบางตัวมียอดน้อยกว่าแต่กำไรดีกว่า
13. Checklist ก่อนเริ่มทำ Retail Media
- หน้าสินค้าบน Marketplace พร้อมปิดการขายหรือยัง
- รูปสินค้า ราคา รีวิว คูปอง และรายละเอียดสินค้าชัดเจนหรือไม่
- รู้หรือยังว่าสินค้า SKU ไหนควรถูกดันด้วย Ads
- มีการแยกงบระหว่าง Social Ads, Google Ads และ Marketplace Ads หรือไม่
- รู้ว่าคำค้นไหนมี Commerce Intent สูงจริงหรือไม่
- มีระบบวัดผล Paid Sales เทียบกับ Organic Sales หรือไม่
- วัด ROAS ร่วมกับยอดขายรวมทั้งร้านหรือไม่
- ตรวจ Margin และกำไรต่อ SKU ก่อนเพิ่มงบหรือไม่
- มีแผนทำคอนเทนต์สร้าง Demand ก่อนดัน Marketplace หรือไม่
- มีการวัด New Customer, Repeat Purchase และ Incremental Sales หรือไม่
- ตรวจสต๊อกก่อนเริ่มแคมเปญใหญ่หรือไม่
- มีคูปอง โปรโมชัน และราคาในหน้าร้านตรงกับข้อความโฆษณาหรือไม่
14. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Media
คำถามที่ 1: Retail Media คืออะไร
Retail Media คือการใช้พื้นที่โฆษณา ข้อมูลลูกค้า และระบบวัดผลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าในช่วงที่มีโอกาสซื้อสูง
เช่น ตอนค้นหา เปรียบเทียบ หรือกดดูสินค้าใน Marketplace
คำถามที่ 2: Retail Media ต่างจาก Marketplace Ads ไหม
Marketplace Ads เป็นส่วนหนึ่งของ Retail Media
โดย Retail Media มีความหมายกว้างกว่า เพราะรวมทั้ง On-site Ads, Off-site Ads, Retailer Data, Measurement และการใช้ข้อมูลค้าปลีกเพื่อวางแผนสื่อโฆษณา
คำถามที่ 3: Retail Media เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เหมาะกับธุรกิจ E-commerce, FMCG, Beauty, Health, Home Appliance, Fashion, Electronics, Food Supplement และสินค้าที่ลูกค้ามักค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อผ่าน Marketplace หรือ Retailer Platform
คำถามที่ 4: ควรลงงบ Retail Media แทน Facebook Ads ไหม
ไม่ควรมองว่าแทนกันทั้งหมด
Social Ads ช่วยสร้าง Demand และทำให้คนรู้จักสินค้า
ส่วน Retail Media ช่วยดักคนใกล้ซื้อใน Marketplace
ทางที่ดีควรวางงบให้ทั้งสองช่องทางทำงานร่วมกันตาม Funnel
คำถามที่ 5: Retail Media วัดผลจากอะไร
ควรวัดจาก Impression, Click, CTR, Add to Cart, Conversion Rate, Cost per Order, ROAS, Revenue, AOV, Organic Sales, Paid Sales, New Customer และ Incremental Sales
ไม่ควรดู ROAS ในระบบอย่างเดียว
คำถามที่ 6: Marketplace Ads ควรเริ่มจากอะไร
ควรเริ่มจากสินค้าที่หน้าร้านพร้อมที่สุดก่อน
เช่น มีรีวิวดี รูปชัด ราคาแข่งได้ โปรโมชันพร้อม และมี Margin พอให้ซื้อโฆษณาได้
จากนั้นค่อยเลือกคำค้นที่มีเจตนาซื้อสูงมาทดสอบ
15. สรุป: Retail Media ทำให้ Marketplace กลายเป็นสื่อโฆษณาที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้
Retail Media คือสัญญาณสำคัญว่าการตลาดออนไลน์กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสื่อเพื่อพาคนไปซื้อสินค้า ไปสู่การซื้อสื่อในพื้นที่ที่คนกำลังเลือกซื้ออยู่แล้ว
Marketplace จึงไม่ได้เป็นแค่ช่องทางขาย
แต่เป็นสื่อโฆษณาที่มีข้อมูลการซื้อจริงและวัดผลใกล้ยอดขายมากขึ้น
แบรนด์ที่เข้าใจ Retail Media จะไม่มอง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เป็นเพียงปลายทางของออเดอร์
แต่จะใช้ Marketplace เป็นพื้นที่ดัก Demand, เพิ่ม Visibility, แข่งขันในคำค้นสำคัญ, โปรโมตสินค้า และวัดผลเชิงยอดขายได้ละเอียดขึ้น
สุดท้าย Retail Media ไม่ได้มาแทน Social Ads หรือ Google Ads ทั้งหมด
แต่เป็นอีกชั้นสำคัญของ Funnel
แบรนด์ควรใช้ Social Ads เพื่อสร้างความต้องการ
ใช้ Google Ads เพื่อจับ Intent
และใช้ Marketplace Ads เพื่อปิดการขายใกล้จุดซื้อ
หากวางทั้ง 3 ส่วนให้ทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าการพึ่งช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อย่ามอง Marketplace เป็นแค่ที่ขายของ ถ้ามันกำลังกลายเป็นสื่อโฆษณาที่ลูกค้าพร้อมซื้ออยู่แล้ว
