หมายเลขประกาศ22030355
Negative Keywords คืออะไร? ตัดคำค้นหาที่ทำให้เสียงบฟรีใน Google Ads
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"แคมเปญ Google Ads ที่ดีไม่ได้มีแค่คำที่อยากให้โฆษณาแสดง แต่ต้องมีคำที่ไม่อยากให้โฆษณาแสดงด้วย เพราะคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถดูดงบได้เงียบ ๆ ทุกวัน"
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่เราใส่ไว้ใน Google Ads เพื่อบอกระบบว่า ไม่ต้องการให้โฆษณาแสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำเหล่านั้น หรือค้นหาคำที่มีความเกี่ยวข้องกับคำเหล่านั้นตาม Match Type ที่กำหนด
หลายคนเริ่มทำ Google Ads ด้วยคำถามว่า
"ควรซื้อ Keyword อะไรดี"
เช่น
- รับทำเว็บไซต์
- คอร์ส Google Ads
- คลินิกผิวหนัง
- รับสร้างบ้าน
- ขายคอลลาเจน
- บริการรับทำโฆษณา
- รับทำ Google Ads
- เรียนยิงแอด Google
แต่คนยิงแอดที่มีประสบการณ์จะถามเพิ่มอีกข้อว่า
"คำไหนไม่ควรให้โฆษณาแสดงเด็ดขาด"
เพราะใน Google Search Ads สิ่งที่ทำให้งบรั่วไม่ได้มีแค่การซื้อ Keyword ผิด
แต่ยังรวมถึงการปล่อยให้โฆษณาไปแสดงกับ Search Terms ที่ไม่ใช่ลูกค้าจริง เช่น
- ฟรี
- สมัครงาน
- วิธีทำเอง
- ดาวน์โหลด
- มือสอง
- PDF
- รีวิวเฉย ๆ
- template ฟรี
- crack
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- หางาน
หรือคำที่บอกเจตนาชัดว่าไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าและบริการของเรา
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายคอร์สเรียน Google Ads แบบเสียเงิน แต่โฆษณาไปแสดงกับคำว่า “เรียน Google Ads ฟรี” หรือ “ดาวน์โหลดคู่มือ Google Ads PDF”
แบบนี้อาจได้คลิก แต่คนค้นหาอาจไม่ได้พร้อมซื้อคอร์สจริง
หรือธุรกิจรับทำเว็บไซต์บริษัท แต่โฆษณาไปแสดงกับคำว่า “สมัครงานทำเว็บไซต์” หรือ “วิธีทำเว็บไซต์เองฟรี”
แบบนี้เป็น Traffic ที่มีโอกาสไม่ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ และถ้าปล่อยไว้นานก็จะกินงบไปเรื่อย ๆ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Negative Keywords คืออะไร สำคัญอย่างไร ต่างจาก Keywords ปกติยังไง ใช้ร่วมกับ Search Terms Report อย่างไร คำแบบไหนควรตัดออก และควรระวังอะไรบ้างเพื่อไม่ให้ตัดคำกว้างเกินจนเสียโอกาสได้ลูกค้าจริง
สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือยิงแอดให้ธุรกิจตัวเอง เรื่อง Negative Keywords เป็นพื้นฐานที่ควรรู้ตั้งแต่เริ่มทำ Search Campaign
เพราะช่วยให้ Traffic ที่เข้ามามีคุณภาพขึ้น ลดคลิกเสียเงิน และทำให้การวัดผลจาก Conversion แม่นขึ้น
สารบัญบทความ
1. Negative Keywords คืออะไร
2. ทำไม Negative Keywords สำคัญกับ Google Ads
3. Keywords ปกติกับ Negative Keywords ต่างกันยังไง
4. Search Terms Report ช่วยหา Negative Keywords ได้อย่างไร
5. ตัวอย่างคำที่มักควรใส่เป็น Negative Keywords
6. Negative Keyword Match Type ทำงานอย่างไร
7. ควรใส่ Negative Keywords ระดับไหน
8. Negative Keyword List คืออะไร
9. Metric ที่ควรดูเมื่อตัดคำค้นหา
10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
11. FILTER Framework สำหรับวาง Negative Keywords
12. Routine การจัดการ Negative Keywords
13. Masterclass 3 กล่อง
14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
16. Checklist ก่อนใส่ Negative Keywords
17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
18. สรุป
1. Negative Keywords คืออะไร
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่ผู้ลงโฆษณากำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นหาที่ไม่ต้องการ
พูดง่าย ๆ คือเป็น “คำกันงบรั่ว” ใน Google Ads
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
ถ้าขายคอร์สเสียเงิน
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- ฟรี
- PDF
- ดาวน์โหลดฟรี
- คู่มือฟรี
ถ้ารับทำเว็บไซต์
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
ถ้าขายสินค้าของใหม่
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- มือสอง
- ซ่อม
- รับซ่อม
ถ้าเป็นคลินิก
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- เรียน
- สมัครงาน
- วิธีทำเอง
- ฟรี
ถ้าเป็นบริการ B2B
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- ดาวน์โหลด
- PDF
- template ฟรี
- วิธีทำเอง
- ตัวอย่างรายงาน
Negative Keywords จึงทำหน้าที่เหมือนตัวกรอง Traffic
ช่วยกันคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อนที่ผู้ใช้จะคลิกโฆษณาและใช้เงินของเรา
จุดสำคัญคือ Negative Keywords ไม่ได้มีไว้ทำให้แคมเปญแคบที่สุด
แต่มีไว้ทำให้โฆษณาแสดงกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงมากขึ้น
2. ทำไม Negative Keywords สำคัญกับ Google Ads
Google Ads เป็นระบบที่คิดเงินเมื่อมีคนคลิกโฆษณาในหลายแคมเปญ Search
ดังนั้นทุกคลิกที่ไม่เกี่ยวข้อง คือเงินที่เสียไปโดยไม่สร้างโอกาสทางธุรกิจ
ถ้าไม่มี Negative Keywords แคมเปญอาจเจอปัญหา เช่น
- คลิกเยอะ แต่ไม่มี Lead หรือยอดขาย
- งบหมดเร็วจากคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
- Search Terms กว้างเกินกว่าธุรกิจต้องการ
- ทีมขายได้รับ Lead ที่ไม่มีคุณภาพ
- Cost per Conversion สูงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ
- ข้อมูลแคมเปญเพี้ยน เพราะระบบเรียนรู้จาก Traffic ที่ไม่ตรงกลุ่ม
- Keyword ดูเหมือนไม่เวิร์ก ทั้งที่จริงปัญหาอยู่ที่คำค้นหาที่หลุดเข้ามา
- Landing Page ถูกคนผิดกลุ่มเข้าไปดู ทำให้ Conversion Rate ต่ำ
- เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า Google Ads ไม่เหมาะกับธุรกิจ ทั้งที่ยังไม่ได้กรองคำเสีย
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายบริการรับทำ Google Ads แต่แคมเปญไปแสดงกับคำว่า “วิธีทำ Google Ads เองฟรี”
คนค้นหาคำนี้อาจยังไม่ต้องการจ้างใคร
เขาอาจต้องการเรียนรู้เองหรือหาข้อมูลฟรี
ถ้าคลิกเข้ามาแล้วไม่ติดต่อ ธุรกิจก็เสียเงินโดยไม่ได้โอกาสขายจริง
แคมเปญที่ดีจึงไม่ใช่แค่หาคำที่ขายได้
แต่ต้องกันคำที่ไม่มีโอกาสสร้างยอดขายออกด้วย
3. Keywords ปกติกับ Negative Keywords ต่างกันยังไง
Keywords ปกติ คือคำที่เราใช้บอก Google ว่าอยากให้โฆษณาเกี่ยวข้องกับการค้นหาแบบไหน
Negative Keywords คือคำที่เราใช้บอก Google ว่าไม่อยากให้โฆษณาแสดงกับการค้นหาแบบไหน
เปรียบเทียบง่าย ๆ
Keywords
- คำที่อยากซื้อ
- ใช้เปิดโอกาสให้โฆษณาแสดง
- ใช้ดึงคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการ
- ใช้บอกระบบว่าเราต้องการเจอ Search Intent แบบไหน
Negative Keywords
- คำที่ไม่อยากเสียเงิน
- ใช้ปิดโอกาสกับคำที่ไม่ตรงธุรกิจ
- ใช้กรองคนที่ไม่ใช่ลูกค้าออก