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีวางกลยุทธ์ Retail Media, Marketplace Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Shop, Google Ads และ Social Ads ให้ทำงานร่วมกันทั้ง Funnel ขอแนะนำ คอร์สเรียน Google Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการวางแผนโฆษณาออนไลน์ ตั้งแต่การจับ Search Intent การวางงบ Google Ads การอ่านข้อมูล Performance การเชื่อม Funnel จาก Social Ads ไปยัง Marketplace และการวัดผลว่าช่องทางไหนช่วยสร้าง Demand ช่องทางไหนช่วยปิดการขาย และช่องทางไหนควรปรับงบเพื่อให้ธุรกิจโตอย่างวัดผลได้จริง
สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Retail Media, Marketplace Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Shop, Google Ads, Facebook Ads หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Retail Media และ Marketplace Ads โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
Retail Media คือหนึ่งในเทรนด์สำคัญของการตลาดออนไลน์ยุคใหม่
เพราะแพลตฟอร์มค้าปลีกและ Marketplace เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือ Retailer App ต่าง ๆ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงช่องทางขายสินค้าเท่านั้น
แต่กำลังกลายเป็น “สื่อโฆษณา” ที่แบรนด์สามารถซื้อพื้นที่โปรโมตสินค้า ใช้ข้อมูลพฤติกรรมการซื้อจริง และวัดผลใกล้กับยอดขายได้มากขึ้น
ในอดีต หลายแบรนด์มอง Marketplace เป็นปลายทางของ Funnel
คือยิง Facebook Ads, Google Ads หรือ TikTok Ads เพื่อพาคนไปซื้อสินค้าในร้าน
แต่ปัจจุบัน Marketplace เองมีระบบโฆษณา มีตำแหน่งแสดงสินค้า มี Search Ads มี Display Placement มี Sponsored Product และมีข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่เกิดขึ้นใกล้จุดซื้อจริงมากกว่าเดิม
สิ่งที่ทำให้ Retail Media น่าสนใจ คือข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace มักเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อจริง เช่น
คนค้นหาอะไร
กดดูสินค้าไหน
ใส่ตะกร้าอะไร
ซื้อหมวดไหน
ซื้อซ้ำบ่อยแค่ไหน
สนใจโปรโมชันแบบใด
ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่ามาก เพราะสะท้อนพฤติกรรมเชิงพาณิชย์ ไม่ใช่แค่ความสนใจทั่วไป
บทความนี้จะพาเจาะลึกว่า Retail Media คืออะไร ทำไม Marketplace Ads จึงสำคัญขึ้น ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร ทำไมข้อมูลการซื้อจริงจึงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ และแบรนด์ควรวางงบระหว่าง Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไรให้ไม่แย่งกันเอง แต่ทำงานร่วมกันทั้ง Funnel
สารบัญบทความ
1. Retail Media คืออะไร
2. ทำไม Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางขายอีกต่อไป
3. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
4. ทำไมข้อมูลการซื้อจริงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ
5. Marketplace Ads มีรูปแบบอะไรบ้าง
6. ควรวางงบ Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไร
7. วัดผล Retail Media ต้องดู Metric อะไร
8. Framework RETAIL สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
9. Masterclass 1: ใช้ Marketplace Ads ดักคนพร้อมซื้อ
10. Masterclass 2: ใช้ Social Ads ปั้น Demand ก่อนเข้า Marketplace
11. Masterclass 3: วัดผลให้รู้ว่า Marketplace Ads เพิ่มยอดจริงหรือกินยอดเดิม
12. Danger Zone: จุดพลาดของ Retail Media
13. Checklist ก่อนเริ่มทำ Retail Media
14. คำถามที่พบบ่อย
15. สรุป
1. Retail Media คืออะไร
Retail Media คือการใช้พื้นที่ สินทรัพย์ข้อมูล และระบบโฆษณาของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงที่มีโอกาสเกิดการซื้อสูง
เช่น ตอนค้นหาสินค้า ดูหน้าหมวดหมู่ เปรียบเทียบราคา ใส่ตะกร้า หรือกำลังตัดสินใจซื้อ
ถ้าอธิบายง่าย ๆ Retail Media คือการที่ร้านค้าหรือ Marketplace กลายเป็นเจ้าของสื่อ
ไม่ใช่แค่เจ้าของพื้นที่ขาย
เช่น Shopee มี Shopee Ads
Lazada มีโซลูชันโฆษณาภายในแพลตฟอร์ม
TikTok Shop มีระบบโฆษณาที่เชื่อมกับคอนเทนต์และตะกร้าสินค้า
ส่วน Retailer รายใหญ่ในหลายประเทศก็มี Retail Media Network ของตัวเอง
หัวใจของ Retail Media คือการโฆษณาใกล้จุดซื้อ
ลูกค้าไม่ได้แค่เลื่อนดูคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง
แต่กำลังค้นหา เปรียบเทียบ และมีโอกาสซื้อสินค้าอยู่แล้ว
ทำให้สื่อประเภทนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้นใน E-commerce Marketing
Retail Media จึงไม่ใช่แค่การซื้อพื้นที่แบนเนอร์บน Marketplace
แต่รวมถึง
Sponsored Search
Sponsored Product
Display Ads
Video Commerce
On-site Promotion
Off-site Retargeting
การใช้ First-party Retail Data เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมใกล้การซื้อจริง
2. ทำไม Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางขายอีกต่อไป
Marketplace เคยถูกมองเป็นเพียงปลายทางของยอดขาย
แบรนด์ทำคอนเทนต์บน Facebook
ทำวิดีโอบน TikTok
ยิง Google Ads
แล้วพาคนไปซื้อใน Shopee หรือ Lazada
แต่ตอนนี้ Marketplace มีบทบาทมากกว่านั้น
เพราะตัวแพลตฟอร์มมี Traffic, Search Behavior, Purchase Data และระบบโฆษณาของตัวเอง
ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้เริ่มค้นหาสินค้าจาก Google หรือ Social เสมอไป
บางคนเข้า Marketplace โดยตรงเพื่อค้นหาสินค้า เช่น
คอลลาเจน
เครื่องดูดควัน
หม้อทอดไร้น้ำมัน
ครีมกันแดด
รองเท้าวิ่ง
อาหารเสริมผิว
การค้นหาเหล่านี้เกิดในบริบทที่ใกล้การซื้อกว่าการเสพคอนเทนต์ทั่วไป
ดังนั้น Marketplace จึงกลายเป็นพื้นที่สื่อที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ
เพราะคนที่อยู่ในแพลตฟอร์มมักมี Intent ทางการซื้ออยู่แล้ว
ถ้าแบรนด์ไม่ซื้อพื้นที่ หรือไม่ทำให้สินค้าถูกค้นเจอ คู่แข่งอาจแย่งตำแหน่งหน้าแรก แย่งคำค้น หรือแย่งช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังพร้อมจ่ายได้ง่าย
ในมุมกลยุทธ์ Retail Media ทำให้แบรนด์ต้องคิดใหม่ว่า Marketplace ไม่ใช่แค่ช่องทางรับออเดอร์
แต่เป็นพื้นที่สร้าง Visibility, Consideration, Conversion และ Repeat Purchase ได้ในระบบเดียวกัน
3. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
Facebook Ads และ TikTok Ads มักเด่นเรื่องการสร้าง Demand
ช่วยสร้างการรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และใช้คอนเทนต์เพื่อทำให้คนรู้สึกอยากซื้อ
เช่น
รีวิว
วิดีโอสั้น
UGC
คอนเทนต์เล่าปัญหา
คอนเทนต์เปรียบเทียบ
คอนเทนต์ Before-After
ส่วน Google Ads เด่นเรื่องการจับ Intent จากคำค้น
เช่น คนกำลังหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา หรือกำลังตัดสินใจซื้อบางอย่าง
แต่ Retail Media อยู่ใกล้จุดซื้อกว่า
เพราะลูกค้าอยู่ในพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อซื้อสินค้าโดยตรง เช่น Marketplace, Retailer Website หรือ Shopping App
ดังนั้นโฆษณาที่แสดงในจุดนี้มักมีหน้าที่ผลักดันการเลือกแบรนด์ การเข้าหน้าสินค้า การใส่ตะกร้า และการสั่งซื้อ
ความต่างสำคัญคือ
Social Ads ใช้ข้อมูลความสนใจและพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์เป็นหลัก
Google Ads ใช้ข้อมูล Search Intent เป็นหลัก
Retail Media ใช้ข้อมูล Commerce Intent และ Purchase Behavior ที่เกิดบนแพลตฟอร์มค้าปลีกหรือ Marketplace
พูดง่าย ๆ คือ
Social Ads ช่วยทำให้คน “อยากได้”
Google Ads ช่วยดักคนที่ “กำลังค้นหา”
Retail Media ช่วยดักคนที่ “กำลังเลือกซื้อ”
นี่คือเหตุผลที่แบรนด์ควรวางสื่อทั้ง 3 ประเภทให้ทำงานร่วมกัน