- ใช้ลดคลิกเสียเงินจาก Search Terms ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง
Keyword:
คอร์ส Google Ads
Negative Keywords:
ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน, crack
Keyword:
รับทำเว็บไซต์
Negative Keywords:
สมัครงาน, หางาน, วิธีทำเอง, ฟรี, template
Keyword:
คลินิกผิวหนัง
Negative Keywords:
สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี
การใช้ทั้งสองฝั่งร่วมกันทำให้ Search Campaign คมขึ้น
เพราะไม่ได้แค่บอกระบบว่า “อยากเจอลูกค้าแบบไหน”
แต่ยังบอกด้วยว่า “ไม่ต้องเสียเงินกับคนแบบไหน”
4. Search Terms Report ช่วยหา Negative Keywords ได้อย่างไร
Search Terms Report คือรายงานที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิก
รายงานนี้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สุดในการหา Negative Keywords
เพราะไม่ใช่การเดาว่าคำไหนน่าจะไม่ดี
แต่เป็นการดูจากข้อมูลจริงว่าเงินของเรากำลังไหลไปกับคำค้นหาแบบไหน
ขั้นตอนแนวคิด
1. เปิด Search Terms Report
ดูคำค้นหาจริงที่เกิดขึ้นจากแคมเปญ
2. ดูคำค้นหาที่ใช้เงินหรือมีคลิก
โดยเฉพาะคำที่ Cost สูงหรือ Click เยอะ
3. แยกคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
เช่น ฟรี สมัครงาน วิธีทำเอง ดาวน์โหลด มือสอง
4. ดูว่าคำนั้นไม่มี Conversion หรือไม่มีคุณภาพจริงหรือไม่
อย่าดูแค่จำนวนคลิก ต้องดูผลลัพธ์ต่อด้วย
5. เพิ่มเป็น Negative Keywords ในระดับที่เหมาะสม
เช่น Ad Group, Campaign, Negative Keyword List หรือ Account
ตัวอย่าง
Search Term:
คอร์ส Google Ads ฟรี
ธุรกิจ:
ขายคอร์สเสียเงินแบบจับมือทำ
Action:
พิจารณาเพิ่ม “ฟรี” เป็น Negative Keyword
อีกตัวอย่าง
Search Term:
สมัครงานรับทำโฆษณา
ธุรกิจ:
รับทำโฆษณาให้ลูกค้า
Action:
พิจารณาเพิ่ม “สมัครงาน” เป็น Negative Keyword
อีกตัวอย่าง
Search Term:
รับทำเว็บไซต์บริษัท ราคา
ธุรกิจ:
รับทำเว็บไซต์บริษัท
Action:
ยังไม่ควรตัด เพราะอาจมี Intent ซื้อสูง ควรดู Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ
การดู Search Terms Report อย่างสม่ำเสมอช่วยให้ Negative Keywords ไม่ได้มาจากการเดา
แต่มาจากข้อมูลจริงของแคมเปญ
5. ตัวอย่างคำที่มักควรใส่เป็น Negative Keywords
คำที่ควรใส่เป็น Negative Keywords ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
ไม่ใช่ทุกคำจะต้องตัดเหมือนกัน
แต่มีบางกลุ่มคำที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
กลุ่มของฟรี
ตัวอย่างคำ
- ฟรี
- โหลดฟรี
- ใช้ฟรี
- เรียนฟรี
- แจกฟรี
- template ฟรี
- คู่มือฟรี
เหมาะกับการตรวจในธุรกิจที่ขายบริการหรือคอร์สเสียเงิน
กลุ่มสมัครงาน
ตัวอย่างคำ
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- รับสมัคร
- ตำแหน่งงาน
ถ้าเป้าหมายคือหาลูกค้า ไม่ใช่หาพนักงาน คำกลุ่มนี้มักควรถูกตัด
กลุ่มทำเอง
ตัวอย่างคำ
- วิธีทำเอง
- DIY
- สอนทำเอง
- ทำเองได้ไหม
- วิธีตั้งค่าเอง
ถ้าธุรกิจขายบริการทำให้ คำกลุ่มนี้อาจยังไม่พร้อมซื้อ
กลุ่มไฟล์ดาวน์โหลด
ตัวอย่างคำ
- PDF
- template
- download
- crack
- ตัวอย่างไฟล์
- ไฟล์ฟรี
คำกลุ่มนี้มักดึงคนที่หาของฟรีหรือไฟล์ไปใช้งานเอง
กลุ่มสินค้าไม่ตรงเงื่อนไข
ตัวอย่างคำ
- มือสอง
- ซ่อม
- เช่า
เช่น ถ้าขายของใหม่ ไม่รับซ่อม หรือเน้นขายไม่ใช่ให้เช่า คำเหล่านี้ควรถูกตรวจใกล้ชิด
กลุ่มข้อมูลทั่วไป
ตัวอย่างคำ
- คืออะไร
- วิธีใช้
- รีวิว
- ดีไหม
- เปรียบเทียบ
คำกลุ่มนี้ไม่ได้แปลว่าต้องตัดเสมอไป
บางธุรกิจคำว่ารีวิวหรือราคาอาจมีเจตนาซื้อสูง
แต่ต้องดูจาก Conversion และคุณภาพ Lead จริง
กลุ่มคู่แข่ง
ต้องพิจารณาตามกลยุทธ์ นโยบาย และความคุ้มค่า
บางบัญชีใช้ได้ บางบัญชีเสียเงินสูงแต่ไม่คุ้ม
หลักคิดคืออย่าใส่ Negative Keywords จากสูตรสำเร็จโดยไม่ดูข้อมูล
เพราะบางคำอาจมีคุณค่าในบางธุรกิจ เช่น คำว่า “ราคา” มักเป็นคำที่มีเจตนาซื้อ ไม่ควรตัดทิ้งทันทีเพียงเพราะกลัวลูกค้าต่อราคา
6. Negative Keyword Match Type ทำงานอย่างไร
Negative Keywords มี Match Type ที่ต้องเข้าใจ
เพราะถ้าเลือกผิดอาจตัดคำแคบเกินไปหรือกว้างเกินไป
ประเภทที่ควรรู้
Negative Broad Match
โฆษณาจะไม่แสดงถ้าคำค้นหามีคำใน Negative Keyword ครบตามเงื่อนไข แม้ลำดับคำอาจต่างกัน
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการกว้าง ๆ แต่ต้องระวังไม่ให้บล็อกคำดี
Negative Phrase Match
โฆษณาจะไม่แสดงถ้าคำค้นหามีวลีนั้นในลำดับเดียวกัน
เหมาะกับการตัดวลีที่ไม่ต้องการแบบเจาะจงกว่า Broad
Negative Exact Match
โฆษณาจะไม่แสดงเมื่อคำค้นหาตรงกับคำที่กำหนดแบบใกล้เคียงมากที่สุดตามรูปแบบ Exact
เหมาะกับการตัดคำเฉพาะที่ไม่อยากให้แสดง แต่ไม่ต้องการตัดคำใกล้เคียงอื่น
ตัวอย่าง
ถ้าใส่ Negative Broad เป็น “ฟรี”
อาจกันหลายคำค้นหาที่มีคำว่า ฟรี
ถ้าใส่ Negative Phrase เป็น “เรียนฟรี”
จะเจาะจงกว่าการตัดคำว่า ฟรี ทั้งหมด
ถ้าใส่ Negative Exact เป็น [คอร์ส google ads ฟรี]
จะกันคำค้นหานั้นแบบแคบกว่า
ข้อควรระวังคือ Negative Keywords ไม่ได้ทำงานเหมือน Positive Keywords ทุกอย่าง
และควรทดสอบผลหลังใส่ทุกครั้ง
เพราะการตัดคำกว้างเกินไปอาจทำให้แคมเปญเสียโอกาสแสดงกับลูกค้าที่ดีได้
7. ควรใส่ Negative Keywords ระดับไหน
Negative Keywords สามารถจัดการได้หลายระดับ เช่น ระดับ Ad Group, Campaign, Negative Keyword List หรือ Account
การเลือกใส่ระดับไหนสำคัญมาก
เพราะถ้าใส่ผิดระดับ อาจกระทบแคมเปญอื่นโดยไม่ตั้งใจ
ระดับ Ad Group
เหมาะกับคำที่ต้องการตัดเฉพาะกลุ่มโฆษณาหนึ่ง แต่ไม่อยากให้กระทบ Ad Group อื่น
ตัวอย่าง
Ad Group หนึ่งขายคอร์ส Google Ads
อีก Ad Group หนึ่งขายบริการรับทำ Google Ads
คำบางคำอาจควรตัดไม่เหมือนกัน
ระดับ Campaign
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการให้โฆษณาในแคมเปญนั้นแสดงทั้งหมด
เช่น คำว่า สมัครงาน หรือ ฟรี ในแคมเปญขายบริการแบบเสียเงิน
ระดับ Negative Keyword List
เหมาะกับคำที่ต้องใช้ซ้ำหลายแคมเปญ เช่น สมัครงาน, หางาน, ฟรี, download, crack
ช่วยให้จัดการง่ายและลดงานซ้ำ
ระดับ Account
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการให้บัญชีแสดงทุกแคมเปญ
เช่น คำต้องห้าม คำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยสิ้นเชิง หรือคำที่ธุรกิจไม่ต้องการรับ Traffic ทุกกรณี
หลักง่าย ๆ คือ
คำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย อาจตัดระดับ Campaign หรือ Account ได้
แต่คำที่ไม่เกี่ยวข้องเฉพาะบาง Ad Group ควรตัดให้แคบลง เพื่อไม่ให้บล็อกโอกาสของแคมเปญอื่น
8. Negative Keyword List คืออะไร
Negative Keyword List คือรายการ Negative Keywords ที่สร้างไว้เพื่อใช้ซ้ำกับหลายแคมเปญ
ช่วยให้จัดการคำที่ต้องตัดบ่อย ๆ ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง List ที่ควรมี