ไม่ใช่มองว่าอย่างใดอย่างหนึ่งต้องแทนกันทั้งหมด
4. ทำไมข้อมูลการซื้อจริงมีค่ากว่าข้อมูลความสนใจ
ข้อมูลความสนใจ เช่น คนชอบดูคอนเทนต์ความงาม สนใจสุขภาพ หรือกดไลก์เพจเครื่องครัว มีประโยชน์สำหรับการหา Audience เบื้องต้น
แต่ยังไม่ได้แปลว่าคนนั้นกำลังจะซื้อทันที
ในทางกลับกัน ข้อมูลบน Marketplace เช่น
ค้นหาสินค้า
กดดูราคา
เปรียบเทียบหลายแบรนด์
ใส่ตะกร้า
ใช้คูปอง
ซื้อซ้ำ
เป็นสัญญาณที่ใกล้กับพฤติกรรมการซื้อจริงมากกว่า
ตัวอย่างเช่น
คนที่ดูวิดีโอรีวิวคอลลาเจนอาจยังอยู่ในช่วงสนใจ
แต่คนที่ค้นหา “คอลลาเจนผิวใส 10000 mg” ใน Marketplace อาจอยู่ใกล้การซื้อกว่า
เพราะเขาเข้ามาในพื้นที่ที่พร้อมเปรียบเทียบราคา รีวิว โปรโมชัน และกดสั่งได้ทันที
นี่คือเหตุผลที่ Retail Media ได้รับความสนใจมากขึ้น
เพราะมันเชื่อมข้อมูล Media กับ Commerce เข้าด้วยกัน
ทำให้แบรนด์ไม่ต้องเดาแค่จากความสนใจ
แต่สามารถวางโฆษณาใกล้กับจุดที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อจริง
5. Marketplace Ads มีรูปแบบอะไรบ้าง
Marketplace Ads หรือโฆษณาบน Marketplace มักมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม
แต่โดยหลักสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่
1. Sponsored Search
โฆษณาที่แสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้อง
เช่น สินค้าของแบรนด์ขึ้นในผลการค้นหาของ Shopee หรือ Lazada
เหมาะกับการดัก Demand ที่มีอยู่แล้ว
2. Sponsored Product
การดันสินค้าบางรายการให้มีโอกาสแสดงมากขึ้นในหน้าหมวดหมู่ หน้าสินค้าใกล้เคียง หรือพื้นที่แนะนำสินค้า
เหมาะกับสินค้าที่มีรีวิวดี ราคาแข่งได้ และหน้าร้านพร้อมปิดการขาย
3. Display Placement
แบนเนอร์หรือพื้นที่โฆษณาภายใน Marketplace
เหมาะกับโปรโมชัน แคมเปญใหญ่ การเปิดตัวสินค้า หรือการสร้างการรับรู้ในช่วง Mega Campaign เช่น 6.6, 9.9, 11.11
4. Off-site Retail Media
การใช้ข้อมูลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อยิงโฆษณานอกแพลตฟอร์ม เช่น Display, Video หรือ Social Retargeting
โดยอิงจากพฤติกรรมการซื้อหรือความสนใจสินค้าในระบบค้าปลีก
สำหรับธุรกิจไทย จุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่ายที่สุดคือการจัดหน้าร้าน Marketplace ให้พร้อมก่อน
เช่น
ชื่อสินค้า
ภาพสินค้า
ราคา
รีวิว
โปรโมชัน
คูปอง
คะแนนร้าน
คำอธิบายสินค้า
เพราะต่อให้ซื้อโฆษณาได้ Traffic มาก แต่หน้าสินค้าไม่พร้อม ก็อาจเสียเงินโดยไม่เกิดยอดขาย
6. ควรวางงบ Marketplace Ads กับ Social Ads อย่างไร
การวางงบไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า
“ควรลง Shopee Ads หรือ Facebook Ads มากกว่ากัน”
แต่ควรถามว่า
“ลูกค้าอยู่ช่วงไหนของ Funnel และช่องทางไหนทำหน้าที่อะไร”
Social Ads เหมาะกับการสร้าง Demand
เช่น
เล่า Pain Point
ทำให้คนอยากลองสินค้า
สร้างความน่าเชื่อถือผ่านคอนเทนต์
ใช้วิดีโอรีวิว
ใช้ UGC
ใช้ Founder Content
ใช้ Before-After
ใช้ Educational Content
Google Ads เหมาะกับการดัก Search Intent
เช่น คนค้นหาชื่อสินค้า หมวดหมู่สินค้า ปัญหาที่ต้องการแก้ หรือคำเปรียบเทียบก่อนซื้อ
Marketplace Ads เหมาะกับการดักคนที่อยู่ใกล้การซื้อ
เช่น คนค้นหาสินค้าใน Marketplace แล้วกำลังเปรียบเทียบหลายร้าน หลายแบรนด์ หลายราคา และพร้อมตัดสินใจจากรีวิวกับโปรโมชัน
แนวทางเบื้องต้นคือ
ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand และคนยังไม่รู้จักสินค้า ควรมีงบ Social Ads หรือ Content เพื่อสร้างความต้องการก่อน
แต่ถ้าแบรนด์มีคนค้นหา มีคนเข้าร้าน และเริ่มมียอดขายอยู่แล้ว ควรมีงบ Marketplace Ads เพื่อแย่งตำแหน่งในช่วงที่ลูกค้าพร้อมซื้อ
7. วัดผล Retail Media ต้องดู Metric อะไร
การวัดผล Retail Media ไม่ควรดูแค่ยอดขายรวม
เพราะยอดขายบน Marketplace อาจมาจากหลายปัจจัย เช่น
ราคา
โปรโมชัน
รีวิว
คะแนนร้าน
Organic Ranking
Traffic จาก Social Ads
Traffic จาก Google Ads
แคมเปญคูปอง
ช่วง Mega Campaign
Metric ที่ควรดู ได้แก่
Impression
Click
CTR
CPC
Add to Cart
Conversion Rate
Cost per Order
ROAS
Revenue
AOV
จำนวนออเดอร์ใหม่
Repeat Purchase
Share of Search
Organic Ranking
ยอดขายแยกตาม SKU
สำหรับแบรนด์ที่จริงจัง ควรดูเพิ่มว่า Marketplace Ads ช่วยเพิ่มยอดขายใหม่จริงหรือแค่กินยอด Organic เดิม
เช่น
เปิด Ads แล้วยอดรวมเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
อันดับสินค้า Organic ดีขึ้นไหม
คำค้นสำคัญมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นไหม
ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือเปล่า
Paid Sales เพิ่มแล้ว Organic Sales ลดลงหรือไม่
ถ้า Paid Sales เพิ่ม แต่ยอดรวมทั้งร้านไม่เพิ่ม อาจแปลว่าแอดไม่ได้เพิ่มยอดใหม่มากเท่าที่คิด
แต่อาจแค่ย้ายยอดจาก Organic มาเป็น Paid
8. Framework RETAIL สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
เพื่อให้การทำ Retail Media ไม่ใช่แค่เปิดโฆษณา Marketplace แล้วรอดูยอด
แนะนำให้ใช้ Framework RETAIL ในการวางแผน
R - Retail Readiness
ตรวจความพร้อมของหน้าร้าน เช่น รูปสินค้า ราคา รีวิว คะแนนร้าน คูปอง และคำอธิบายสินค้า
ถ้าหน้าร้านยังไม่พร้อม อย่าเพิ่งเร่งงบหนัก เพราะ Traffic ที่เข้ามาอาจไม่เปลี่ยนเป็นยอดขาย
E - Exact Search Intent
เลือกคำค้นที่สะท้อนความตั้งใจซื้อจริง เช่น ชื่อสินค้า หมวดหมู่ ปัญหา หรือคำเปรียบเทียบ
ไม่ควรยิงคำกว้างเกินไปจนได้คนที่ยังไม่พร้อมซื้อ
T - Traffic Source Balance
แบ่งบทบาทระหว่าง Social Ads, Google Ads และ Marketplace Ads ให้ชัด
แต่ละช่องทางควรทำงานต่างกันใน Funnel
A - Ads and Offer Alignment
โฆษณาต้องสอดคล้องกับราคา โปรโมชัน คูปอง และสต๊อกสินค้าในร้าน
ถ้าโฆษณาพูดโปรหนึ่ง แต่หน้าร้านไม่ตรงกัน ลูกค้าอาจหลุดทันที
I - Incrementality Check
ตรวจว่ายอดที่ได้เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่ย้ายยอดจาก Organic มาเป็น Paid
อย่าดู ROAS ในระบบอย่างเดียว
L - Learn by SKU
วิเคราะห์แยกตามสินค้า
เพราะบาง SKU เหมาะกับการยิงแอด
บาง SKU เหมาะเป็นตัวปิดกำไร
บาง SKU เหมาะทำ Bundle
และบาง SKU ยังไม่ควรยิงจนกว่าจะมีรีวิวหรือราคาที่แข่งได้
Framework นี้ช่วยให้แบรนด์วาง Retail Media เป็นระบบ
ไม่ใช่แค่ใส่งบเพื่อดันสินค้า
แต่รู้ว่าสินค้าไหนควรดัน คำค้นไหนคุ้ม และช่องทางไหนช่วยกันสร้างยอดขายจริง
9. Masterclass 1: ใช้ Marketplace Ads ดักคนพร้อมซื้อ
แนวคิด:
Marketplace Ads เหมาะกับการดักลูกค้าที่มี Commerce Intent สูง
เพราะคนที่ค้นหาใน Marketplace มักอยู่ใกล้การเปรียบเทียบและตัดสินใจซื้อแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้:
เริ่มจากเลือกสินค้าที่พร้อมปิดการขายก่อน เช่น
มีรีวิวดี
ราคาแข่งได้
รูปสินค้าชัด
รายละเอียดครบ
คะแนนร้านดี
มีคูปองหรือโปรโมชัน
มีสต๊อกพร้อมขาย
จากนั้นเลือกคำค้นที่ตรงกับสินค้าและปัญหาของลูกค้า เช่น
หมวดสินค้า
ชื่อรุ่น
จุดขายหลัก
คำที่ลูกค้าใช้ค้นจริง
คำเปรียบเทียบก่อนซื้อ
ตัวอย่างเช่น
ถ้าขายคอลลาเจน อาจเริ่มจากคำค้นที่มีเจตนาซื้อ เช่น
คอลลาเจนผิวใส
คอลลาเจน 10000 mg
คอลลาเจนไม่คาว
คอลลาเจนรสอร่อย
คอลลาเจนญี่ปุ่น
แล้วดูว่า Keyword ไหนพาคนเข้าหน้าสินค้า ใส่ตะกร้า และสั่งซื้อจริง
อย่ายิงทุกคำพร้อมกันแบบไม่มีระบบ
เพราะจะอ่านไม่ออกว่าคำไหนช่วยปิดยอดจริง
10. Masterclass 2: ใช้ Social Ads ปั้น Demand ก่อนเข้า Marketplace
แนวคิด:
Marketplace Ads เก่งเรื่องดักคนใกล้ซื้อ
แต่ถ้าแบรนด์ยังไม่มี Demand การพึ่ง Marketplace อย่างเดียวอาจไม่พอ
ต้องใช้ Social Ads สร้างความต้องการก่อน
วิธีการนำไปปรับใช้:
ทำคอนเทนต์บน Facebook, Instagram, TikTok หรือ YouTube เพื่อทำให้คนรู้จักสินค้าและเกิดความต้องการ เช่น