List คำสมัครงาน
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- รับสมัคร
List คำของฟรี
- ฟรี
- download
- crack
- PDF
- template ฟรี
List คำไม่ตรงบริการ
- มือสอง
- ซ่อม
- เช่า
ใช้เฉพาะกรณีที่ธุรกิจไม่ได้ให้บริการเหล่านี้
List คำสำหรับแคมเปญ B2B
- นักศึกษา
- รายงาน
- ตัวอย่างงาน
- วิทยานิพนธ์
ถ้าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
ข้อดีของ Negative Keyword List
- ใช้ซ้ำได้หลายแคมเปญ
- ลดงานใส่คำซ้ำทีละแคมเปญ
- คุมมาตรฐานบัญชีได้ง่ายขึ้น
- เหมาะกับบัญชีที่มีหลาย Search Campaign
- ช่วยให้ทีมทำงานเป็นระบบขึ้น
- ลดโอกาสลืมตัดคำที่ควรตัด
แต่ต้องระวังว่า List เดียวกันอาจไม่เหมาะกับทุกแคมเปญเสมอไป
เช่น คำว่า “เรียน” อาจควรตัดในแคมเปญรับทำบริการ
แต่ไม่ควรตัดในแคมเปญขายคอร์สเรียน
ดังนั้นก่อนใช้ List กับหลายแคมเปญ ต้องตรวจบริบทก่อนทุกครั้ง
9. Metric ที่ควรดูเมื่อตัดคำค้นหา
การใส่ Negative Keywords ไม่ควรดูแค่คำค้นหาอย่างเดียว
แต่ควรดูตัวเลขประกอบด้วย เพื่อไม่ให้ตัดคำผิด
Metric ที่ควรดู
Cost
คำนี้ใช้เงินไปเท่าไร
ถ้าใช้เงินเยอะและไม่มีโอกาสขาย ควรพิจารณาตัดเร็วขึ้น
Clicks
คำนี้ดึงคนคลิกมากแค่ไหน
ถ้าคลิกเยอะแต่ไม่เกิดผลลัพธ์ ต้องตรวจ Intent
Conversions
คำนี้สร้าง Conversion หรือไม่
แต่ต้องดูต่อว่า Conversion นั้นมีคุณภาพจริงไหม
Cost per Conversion
คำนี้มีต้นทุนต่อ Conversion คุ้มหรือไม่
Conversion Rate
คนที่คลิกจากคำนี้มีโอกาสเป็น Lead หรือยอดขายมากแค่ไหน
Lead Quality
Lead ที่ได้จากคำนี้มีคุณภาพจริงหรือไม่ ติดต่อได้ไหม มีงบไหม ปิดยอดได้ไหม
Search Intent
คนค้นหาต้องการซื้อ หาข้อมูล สมัครงาน หรือของฟรี
ตัวอย่างการตัดสินใจ
คำใช้เงินเยอะ ไม่มี Conversion และ Intent ไม่ตรง
อาจเพิ่มเป็น Negative Keyword
คำคลิกเยอะ แต่มี Conversion ดี
อาจไม่ควรตัด แม้ดูเหมือนกว้าง
คำมี Conversion แต่ Lead ไม่มีคุณภาพ
อาจต้องตัดหรือแยกแคมเปญ
คำไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย
อาจตัดทันทีโดยไม่ต้องรอใช้เงินเยอะ
เป้าหมายของ Negative Keywords ไม่ใช่ทำให้แคมเปญแคบที่สุด
แต่ทำให้แคมเปญเหลือ Traffic ที่เกี่ยวข้องและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์จริงมากที่สุด
10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
สำหรับคนที่เรียน Google Ads เรื่อง Negative Keywords เป็นพื้นฐานที่ต้องเข้าใจคู่กับ Keyword Research และ Search Terms Report
เพราะถ้าซื้อคำได้ แต่ไม่รู้จักตัดคำ แคมเปญอาจเสียเงินกับ Traffic ที่ไม่ตรงกลุ่มไปเรื่อย ๆ
คอร์ส Google Ads ที่ดีควรสอนมากกว่าการใส่ Keyword
แต่ควรสอนให้เข้าใจว่า
- Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
- คำไหนเป็นลูกค้าจริง
- คำไหนเป็นคลิกเสียเงิน
- ควรใส่ Negative Keywords ระดับ Ad Group, Campaign หรือ Account
- Negative Broad, Phrase และ Exact ต่างกันอย่างไร
- จะตัดคำอย่างไรไม่ให้ตัดกว้างเกินไป
- จะใช้ Negative Keyword List อย่างไรให้บัญชีเป็นระบบ
- จะอ่านผลหลังตัดคำอย่างไรว่าแคมเปญดีขึ้นจริงหรือไม่
- คำไหนควรตัดทันที
- คำไหนควรเก็บไว้เพราะมี Conversion
- คำไหนควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่แทนที่จะตัดทิ้ง
ถ้าเรียนแบบจำปุ่มอย่างเดียว อาจรู้ว่ากด Add Negative Keyword ตรงไหน
แต่ไม่รู้ว่าควรตัดคำไหนและตัดระดับไหน
แต่ถ้าเข้าใจหลักการ จะสามารถลดงบเสียและเพิ่มคุณภาพ Traffic ได้จริง
11. FILTER Framework สำหรับวาง Negative Keywords
FILTER Framework คือกรอบคิดสำหรับตัดสินใจว่าคำค้นหาไหนควรใส่เป็น Negative Keywords
1. F - Fit
คำค้นหานี้ตรงกับสินค้า/บริการจริงหรือไม่
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้เกี่ยวกับธุรกิจจริงไหม
- คนค้นคำนี้ใช่กลุ่มเป้าหมายหรือไม่
- คำนี้ตรงกับสิ่งที่เราขายไหม
- ถ้าคลิกเข้ามา ลูกค้ามีโอกาสซื้อจริงหรือไม่
2. I - Intent
เจตนาของคนค้นหาคือซื้อ หาข้อมูล สมัครงาน หรือหาของฟรี
คำถามที่ควรถาม
- คนค้นคำนี้พร้อมซื้อไหม
- กำลังหาของฟรีหรือไม่
- กำลังหางานหรือไม่
- กำลังทำเองหรือไม่
- กำลังเปรียบเทียบก่อนซื้อหรือไม่
3. L - Loss
คำนี้ใช้เงินไปเท่าไรและทำให้เสียงบมากแค่ไหน
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้ใช้ Cost ไปเท่าไร
- มี Click เยอะไหม
- ใช้เงินเยอะแต่ไม่มี Conversion หรือไม่
- ถ้าปล่อยไว้อีก 30 วัน จะเสียเงินเท่าไร
4. T - Tracking
คำนี้มี Conversion หรือ Lead คุณภาพหรือไม่
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้สร้าง Conversion จริงไหม
- Conversion เป็น Action ที่มีคุณค่าจริงหรือไม่
- Lead ติดต่อได้ไหม
- Lead มีงบไหม
- ทีมขายปิดยอดได้ไหม
5. E - Exclusion Level
ควรตัดระดับ Ad Group, Campaign, List หรือ Account
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้ไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญหรือเฉพาะบางแคมเปญ
- ควรใส่ระดับ Ad Group หรือ Campaign
- ควรใส่ใน Negative Keyword List หรือไม่
- การตัดระดับ Account จะกระทบแคมเปญอื่นไหม
6. R - Review
หลังตัดคำแล้วต้องกลับมาดูว่าปริมาณ Impression, Click และ Conversion เปลี่ยนอย่างไร
คำถามที่ควรถาม
- หลังตัดคำแล้ว Cost ลดไหม
- Conversion ลดหรือเพิ่ม
- Traffic คุณภาพดีขึ้นไหม
- คำที่ดีถูกบล็อกไปด้วยหรือไม่
- ต้องปรับ Negative Match Type หรือไม่
ตัวอย่างการใช้ FILTER Framework
Search Term:
คอร์ส Google Ads ฟรี
วิเคราะห์:
ไม่ Fit กับคอร์สเสียเงิน และ Intent เป็นของฟรี จึงอาจตัดคำว่า “ฟรี”
Search Term:
สมัครงานยิงแอด Google
วิเคราะห์:
ไม่ใช่ลูกค้า จึงอาจตัดคำว่า “สมัครงาน”
Search Term:
เรียน Google Ads ตัวต่อตัว
วิเคราะห์:
Fit กับบริการเรียนแบบจับมือทำ ถ้ามี Conversion ดี ไม่ควรตัด แต่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่
Search Term:
รับทำ Google Ads ราคา
วิเคราะห์:
อาจมี Intent ซื้อ ไม่ควรรีบตัดเพราะมีคำว่า “ราคา” ต้องดู Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ
12. Routine การจัดการ Negative Keywords
Negative Keywords ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
เพราะ Search Terms ใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด
โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มงบ เพิ่ม Keyword หรือเปลี่ยน Match Type
Routine ที่แนะนำ
ช่วงเริ่มแคมเปญ
เช็ก Search Terms Report ทุก 3-7 วัน
เพราะระบบยังเรียนรู้และอาจมีคำหลุดเยอะ
ช่วงแคมเปญนิ่ง
เช็กอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
หลังเพิ่ม Keyword ใหม่
ดูว่าระบบจับคู่กับ Search Terms แบบไหน