รีวิวจากผู้ใช้จริง
UGC
Problem-Solution
Comparison
Educational Content
Founder Story
Before-After
How-to Content
จากนั้นใช้ Marketplace เป็นจุดปิดการขาย
โดยวัดต่อว่า หลังทำคอนเทนต์แล้วเกิดอะไรขึ้นบน Marketplace เช่น
Search Volume เพิ่มไหม
Store Visit เพิ่มไหม
Add to Cart เพิ่มไหม
ยอดขายเพิ่มไหม
คำค้นแบรนด์เพิ่มไหม
ลูกค้าใหม่เพิ่มไหม
ตัวอย่างเช่น
แบรนด์อาหารเสริมอาจใช้ TikTok ทำคอนเทนต์เล่าปัญหาผิวโทรม นอนน้อย หรือไม่ชอบคอลลาเจนคาว
จากนั้นให้ลูกค้าที่เริ่มสนใจไปค้นหาชื่อแบรนด์หรือสินค้าบน Marketplace
ถ้า Marketplace Ads ดักคำค้นได้ดี ก็จะช่วยปิดการขายในจังหวะที่ลูกค้าพร้อมเปรียบเทียบและซื้อ
11. Masterclass 3: วัดผลให้รู้ว่า Marketplace Ads เพิ่มยอดจริงหรือกินยอดเดิม
แนวคิด:
Retail Media ที่ดีต้องวัด Incrementality
ไม่ใช่ดูแค่ว่า Ads มี ROAS ดี
เพราะบางแคมเปญอาจดึงยอดที่ลูกค้าจะซื้ออยู่แล้วมาอยู่ใน Paid Ads
วิธีการนำไปปรับใช้:
เปรียบเทียบช่วงเปิดและปิดแอด
ดูยอดรวมทั้งร้าน ไม่ใช่เฉพาะยอดจากแอด
ดู Organic Sales, Paid Sales, Search Ranking, New Customer และยอดขายต่อ SKU
คำถามที่ควรถามคือ
หลังเปิดแอด ยอดขายรวมเพิ่มจริงไหม
หรือ Paid Sales เพิ่ม แต่ Organic Sales ลด
สินค้าอันดับดีขึ้นหรือไม่
คำค้นสำคัญมี Share เพิ่มขึ้นหรือไม่
ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นหรือเป็นลูกค้าเดิมเป็นหลัก
SKU ที่ยิงแอดมีกำไรจริงไหม
ถ้ายอด Paid เพิ่มแต่ยอดรวมไม่เพิ่ม
อาจต้องปรับ Keyword, Budget หรือเลือกยิงเฉพาะสินค้าที่ช่วยขยายยอดจริง
Retail Media ที่ดีจึงต้องวัดมากกว่า ROAS ในระบบ
ต้องวัดว่าช่วยเพิ่มยอดใหม่ให้ธุรกิจจริงหรือไม่
12. Danger Zone: จุดพลาดของ Retail Media
ข้อผิดพลาดที่ 1: ยิง Marketplace Ads ทั้งที่หน้าสินค้ายังไม่พร้อม
ถ้ารูปไม่ดี รีวิวต่ำ ราคาไม่ชัด คูปองไม่มี หรือรายละเอียดสินค้าไม่ครบ
ต่อให้ซื้อ Traffic ได้มาก ลูกค้าก็อาจไม่ซื้อ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ดู ROAS จาก Marketplace อย่างเดียว
ROAS ในระบบอาจดูดี
แต่ต้องดูยอดรวมทั้งร้านด้วยว่าเพิ่มจริงไหม หรือแค่ย้ายยอด Organic มาเป็น Paid
ข้อผิดพลาดที่ 3: เอางบทั้งหมดไปไว้ปลาย Funnel
ถ้าทุ่มงบให้ Marketplace Ads อย่างเดียว แต่ไม่สร้าง Demand จาก Social, Content หรือ Search
ลูกค้าใหม่อาจไม่เพิ่ม และยอดอาจโตจำกัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่แยกสินค้าที่ควรยิงกับสินค้าที่ไม่ควรยิง
บาง SKU มีรีวิวดี Margin ดี และปิดง่าย เหมาะกับการยิงแอด
แต่บาง SKU อาจราคาสู้ไม่ได้ หรือยังไม่มีรีวิวพอ ควรปรับหน้าสินค้าก่อน
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่วัดผลข้ามช่องทาง
ลูกค้าอาจเห็นคอนเทนต์บน TikTok
เห็นแอดบน Facebook
ค้นหา Google
แล้วไปซื้อใน Shopee
ถ้าไม่ดูภาพรวม อาจให้เครดิต Marketplace หรือ Social ผิดช่องทางได้
ข้อผิดพลาดที่ 6: ใช้โปรโมชันแรงเกินไปจนยอดขายดีแต่กำไรหาย
บางแบรนด์ดูยอดขายรวมแล้วดีใจ
แต่เมื่อหักส่วนลด คูปอง ค่าคอมมิชชัน ค่าขนส่ง และค่าโฆษณาแล้ว อาจเหลือกำไรน้อยมาก
ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ดูข้อมูลราย SKU
ถ้าดูยอดรวมทั้งร้านอย่างเดียว อาจไม่รู้ว่าสินค้าบางตัวกินงบมากแต่กำไรต่ำ
ในขณะที่สินค้าบางตัวมียอดน้อยกว่าแต่กำไรดีกว่า
13. Checklist ก่อนเริ่มทำ Retail Media
- หน้าสินค้าบน Marketplace พร้อมปิดการขายหรือยัง
- รูปสินค้า ราคา รีวิว คูปอง และรายละเอียดสินค้าชัดเจนหรือไม่
- รู้หรือยังว่าสินค้า SKU ไหนควรถูกดันด้วย Ads
- มีการแยกงบระหว่าง Social Ads, Google Ads และ Marketplace Ads หรือไม่
- รู้ว่าคำค้นไหนมี Commerce Intent สูงจริงหรือไม่
- มีระบบวัดผล Paid Sales เทียบกับ Organic Sales หรือไม่
- วัด ROAS ร่วมกับยอดขายรวมทั้งร้านหรือไม่