หลังเพิ่มงบ
ตรวจว่ามีคำกว้างหรือคำไม่เกี่ยวข้องเข้ามามากขึ้นหรือไม่
หลังเปลี่ยน Match Type
ดูว่าคำค้นหาหลุดกว้างขึ้นหรือแคบลงอย่างไร
หลังเปลี่ยน Landing Page หรือ Offer
ดูว่าคำค้นหาเดิมสร้างผลลัพธ์ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่
สิ่งที่ควรทำในแต่ละรอบ
1. เรียง Search Terms ตาม Cost
ดูคำที่กินงบก่อน
2. แยกคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
เช่น ฟรี สมัครงาน วิธีทำเอง ดาวน์โหลด
3. แยกคำที่มีเจตนาซื้อสูง
เช่น ราคา ใกล้ฉัน บริษัทรับทำ ตัวต่อตัว
4. เพิ่มคำไม่เกี่ยวข้องเป็น Negative Keywords
เลือก Match Type และระดับให้เหมาะ
5. เพิ่มคำที่ดีเป็น Keyword ใหม่
อย่าตัดคำที่จริง ๆ แล้วควรขยาย
6. ตรวจผลหลังตัดคำว่า Conversion และ Traffic ดีขึ้นหรือไม่
อย่าตัดแล้วไม่กลับมาดูผล
13. Masterclass 3 กล่อง
Masterclass 1: คำที่ไม่อยากได้ สำคัญพอ ๆ กับคำที่อยากซื้อ
แนวคิด:
หลายคนทุ่มเวลาไปกับการหา Keyword ที่อยากซื้อ แต่ลืมว่าคำที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถกินงบได้ทุกวัน
ถ้าไม่ตัดออก แคมเปญอาจดูเหมือนมีคนเข้าเว็บ แต่ไม่เกิดยอดขายจริง
วิธีนำไปใช้:
ทำ Negative Keywords ตั้งแต่เริ่มแคมเปญ และใช้ Search Terms Report อัปเดตคำใหม่อย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่างธุรกิจ:
ถ้าขายคอร์ส Google Ads แบบเสียเงิน คำว่า ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด อาจเป็นกลุ่มคำที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
เพราะอาจพาคนที่ยังไม่พร้อมซื้อเข้ามาใช้เงินโฆษณา
Masterclass 2: ตัดคำกว้างเกินไป อาจฆ่าแคมเปญเอง
แนวคิด:
Negative Keywords ช่วยลดงบเสีย
แต่ถ้าใส่กว้างเกินไป อาจทำให้โฆษณาไม่แสดงกับคำที่มีโอกาสขายจริง โดยเฉพาะคำที่มีความหมายได้หลายบริบท
วิธีนำไปใช้:
ก่อนตัดคำ ให้ดู Search Intent, Conversion, Match Type และระดับที่ต้องการตัด เช่น Ad Group หรือ Campaign
อย่าใส่ระดับ Account ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคำนั้นไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญจริง
ตัวอย่างธุรกิจ:
คำว่า “ราคา” ไม่ควรถูกตัดเสมอไป
เพราะบางธุรกิจคนค้นหาราคาอาจมีเจตนาซื้อสูง
การตัดคำนี้อาจทำให้เสียลูกค้าที่กำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
Masterclass 3: Negative Keywords ต้องดูคู่กับคุณภาพ Lead
แนวคิด:
บางคำอาจสร้าง Conversion ได้ แต่ Lead ที่ได้ไม่มีคุณภาพ เช่น ไม่มีงบ ติดต่อไม่ได้ หรือไม่ตรงกลุ่ม
ดังนั้นการดูแค่ Conversion ใน Google Ads อาจยังไม่พอ
วิธีนำไปใช้:
เทียบ Search Terms กับข้อมูลหลังบ้าน เช่น Qualified Lead, Close Rate และยอดขายจริง เพื่อดูว่าคำไหนควรเก็บ คำไหนควรตัด หรือคำไหนควรแยกแคมเปญ
ตัวอย่างธุรกิจ:
ถ้าคำหนึ่งได้ Lead ราคาถูกมาก แต่ทีมขายปิดไม่ได้เลย
อาจต้องตรวจว่า Search Term นั้นดึงคนผิดกลุ่มหรือไม่ แม้ในระบบจะดูเหมือนมี Conversion ก็ตาม
14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
ประเภทธุรกิจ: คอร์สเรียน / Training
คำที่อาจควรตัด:
ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน, เฉลย, crack
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ตัวต่อตัว, สอนสด, จับมือทำ
Metric ที่ควรดู:
Cost per Lead, สมัครเรียนจริง, Close Rate
ประเภทธุรกิจ: บริการ B2B
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, เงินเดือน, วิธีทำเอง, template ฟรี, ฝึกงาน
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, บริษัท, ตัวอย่างผลงาน, แพ็กเกจ, เอเจนซี่
Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Meeting Booked, CPA
ประเภทธุรกิจ: คลินิก
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ใกล้ฉัน, จองคิว
Metric ที่ควรดู:
Cost per Booking, Show-up Rate, Revenue
ประเภทธุรกิจ: อสังหา
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, แบบบ้านฟรี, เช่า ถ้าเน้นขาย, มือสอง ถ้าไม่รับ
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, ผ่อน, ทำเล, ใกล้ฉัน, โครงการ
Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Appointment, Booking
ประเภทธุรกิจ: E-commerce
คำที่อาจควรตัด:
มือสองถ้าขายของใหม่, ซ่อมถ้าไม่รับซ่อม, download, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ของแท้, ส่งเร็ว, โปรโมชัน
Metric ที่ควรดู:
Purchase, ROAS, Cost per Purchase
ประเภทธุรกิจ: ร้านอาหาร / ธุรกิจท้องถิ่น
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, สูตรอาหาร, วิธีทำ, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ใกล้ฉัน, จองโต๊ะ, เมนู, ราคา, delivery
Metric ที่ควรดู:
Reservation, Call, Store Visit, Revenue per Customer
15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่ 1: ไม่ดู Search Terms Report ก่อนใส่ Negative Keywords
การเดาคำลบจากความรู้สึกอย่างเดียวอาจพลาดทั้งคำเสียเงินและคำทำเงิน
ผลเสียคืออาจตัดคำผิดหรือปล่อยคำเสียเงินไว้โดยไม่รู้ตัว
แนวทางคือใช้ Search Terms Report เป็นฐานข้อมูลหลัก
ข้อผิดพลาดที่ 2: ใส่ Negative Keywords กว้างเกินไป
ถ้าตัดคำกว้างเกิน เช่น ตัดคำว่า “ราคา” ทั้งที่ลูกค้าพร้อมซื้อกำลังค้นหาราคา อาจทำให้เสียโอกาสขาย
แนวทางคือดู Intent และ Conversion ก่อนตัดคำที่มีความหมายกว้าง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใส่ Negative Keywords ผิดระดับ
คำที่ควรตัดเฉพาะ Ad Group แต่ไปใส่ระดับ Campaign หรือ Account อาจกระทบแคมเปญอื่น
ผลเสียคือโฆษณาแสดงน้อยลงโดยไม่ตั้งใจ
แนวทางคือเลือก Exclusion Level ให้เหมาะกับบริบท
ข้อผิดพลาดที่ 4: ตัดคำเพราะไม่มี Conversion ทั้งที่ข้อมูลยังน้อยเกินไป
บางคำอาจยังไม่มีข้อมูลพอให้ตัดสิน
ถ้าตัดเร็วเกินไปอาจพลาดโอกาส
แนวทางคือดู Cost, Clicks, Intent และข้อมูลหลังบ้านร่วมกัน ไม่ใช่ดู Conversion อย่างเดียวในช่วงข้อมูลน้อย
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่กลับมาตรวจผลหลังใส่ Negative Keywords
หลังใส่คำลบแล้วควรดูว่า Impression, Click, Cost, Conversion และ Search Terms เปลี่ยนอย่างไร
ผลเสียของการไม่ตรวจคืออาจไม่รู้ว่าแคมเปญถูกตัดแคบเกินไป
แนวทางคือมี Routine ตรวจหลังปรับทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 6: ตัดคำที่ควรเอาไปทำ Keyword ใหม่
บาง Search Terms อาจดูแปลก แต่มี Conversion ดี
ถ้าใส่เป็น Negative ทันที อาจเสียโอกาสขยายคำทำเงิน
แนวทางคือดู Result Quality ก่อนตัดคำ
ข้อผิดพลาดที่ 7: ใช้ Negative Keyword List เดียวกับทุกแคมเปญโดยไม่ดูบริบท
List เดียวกันอาจไม่เหมาะกับทุก Campaign
เช่น คำว่า “เรียน” ไม่ควรตัดในแคมเปญขายคอร์ส
แนวทางคือดูบริบทของแต่ละแคมเปญก่อน Apply List
16. Checklist ก่อนใส่ Negative Keywords
- เปิด Search Terms Report ดูคำค้นหาจริงแล้วหรือยัง
- รู้หรือยังว่าคำไหนใช้เงินมากที่สุด
- แยก Search Terms ตาม Intent แล้วหรือยัง
- คำที่จะตัดไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริงหรือไม่
- คำที่จะตัดไม่มี Conversion หรือ Lead คุณภาพจริงหรือไม่
- เลือก Negative Match Type เหมาะสมหรือยัง
- ควรตัดระดับ Ad Group, Campaign, List หรือ Account
- ตรวจแล้วหรือยังว่าคำลบนั้นจะไม่บล็อกคำทำเงิน
- มี Negative Keyword List สำหรับคำที่ใช้ซ้ำหรือยัง
- มีการบันทึกเหตุผลว่าทำไมตัดคำนั้นหรือไม่
- หลังตัดคำแล้วมีแผนตรวจผลอีกครั้งหรือไม่
- ยังมี Search Terms ดี ๆ ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
- ทีมขายหรือข้อมูลหลังบ้านยืนยันคุณภาพ Lead แล้วหรือยัง
- คำที่มีคำว่า ราคา รีวิว หรือใกล้ฉัน ถูกวิเคราะห์ก่อนตัดหรือยัง
- คำที่ไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญจริงหรือไม่ก่อนตัดระดับ Account
- หลังเพิ่ม Negative Keywords แล้ว Conversion Rate ดีขึ้นหรือแย่ลง
- ก่อนเพิ่มงบ รู้หรือยังว่างบไม่ไหลไปกับคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
Negative Keywords คืออะไร
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่ใช้ป้องกันไม่ให้โฆษณา Google Ads แสดงกับคำค้นหาที่ไม่ต้องการ
ช่วยลดคลิกที่ไม่เกี่ยวข้องและลดงบเสียใน Search Campaign
Negative Keywords ช่วยลดงบเสียได้อย่างไร
Negative Keywords ช่วยกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับ Search Terms ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฟรี สมัครงาน ดาวน์โหลด หรือวิธีทำเอง
ทำให้แคมเปญมีโอกาสได้ Traffic ที่ตรงกลุ่มและมีคุณภาพมากขึ้น
ควรหา Negative Keywords จากที่ไหน
แหล่งสำคัญที่สุดคือ Search Terms Report
เพราะเป็นรายงานที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ทำให้เห็นว่าคำไหนใช้เงิน คำไหนไม่เกี่ยวข้อง และคำไหนควรเพิ่มเป็น Negative Keywords
Negative Broad, Phrase และ Exact ต่างกันอย่างไร
Negative Broad จะกันคำค้นหาที่มีคำตามเงื่อนไขกว้างกว่า
Negative Phrase จะกันวลีตามลำดับคำ
ส่วน Negative Exact จะกันคำค้นหาที่ตรงกับคำที่กำหนดแบบแคบกว่า
จึงต้องเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงของการตัดคำ
คนเรียน Google Ads ควรเริ่มใช้ Negative Keywords ยังไง
ควรเริ่มจากเปิด Search Terms Report แล้วแยกคำที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฟรี สมัครงาน ดาวน์โหลด หรือคำที่ไม่มีโอกาสซื้อ
จากนั้นเพิ่มเป็น Negative Keywords ในระดับที่เหมาะสม และกลับมาตรวจผลหลังปรับทุกครั้ง
ควรใส่ Negative Keywords เยอะ ๆ ไว้ก่อนดีไหม
ไม่ควร
เพราะถ้าใส่กว้างเกินไป อาจบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริง
ควรใส่จากข้อมูลจริง และเลือก Match Type กับระดับการตัดคำให้เหมาะสม
คำว่า ราคา ควรใส่เป็น Negative Keyword ไหม
ไม่ควรรีบตัด
หลายธุรกิจคำว่า “ราคา” เป็นคำที่มีเจตนาซื้อสูง เพราะลูกค้ากำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ควรดู Conversion, Lead Quality และยอดขายจริงก่อน
18. สรุป: อย่าซื้อแต่คำที่อยากได้ ต้องตัดคำที่ทำให้งบรั่วออกด้วย
Negative Keywords คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Google Ads ที่ช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ลดคลิกเสียเงิน และเพิ่มคุณภาพของ Traffic ที่เข้ามาจาก Search Campaign
หัวใจสำคัญคือแคมเปญที่ดีไม่ได้มีแค่การหา Keyword ที่ขายได้
แต่ต้องรู้ด้วยว่าคำไหนไม่มีโอกาสสร้างยอดขายและควรถูกกันออก เช่น คำหาของฟรี คำสมัครงาน คำดาวน์โหลด หรือคำที่มีเจตนาค้นหาไม่ตรงกับธุรกิจ
Best Practice คือใช้ FILTER Framework ตรวจ Fit, Intent, Loss, Tracking, Exclusion Level และ Review ก่อนใส่ Negative Keywords
เพื่อให้การตัดคำไม่เกิดจากความรู้สึก แต่เกิดจากข้อมูลจริงใน Search Terms Report และผลลัพธ์ทางธุรกิจ
จำไว้ว่า
คำที่ไม่อยากได้ สำคัญพอ ๆ กับคำที่อยากซื้อ
ตัดคำกว้างเกินไป อาจฆ่าแคมเปญเอง
Negative Keywords ต้องดูคู่กับ Search Terms Report และคุณภาพ Lead
และก่อนเพิ่มงบ Google Ads ต้องมั่นใจก่อนว่าแคมเปญไม่ได้เสียเงินกับคำที่ไม่มีโอกาสขาย
ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Keyword Research, Search Terms Report, Negative Keywords, Keyword Match Type, Conversion Tracking, Landing Page และการอ่านผลจากยอดขายจริง ขอแนะนำคอร์ส Google Ads และบริการของ DigitalD2M ครับ
ดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
ดูบริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/
ดูคอร์สเรียนทั้งหมดได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/courses-list/
ถ้าต้องการเรียนรู้การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Search Terms, Negative Keywords, Keyword Match Type, CPA, ROAS, Landing Page และแนวทาง Optimize สามารถดูคอร์ส AI Driven Marketing & Advertising ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/ai-course-driven-marketing-advertising/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Keyword, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page, GA4 หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Negative Keywords Google Ads โดย DigitalD2M - คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่เราใส่ไว้ใน Google Ads เพื่อบอกระบบว่า ไม่ต้องการให้โฆษณาแสดงเมื่อผู้ใช้ค้นหาคำเหล่านั้น หรือค้นหาคำที่มีความเกี่ยวข้องกับคำเหล่านั้นตาม Match Type ที่กำหนด
หลายคนเริ่มทำ Google Ads ด้วยคำถามว่า
"ควรซื้อ Keyword อะไรดี"
เช่น
- รับทำเว็บไซต์
- คอร์ส Google Ads
- คลินิกผิวหนัง
- รับสร้างบ้าน
- ขายคอลลาเจน
- บริการรับทำโฆษณา
- รับทำ Google Ads
- เรียนยิงแอด Google
แต่คนยิงแอดที่มีประสบการณ์จะถามเพิ่มอีกข้อว่า
"คำไหนไม่ควรให้โฆษณาแสดงเด็ดขาด"
เพราะใน Google Search Ads สิ่งที่ทำให้งบรั่วไม่ได้มีแค่การซื้อ Keyword ผิด
แต่ยังรวมถึงการปล่อยให้โฆษณาไปแสดงกับ Search Terms ที่ไม่ใช่ลูกค้าจริง เช่น
- ฟรี
- สมัครงาน
- วิธีทำเอง
- ดาวน์โหลด
- มือสอง
- รีวิวเฉย ๆ
- template ฟรี
- crack
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- หางาน
หรือคำที่บอกเจตนาชัดว่าไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าและบริการของเรา
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายคอร์สเรียน Google Ads แบบเสียเงิน แต่โฆษณาไปแสดงกับคำว่า “เรียน Google Ads ฟรี” หรือ “ดาวน์โหลดคู่มือ Google Ads PDF”
แบบนี้อาจได้คลิก แต่คนค้นหาอาจไม่ได้พร้อมซื้อคอร์สจริง
หรือธุรกิจรับทำเว็บไซต์บริษัท แต่โฆษณาไปแสดงกับคำว่า “สมัครงานทำเว็บไซต์” หรือ “วิธีทำเว็บไซต์เองฟรี”
แบบนี้เป็น Traffic ที่มีโอกาสไม่ตรงกับเป้าหมายธุรกิจ และถ้าปล่อยไว้นานก็จะกินงบไปเรื่อย ๆ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Negative Keywords คืออะไร สำคัญอย่างไร ต่างจาก Keywords ปกติยังไง ใช้ร่วมกับ Search Terms Report อย่างไร คำแบบไหนควรตัดออก และควรระวังอะไรบ้างเพื่อไม่ให้ตัดคำกว้างเกินจนเสียโอกาสได้ลูกค้าจริง
สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือยิงแอดให้ธุรกิจตัวเอง เรื่อง Negative Keywords เป็นพื้นฐานที่ควรรู้ตั้งแต่เริ่มทำ Search Campaign
เพราะช่วยให้ Traffic ที่เข้ามามีคุณภาพขึ้น ลดคลิกเสียเงิน และทำให้การวัดผลจาก Conversion แม่นขึ้น
สารบัญบทความ
1. Negative Keywords คืออะไร
2. ทำไม Negative Keywords สำคัญกับ Google Ads
3. Keywords ปกติกับ Negative Keywords ต่างกันยังไง
4. Search Terms Report ช่วยหา Negative Keywords ได้อย่างไร
5. ตัวอย่างคำที่มักควรใส่เป็น Negative Keywords
6. Negative Keyword Match Type ทำงานอย่างไร
7. ควรใส่ Negative Keywords ระดับไหน
8. Negative Keyword List คืออะไร
9. Metric ที่ควรดูเมื่อตัดคำค้นหา
10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
11. FILTER Framework สำหรับวาง Negative Keywords
12. Routine การจัดการ Negative Keywords
13. Masterclass 3 กล่อง
14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
16. Checklist ก่อนใส่ Negative Keywords
17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
18. สรุป
1. Negative Keywords คืออะไร
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่ผู้ลงโฆษณากำหนดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นหาที่ไม่ต้องการ
พูดง่าย ๆ คือเป็น “คำกันงบรั่ว” ใน Google Ads
ตัวอย่างให้เห็นภาพ
ถ้าขายคอร์สเสียเงิน
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- ฟรี
- ดาวน์โหลดฟรี
- คู่มือฟรี
ถ้ารับทำเว็บไซต์
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
ถ้าขายสินค้าของใหม่
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- มือสอง
- ซ่อม
- รับซ่อม
ถ้าเป็นคลินิก
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- เรียน
- สมัครงาน
- วิธีทำเอง
- ฟรี
ถ้าเป็นบริการ B2B
อาจไม่อยากให้แสดงกับคำว่า
- ดาวน์โหลด
- template ฟรี
- วิธีทำเอง
- ตัวอย่างรายงาน
Negative Keywords จึงทำหน้าที่เหมือนตัวกรอง Traffic
ช่วยกันคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อนที่ผู้ใช้จะคลิกโฆษณาและใช้เงินของเรา
จุดสำคัญคือ Negative Keywords ไม่ได้มีไว้ทำให้แคมเปญแคบที่สุด
แต่มีไว้ทำให้โฆษณาแสดงกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงมากขึ้น
2. ทำไม Negative Keywords สำคัญกับ Google Ads
Google Ads เป็นระบบที่คิดเงินเมื่อมีคนคลิกโฆษณาในหลายแคมเปญ Search
ดังนั้นทุกคลิกที่ไม่เกี่ยวข้อง คือเงินที่เสียไปโดยไม่สร้างโอกาสทางธุรกิจ
ถ้าไม่มี Negative Keywords แคมเปญอาจเจอปัญหา เช่น
- คลิกเยอะ แต่ไม่มี Lead หรือยอดขาย
- งบหมดเร็วจากคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
- Search Terms กว้างเกินกว่าธุรกิจต้องการ
- ทีมขายได้รับ Lead ที่ไม่มีคุณภาพ
- Cost per Conversion สูงขึ้นโดยไม่รู้สาเหตุ
- ข้อมูลแคมเปญเพี้ยน เพราะระบบเรียนรู้จาก Traffic ที่ไม่ตรงกลุ่ม
- Keyword ดูเหมือนไม่เวิร์ก ทั้งที่จริงปัญหาอยู่ที่คำค้นหาที่หลุดเข้ามา
- Landing Page ถูกคนผิดกลุ่มเข้าไปดู ทำให้ Conversion Rate ต่ำ
- เจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดว่า Google Ads ไม่เหมาะกับธุรกิจ ทั้งที่ยังไม่ได้กรองคำเสีย
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจขายบริการรับทำ Google Ads แต่แคมเปญไปแสดงกับคำว่า “วิธีทำ Google Ads เองฟรี”
คนค้นหาคำนี้อาจยังไม่ต้องการจ้างใคร
เขาอาจต้องการเรียนรู้เองหรือหาข้อมูลฟรี
ถ้าคลิกเข้ามาแล้วไม่ติดต่อ ธุรกิจก็เสียเงินโดยไม่ได้โอกาสขายจริง
แคมเปญที่ดีจึงไม่ใช่แค่หาคำที่ขายได้
แต่ต้องกันคำที่ไม่มีโอกาสสร้างยอดขายออกด้วย
3. Keywords ปกติกับ Negative Keywords ต่างกันยังไง
Keywords ปกติ คือคำที่เราใช้บอก Google ว่าอยากให้โฆษณาเกี่ยวข้องกับการค้นหาแบบไหน
Negative Keywords คือคำที่เราใช้บอก Google ว่าไม่อยากให้โฆษณาแสดงกับการค้นหาแบบไหน
เปรียบเทียบง่าย ๆ
Keywords
- คำที่อยากซื้อ
- ใช้เปิดโอกาสให้โฆษณาแสดง
- ใช้ดึงคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการ
- ใช้บอกระบบว่าเราต้องการเจอ Search Intent แบบไหน
Negative Keywords
- คำที่ไม่อยากเสียเงิน
- ใช้ปิดโอกาสกับคำที่ไม่ตรงธุรกิจ
- ใช้กรองคนที่ไม่ใช่ลูกค้าออก
- ใช้ลดคลิกเสียเงินจาก Search Terms ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่าง
Keyword:
คอร์ส Google Ads
Negative Keywords:
ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน, crack
Keyword:
รับทำเว็บไซต์
Negative Keywords:
สมัครงาน, หางาน, วิธีทำเอง, ฟรี, template
Keyword:
คลินิกผิวหนัง
Negative Keywords:
สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี
การใช้ทั้งสองฝั่งร่วมกันทำให้ Search Campaign คมขึ้น
เพราะไม่ได้แค่บอกระบบว่า “อยากเจอลูกค้าแบบไหน”
แต่ยังบอกด้วยว่า “ไม่ต้องเสียเงินกับคนแบบไหน”
4. Search Terms Report ช่วยหา Negative Keywords ได้อย่างไร
Search Terms Report คือรายงานที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิก
รายงานนี้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่สุดในการหา Negative Keywords
เพราะไม่ใช่การเดาว่าคำไหนน่าจะไม่ดี
แต่เป็นการดูจากข้อมูลจริงว่าเงินของเรากำลังไหลไปกับคำค้นหาแบบไหน
ขั้นตอนแนวคิด
1. เปิด Search Terms Report
ดูคำค้นหาจริงที่เกิดขึ้นจากแคมเปญ
2. ดูคำค้นหาที่ใช้เงินหรือมีคลิก
โดยเฉพาะคำที่ Cost สูงหรือ Click เยอะ
3. แยกคำที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
เช่น ฟรี สมัครงาน วิธีทำเอง ดาวน์โหลด มือสอง
4. ดูว่าคำนั้นไม่มี Conversion หรือไม่มีคุณภาพจริงหรือไม่
อย่าดูแค่จำนวนคลิก ต้องดูผลลัพธ์ต่อด้วย
5. เพิ่มเป็น Negative Keywords ในระดับที่เหมาะสม
เช่น Ad Group, Campaign, Negative Keyword List หรือ Account
ตัวอย่าง
Search Term:
คอร์ส Google Ads ฟรี
ธุรกิจ:
ขายคอร์สเสียเงินแบบจับมือทำ
Action:
พิจารณาเพิ่ม “ฟรี” เป็น Negative Keyword
อีกตัวอย่าง
Search Term:
สมัครงานรับทำโฆษณา
ธุรกิจ:
รับทำโฆษณาให้ลูกค้า
Action:
พิจารณาเพิ่ม “สมัครงาน” เป็น Negative Keyword
อีกตัวอย่าง
Search Term:
รับทำเว็บไซต์บริษัท ราคา
ธุรกิจ:
รับทำเว็บไซต์บริษัท
Action:
ยังไม่ควรตัด เพราะอาจมี Intent ซื้อสูง ควรดู Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ
การดู Search Terms Report อย่างสม่ำเสมอช่วยให้ Negative Keywords ไม่ได้มาจากการเดา
แต่มาจากข้อมูลจริงของแคมเปญ
5. ตัวอย่างคำที่มักควรใส่เป็น Negative Keywords
คำที่ควรใส่เป็น Negative Keywords ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
ไม่ใช่ทุกคำจะต้องตัดเหมือนกัน
แต่มีบางกลุ่มคำที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
กลุ่มของฟรี
ตัวอย่างคำ
- ฟรี
- โหลดฟรี
- ใช้ฟรี
- เรียนฟรี
- แจกฟรี
- template ฟรี
- คู่มือฟรี
เหมาะกับการตรวจในธุรกิจที่ขายบริการหรือคอร์สเสียเงิน
กลุ่มสมัครงาน
ตัวอย่างคำ
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- รับสมัคร
- ตำแหน่งงาน
ถ้าเป้าหมายคือหาลูกค้า ไม่ใช่หาพนักงาน คำกลุ่มนี้มักควรถูกตัด
กลุ่มทำเอง
ตัวอย่างคำ
- วิธีทำเอง
- DIY
- สอนทำเอง
- ทำเองได้ไหม
- วิธีตั้งค่าเอง
ถ้าธุรกิจขายบริการทำให้ คำกลุ่มนี้อาจยังไม่พร้อมซื้อ
กลุ่มไฟล์ดาวน์โหลด
ตัวอย่างคำ
- template
- download
- crack
- ตัวอย่างไฟล์
- ไฟล์ฟรี
คำกลุ่มนี้มักดึงคนที่หาของฟรีหรือไฟล์ไปใช้งานเอง
กลุ่มสินค้าไม่ตรงเงื่อนไข
ตัวอย่างคำ
- มือสอง
- ซ่อม
- เช่า
เช่น ถ้าขายของใหม่ ไม่รับซ่อม หรือเน้นขายไม่ใช่ให้เช่า คำเหล่านี้ควรถูกตรวจใกล้ชิด
กลุ่มข้อมูลทั่วไป
ตัวอย่างคำ
- คืออะไร
- วิธีใช้
- รีวิว
- ดีไหม
- เปรียบเทียบ
คำกลุ่มนี้ไม่ได้แปลว่าต้องตัดเสมอไป
บางธุรกิจคำว่ารีวิวหรือราคาอาจมีเจตนาซื้อสูง
แต่ต้องดูจาก Conversion และคุณภาพ Lead จริง
กลุ่มคู่แข่ง
ต้องพิจารณาตามกลยุทธ์ นโยบาย และความคุ้มค่า
บางบัญชีใช้ได้ บางบัญชีเสียเงินสูงแต่ไม่คุ้ม
หลักคิดคืออย่าใส่ Negative Keywords จากสูตรสำเร็จโดยไม่ดูข้อมูล
เพราะบางคำอาจมีคุณค่าในบางธุรกิจ เช่น คำว่า “ราคา” มักเป็นคำที่มีเจตนาซื้อ ไม่ควรตัดทิ้งทันทีเพียงเพราะกลัวลูกค้าต่อราคา
6. Negative Keyword Match Type ทำงานอย่างไร
Negative Keywords มี Match Type ที่ต้องเข้าใจ
เพราะถ้าเลือกผิดอาจตัดคำแคบเกินไปหรือกว้างเกินไป
ประเภทที่ควรรู้
Negative Broad Match
โฆษณาจะไม่แสดงถ้าคำค้นหามีคำใน Negative Keyword ครบตามเงื่อนไข แม้ลำดับคำอาจต่างกัน
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการกว้าง ๆ แต่ต้องระวังไม่ให้บล็อกคำดี
Negative Phrase Match
โฆษณาจะไม่แสดงถ้าคำค้นหามีวลีนั้นในลำดับเดียวกัน
เหมาะกับการตัดวลีที่ไม่ต้องการแบบเจาะจงกว่า Broad
Negative Exact Match
โฆษณาจะไม่แสดงเมื่อคำค้นหาตรงกับคำที่กำหนดแบบใกล้เคียงมากที่สุดตามรูปแบบ Exact
เหมาะกับการตัดคำเฉพาะที่ไม่อยากให้แสดง แต่ไม่ต้องการตัดคำใกล้เคียงอื่น
ตัวอย่าง
ถ้าใส่ Negative Broad เป็น “ฟรี”
อาจกันหลายคำค้นหาที่มีคำว่า ฟรี
ถ้าใส่ Negative Phrase เป็น “เรียนฟรี”
จะเจาะจงกว่าการตัดคำว่า ฟรี ทั้งหมด
ถ้าใส่ Negative Exact เป็น [คอร์ส google ads ฟรี]
จะกันคำค้นหานั้นแบบแคบกว่า
ข้อควรระวังคือ Negative Keywords ไม่ได้ทำงานเหมือน Positive Keywords ทุกอย่าง
และควรทดสอบผลหลังใส่ทุกครั้ง
เพราะการตัดคำกว้างเกินไปอาจทำให้แคมเปญเสียโอกาสแสดงกับลูกค้าที่ดีได้
7. ควรใส่ Negative Keywords ระดับไหน
Negative Keywords สามารถจัดการได้หลายระดับ เช่น ระดับ Ad Group, Campaign, Negative Keyword List หรือ Account
การเลือกใส่ระดับไหนสำคัญมาก
เพราะถ้าใส่ผิดระดับ อาจกระทบแคมเปญอื่นโดยไม่ตั้งใจ
ระดับ Ad Group
เหมาะกับคำที่ต้องการตัดเฉพาะกลุ่มโฆษณาหนึ่ง แต่ไม่อยากให้กระทบ Ad Group อื่น
ตัวอย่าง
Ad Group หนึ่งขายคอร์ส Google Ads
อีก Ad Group หนึ่งขายบริการรับทำ Google Ads
คำบางคำอาจควรตัดไม่เหมือนกัน
ระดับ Campaign
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการให้โฆษณาในแคมเปญนั้นแสดงทั้งหมด
เช่น คำว่า สมัครงาน หรือ ฟรี ในแคมเปญขายบริการแบบเสียเงิน
ระดับ Negative Keyword List
เหมาะกับคำที่ต้องใช้ซ้ำหลายแคมเปญ เช่น สมัครงาน, หางาน, ฟรี, download, crack
ช่วยให้จัดการง่ายและลดงานซ้ำ
ระดับ Account
เหมาะกับคำที่ไม่ต้องการให้บัญชีแสดงทุกแคมเปญ
เช่น คำต้องห้าม คำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยสิ้นเชิง หรือคำที่ธุรกิจไม่ต้องการรับ Traffic ทุกกรณี
หลักง่าย ๆ คือ
คำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย อาจตัดระดับ Campaign หรือ Account ได้
แต่คำที่ไม่เกี่ยวข้องเฉพาะบาง Ad Group ควรตัดให้แคบลง เพื่อไม่ให้บล็อกโอกาสของแคมเปญอื่น
8. Negative Keyword List คืออะไร
Negative Keyword List คือรายการ Negative Keywords ที่สร้างไว้เพื่อใช้ซ้ำกับหลายแคมเปญ
ช่วยให้จัดการคำที่ต้องตัดบ่อย ๆ ได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่าง List ที่ควรมี
List คำสมัครงาน
- สมัครงาน
- หางาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- รับสมัคร
List คำของฟรี
- ฟรี
- download
- crack
- template ฟรี
List คำไม่ตรงบริการ
- มือสอง
- ซ่อม
- เช่า
ใช้เฉพาะกรณีที่ธุรกิจไม่ได้ให้บริการเหล่านี้
List คำสำหรับแคมเปญ B2B
- นักศึกษา
- รายงาน
- ตัวอย่างงาน
- วิทยานิพนธ์
ถ้าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
ข้อดีของ Negative Keyword List
- ใช้ซ้ำได้หลายแคมเปญ
- ลดงานใส่คำซ้ำทีละแคมเปญ
- คุมมาตรฐานบัญชีได้ง่ายขึ้น
- เหมาะกับบัญชีที่มีหลาย Search Campaign
- ช่วยให้ทีมทำงานเป็นระบบขึ้น
- ลดโอกาสลืมตัดคำที่ควรตัด
แต่ต้องระวังว่า List เดียวกันอาจไม่เหมาะกับทุกแคมเปญเสมอไป
เช่น คำว่า “เรียน” อาจควรตัดในแคมเปญรับทำบริการ
แต่ไม่ควรตัดในแคมเปญขายคอร์สเรียน
ดังนั้นก่อนใช้ List กับหลายแคมเปญ ต้องตรวจบริบทก่อนทุกครั้ง
9. Metric ที่ควรดูเมื่อตัดคำค้นหา
การใส่ Negative Keywords ไม่ควรดูแค่คำค้นหาอย่างเดียว
แต่ควรดูตัวเลขประกอบด้วย เพื่อไม่ให้ตัดคำผิด
Metric ที่ควรดู
Cost
คำนี้ใช้เงินไปเท่าไร
ถ้าใช้เงินเยอะและไม่มีโอกาสขาย ควรพิจารณาตัดเร็วขึ้น
Clicks
คำนี้ดึงคนคลิกมากแค่ไหน
ถ้าคลิกเยอะแต่ไม่เกิดผลลัพธ์ ต้องตรวจ Intent
Conversions
คำนี้สร้าง Conversion หรือไม่
แต่ต้องดูต่อว่า Conversion นั้นมีคุณภาพจริงไหม
Cost per Conversion
คำนี้มีต้นทุนต่อ Conversion คุ้มหรือไม่
Conversion Rate
คนที่คลิกจากคำนี้มีโอกาสเป็น Lead หรือยอดขายมากแค่ไหน
Lead Quality
Lead ที่ได้จากคำนี้มีคุณภาพจริงหรือไม่ ติดต่อได้ไหม มีงบไหม ปิดยอดได้ไหม
Search Intent
คนค้นหาต้องการซื้อ หาข้อมูล สมัครงาน หรือของฟรี
ตัวอย่างการตัดสินใจ
คำใช้เงินเยอะ ไม่มี Conversion และ Intent ไม่ตรง
อาจเพิ่มเป็น Negative Keyword
คำคลิกเยอะ แต่มี Conversion ดี
อาจไม่ควรตัด แม้ดูเหมือนกว้าง
คำมี Conversion แต่ Lead ไม่มีคุณภาพ
อาจต้องตัดหรือแยกแคมเปญ
คำไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย
อาจตัดทันทีโดยไม่ต้องรอใช้เงินเยอะ
เป้าหมายของ Negative Keywords ไม่ใช่ทำให้แคมเปญแคบที่สุด
แต่ทำให้แคมเปญเหลือ Traffic ที่เกี่ยวข้องและมีโอกาสสร้างผลลัพธ์จริงมากที่สุด
10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
สำหรับคนที่เรียน Google Ads เรื่อง Negative Keywords เป็นพื้นฐานที่ต้องเข้าใจคู่กับ Keyword Research และ Search Terms Report
เพราะถ้าซื้อคำได้ แต่ไม่รู้จักตัดคำ แคมเปญอาจเสียเงินกับ Traffic ที่ไม่ตรงกลุ่มไปเรื่อย ๆ
คอร์ส Google Ads ที่ดีควรสอนมากกว่าการใส่ Keyword
แต่ควรสอนให้เข้าใจว่า
- Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
- คำไหนเป็นลูกค้าจริง
- คำไหนเป็นคลิกเสียเงิน
- ควรใส่ Negative Keywords ระดับ Ad Group, Campaign หรือ Account
- Negative Broad, Phrase และ Exact ต่างกันอย่างไร
- จะตัดคำอย่างไรไม่ให้ตัดกว้างเกินไป
- จะใช้ Negative Keyword List อย่างไรให้บัญชีเป็นระบบ
- จะอ่านผลหลังตัดคำอย่างไรว่าแคมเปญดีขึ้นจริงหรือไม่
- คำไหนควรตัดทันที
- คำไหนควรเก็บไว้เพราะมี Conversion
- คำไหนควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่แทนที่จะตัดทิ้ง
ถ้าเรียนแบบจำปุ่มอย่างเดียว อาจรู้ว่ากด Add Negative Keyword ตรงไหน
แต่ไม่รู้ว่าควรตัดคำไหนและตัดระดับไหน
แต่ถ้าเข้าใจหลักการ จะสามารถลดงบเสียและเพิ่มคุณภาพ Traffic ได้จริง
11. FILTER Framework สำหรับวาง Negative Keywords
FILTER Framework คือกรอบคิดสำหรับตัดสินใจว่าคำค้นหาไหนควรใส่เป็น Negative Keywords
1. F - Fit
คำค้นหานี้ตรงกับสินค้า/บริการจริงหรือไม่
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้เกี่ยวกับธุรกิจจริงไหม
- คนค้นคำนี้ใช่กลุ่มเป้าหมายหรือไม่
- คำนี้ตรงกับสิ่งที่เราขายไหม
- ถ้าคลิกเข้ามา ลูกค้ามีโอกาสซื้อจริงหรือไม่
2. I - Intent
เจตนาของคนค้นหาคือซื้อ หาข้อมูล สมัครงาน หรือหาของฟรี
คำถามที่ควรถาม
- คนค้นคำนี้พร้อมซื้อไหม
- กำลังหาของฟรีหรือไม่
- กำลังหางานหรือไม่
- กำลังทำเองหรือไม่
- กำลังเปรียบเทียบก่อนซื้อหรือไม่
3. L - Loss
คำนี้ใช้เงินไปเท่าไรและทำให้เสียงบมากแค่ไหน
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้ใช้ Cost ไปเท่าไร
- มี Click เยอะไหม
- ใช้เงินเยอะแต่ไม่มี Conversion หรือไม่
- ถ้าปล่อยไว้อีก 30 วัน จะเสียเงินเท่าไร
4. T - Tracking
คำนี้มี Conversion หรือ Lead คุณภาพหรือไม่
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้สร้าง Conversion จริงไหม
- Conversion เป็น Action ที่มีคุณค่าจริงหรือไม่
- Lead ติดต่อได้ไหม
- Lead มีงบไหม
- ทีมขายปิดยอดได้ไหม
5. E - Exclusion Level
ควรตัดระดับ Ad Group, Campaign, List หรือ Account
คำถามที่ควรถาม
- คำนี้ไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญหรือเฉพาะบางแคมเปญ
- ควรใส่ระดับ Ad Group หรือ Campaign
- ควรใส่ใน Negative Keyword List หรือไม่
- การตัดระดับ Account จะกระทบแคมเปญอื่นไหม
6. R - Review
หลังตัดคำแล้วต้องกลับมาดูว่าปริมาณ Impression, Click และ Conversion เปลี่ยนอย่างไร
คำถามที่ควรถาม
- หลังตัดคำแล้ว Cost ลดไหม
- Conversion ลดหรือเพิ่ม
- Traffic คุณภาพดีขึ้นไหม
- คำที่ดีถูกบล็อกไปด้วยหรือไม่
- ต้องปรับ Negative Match Type หรือไม่
ตัวอย่างการใช้ FILTER Framework
Search Term:
คอร์ส Google Ads ฟรี
วิเคราะห์:
ไม่ Fit กับคอร์สเสียเงิน และ Intent เป็นของฟรี จึงอาจตัดคำว่า “ฟรี”
Search Term:
สมัครงานยิงแอด Google
วิเคราะห์:
ไม่ใช่ลูกค้า จึงอาจตัดคำว่า “สมัครงาน”
Search Term:
เรียน Google Ads ตัวต่อตัว
วิเคราะห์:
Fit กับบริการเรียนแบบจับมือทำ ถ้ามี Conversion ดี ไม่ควรตัด แต่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่
Search Term:
รับทำ Google Ads ราคา
วิเคราะห์:
อาจมี Intent ซื้อ ไม่ควรรีบตัดเพราะมีคำว่า “ราคา” ต้องดู Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ
12. Routine การจัดการ Negative Keywords
Negative Keywords ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ
เพราะ Search Terms ใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้ตลอด
โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มงบ เพิ่ม Keyword หรือเปลี่ยน Match Type
Routine ที่แนะนำ
ช่วงเริ่มแคมเปญ
เช็ก Search Terms Report ทุก 3-7 วัน
เพราะระบบยังเรียนรู้และอาจมีคำหลุดเยอะ
ช่วงแคมเปญนิ่ง
เช็กอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
หลังเพิ่ม Keyword ใหม่
ดูว่าระบบจับคู่กับ Search Terms แบบไหน
หลังเพิ่มงบ
ตรวจว่ามีคำกว้างหรือคำไม่เกี่ยวข้องเข้ามามากขึ้นหรือไม่
หลังเปลี่ยน Match Type
ดูว่าคำค้นหาหลุดกว้างขึ้นหรือแคบลงอย่างไร
หลังเปลี่ยน Landing Page หรือ Offer
ดูว่าคำค้นหาเดิมสร้างผลลัพธ์ดีขึ้นหรือแย่ลงหรือไม่
สิ่งที่ควรทำในแต่ละรอบ
1. เรียง Search Terms ตาม Cost
ดูคำที่กินงบก่อน
2. แยกคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
เช่น ฟรี สมัครงาน วิธีทำเอง ดาวน์โหลด
3. แยกคำที่มีเจตนาซื้อสูง
เช่น ราคา ใกล้ฉัน บริษัทรับทำ ตัวต่อตัว
4. เพิ่มคำไม่เกี่ยวข้องเป็น Negative Keywords
เลือก Match Type และระดับให้เหมาะ
5. เพิ่มคำที่ดีเป็น Keyword ใหม่
อย่าตัดคำที่จริง ๆ แล้วควรขยาย
6. ตรวจผลหลังตัดคำว่า Conversion และ Traffic ดีขึ้นหรือไม่
อย่าตัดแล้วไม่กลับมาดูผล
13. Masterclass 3 กล่อง
Masterclass 1: คำที่ไม่อยากได้ สำคัญพอ ๆ กับคำที่อยากซื้อ
แนวคิด:
หลายคนทุ่มเวลาไปกับการหา Keyword ที่อยากซื้อ แต่ลืมว่าคำที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถกินงบได้ทุกวัน
ถ้าไม่ตัดออก แคมเปญอาจดูเหมือนมีคนเข้าเว็บ แต่ไม่เกิดยอดขายจริง
วิธีนำไปใช้:
ทำ Negative Keywords ตั้งแต่เริ่มแคมเปญ และใช้ Search Terms Report อัปเดตคำใหม่อย่างสม่ำเสมอ
ตัวอย่างธุรกิจ:
ถ้าขายคอร์ส Google Ads แบบเสียเงิน คำว่า ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด อาจเป็นกลุ่มคำที่ควรตรวจเป็นพิเศษ
เพราะอาจพาคนที่ยังไม่พร้อมซื้อเข้ามาใช้เงินโฆษณา
Masterclass 2: ตัดคำกว้างเกินไป อาจฆ่าแคมเปญเอง
แนวคิด:
Negative Keywords ช่วยลดงบเสีย
แต่ถ้าใส่กว้างเกินไป อาจทำให้โฆษณาไม่แสดงกับคำที่มีโอกาสขายจริง โดยเฉพาะคำที่มีความหมายได้หลายบริบท
วิธีนำไปใช้:
ก่อนตัดคำ ให้ดู Search Intent, Conversion, Match Type และระดับที่ต้องการตัด เช่น Ad Group หรือ