- ตรวจ Margin และกำไรต่อ SKU ก่อนเพิ่มงบหรือไม่
- มีแผนทำคอนเทนต์สร้าง Demand ก่อนดัน Marketplace หรือไม่
- มีการวัด New Customer, Repeat Purchase และ Incremental Sales หรือไม่
- ตรวจสต๊อกก่อนเริ่มแคมเปญใหญ่หรือไม่
- มีคูปอง โปรโมชัน และราคาในหน้าร้านตรงกับข้อความโฆษณาหรือไม่
14. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Media
คำถามที่ 1: Retail Media คืออะไร
Retail Media คือการใช้พื้นที่โฆษณา ข้อมูลลูกค้า และระบบวัดผลของ Retailer หรือ Marketplace เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าในช่วงที่มีโอกาสซื้อสูง
เช่น ตอนค้นหา เปรียบเทียบ หรือกดดูสินค้าใน Marketplace
คำถามที่ 2: Retail Media ต่างจาก Marketplace Ads ไหม
Marketplace Ads เป็นส่วนหนึ่งของ Retail Media
โดย Retail Media มีความหมายกว้างกว่า เพราะรวมทั้ง On-site Ads, Off-site Ads, Retailer Data, Measurement และการใช้ข้อมูลค้าปลีกเพื่อวางแผนสื่อโฆษณา
คำถามที่ 3: Retail Media เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เหมาะกับธุรกิจ E-commerce, FMCG, Beauty, Health, Home Appliance, Fashion, Electronics, Food Supplement และสินค้าที่ลูกค้ามักค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อผ่าน Marketplace หรือ Retailer Platform
คำถามที่ 4: ควรลงงบ Retail Media แทน Facebook Ads ไหม
ไม่ควรมองว่าแทนกันทั้งหมด
Social Ads ช่วยสร้าง Demand และทำให้คนรู้จักสินค้า
ส่วน Retail Media ช่วยดักคนใกล้ซื้อใน Marketplace
ทางที่ดีควรวางงบให้ทั้งสองช่องทางทำงานร่วมกันตาม Funnel
คำถามที่ 5: Retail Media วัดผลจากอะไร
ควรวัดจาก Impression, Click, CTR, Add to Cart, Conversion Rate, Cost per Order, ROAS, Revenue, AOV, Organic Sales, Paid Sales, New Customer และ Incremental Sales
ไม่ควรดู ROAS ในระบบอย่างเดียว
คำถามที่ 6: Marketplace Ads ควรเริ่มจากอะไร
ควรเริ่มจากสินค้าที่หน้าร้านพร้อมที่สุดก่อน
เช่น มีรีวิวดี รูปชัด ราคาแข่งได้ โปรโมชันพร้อม และมี Margin พอให้ซื้อโฆษณาได้
จากนั้นค่อยเลือกคำค้นที่มีเจตนาซื้อสูงมาทดสอบ
15. สรุป: Retail Media ทำให้ Marketplace กลายเป็นสื่อโฆษณาที่แบรนด์มองข้ามไม่ได้
Retail Media คือสัญญาณสำคัญว่าการตลาดออนไลน์กำลังเปลี่ยนจากการซื้อสื่อเพื่อพาคนไปซื้อสินค้า ไปสู่การซื้อสื่อในพื้นที่ที่คนกำลังเลือกซื้ออยู่แล้ว
Marketplace จึงไม่ได้เป็นแค่ช่องทางขาย
แต่เป็นสื่อโฆษณาที่มีข้อมูลการซื้อจริงและวัดผลใกล้ยอดขายมากขึ้น
แบรนด์ที่เข้าใจ Retail Media จะไม่มอง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop เป็นเพียงปลายทางของออเดอร์
แต่จะใช้ Marketplace เป็นพื้นที่ดัก Demand, เพิ่ม Visibility, แข่งขันในคำค้นสำคัญ, โปรโมตสินค้า และวัดผลเชิงยอดขายได้ละเอียดขึ้น
สุดท้าย Retail Media ไม่ได้มาแทน Social Ads หรือ Google Ads ทั้งหมด
แต่เป็นอีกชั้นสำคัญของ Funnel
แบรนด์ควรใช้ Social Ads เพื่อสร้างความต้องการ
ใช้ Google Ads เพื่อจับ Intent
และใช้ Marketplace Ads เพื่อปิดการขายใกล้จุดซื้อ
หากวางทั้ง 3 ส่วนให้ทำงานร่วมกัน ธุรกิจจะมีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าการพึ่งช่องทางใดช่องทางหนึ่งเพียงอย่างเดียว
อย่ามอง Marketplace เป็นแค่ที่ขายของ ถ้ามันกำลังกลายเป็นสื่อโฆษณาที่ลูกค้าพร้อมซื้ออยู่แล้ว
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีวางกลยุทธ์ Retail Media, Marketplace Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Shop, Google Ads และ Social Ads ให้ทำงานร่วมกันทั้ง Funnel ขอแนะนำ คอร์สเรียน Google Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการวางแผนโฆษณาออนไลน์ ตั้งแต่การจับ Search Intent การวางงบ Google Ads การอ่านข้อมูล Performance การเชื่อม Funnel จาก Social Ads ไปยัง Marketplace และการวัดผลว่าช่องทางไหนช่วยสร้าง Demand ช่องทางไหนช่วยปิดการขาย และช่องทางไหนควรปรับงบเพื่อให้ธุรกิจโตอย่างวัดผลได้จริง
สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Retail Media, Marketplace Ads, Shopee Ads, Lazada Ads, TikTok Shop, Google Ads, Facebook Ads หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Retail Media และ Marketplace Ads โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
จิตวิทยาการขาย แฮ็กสมองด้วย The Snob Effect ขายของแพง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199457211 เม.ย. 2569, 14:35:07 -
อัปเดต 2026: AI Agent พลิกโฉม การตลาดออนไลน์ ลดต้นทุนสุด
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199486312 เม.ย. 2569, 06:39:18 -
Gemini 3.1 Ultra เจาะลึก AI ดูวิดีโอรู้เรื่อง อัปยอด 10X
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199486412 เม.ย. 2569, 06:41:04 -
เครื่องมือ AI 2026 ยุค 2 ล้าน Token สเกลยอดขายด้วย Data
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199486512 เม.ย. 2569, 06:42:35 -
เครื่องมือ AI 2026 แฮ็กเทรนด์ ทำคอนเทนต์ ไวรัล
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199486912 เม.ย. 2569, 06:47:20 -
เครื่องมือ AI 2026 ทำวิดีโอ AI ยิงแอดสุดล้ำ ลดต้นทุน
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199487112 เม.ย. 2569, 06:49:45 -
ยิงแอด Facebook คืออะไร? คู่มือมือใหม่เริ่มยังไงไม่ขาดทุน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199509813 เม.ย. 2569, 06:32:07 -
ยิงแอด Facebook ไม่เห็นผล? แฉ 10 สาเหตุพร้อมวิธีแก้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199509913 เม.ย. 2569, 06:34:04 -
ยิงแอด Facebook งบน้อยทำไง? ทริคลงโฆษณาให้คุ้มสุด
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199510013 เม.ย. 2569, 06:35:55 -
ยิงแอด Facebook เลือก Objective ยังไงให้ยอดปัง!
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199510113 เม.ย. 2569, 06:38:29 -
ทำคอนเทนต์ยิงแอด Facebook ให้หยุดนิ้ว เพิ่มยอดกระฉูด
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199510213 เม.ย. 2569, 06:40:39 -
วัดผลยิงแอด Facebook ดูค่าอะไร? คู่มืออ่านผลลัพธ์ฉบับโปร
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199510313 เม.ย. 2569, 06:42:58 -
ทำ SEO ไม่รอด? เจาะลึก GEO ดันเว็บให้ AI แนะนำ 2026
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199486712 เม.ย. 2569, 06:44:34 -
ยิงแอด Google คืออะไร? คู่มือเริ่มต้นสำหรับเจ้าของธุรกิจ
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199535514 เม.ย. 2569, 09:32:23 -
ยิงแอด Google Search ยังไงให้ทัก? เปลี่ยนคลิกเป็นยอดขาย
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199535614 เม.ย. 2569, 09:33:48 -
ยิงแอด Google แล้วงบหมดไว? แฉ 10 สาเหตุพร้อมวิธีแก้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199535714 เม.ย. 2569, 09:35:41 -
เลือกคีย์เวิร์ด ยิงแอด Google ดักทางคนพร้อมซื้อ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199535814 เม.ย. 2569, 09:37:31 -
ยิงแอด Google งบน้อยทำไง? คู่มือ SME ลงโฆษณาให้คุ้ม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199535914 เม.ย. 2569, 09:38:42 -
วัดผลยิงแอด Google ฉบับโปร เจาะลึกค่า Quality Score
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199536014 เม.ย. 2569, 09:40:19 -
จิตวิทยาการขาย ทำไมลูกค้าไม่ซื้อ ทั้งที่สนใจมาก? แก้จุดตายยอดขาย
ติดต่อDigital D2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2199548915 เม.ย. 2569, 09:22:43































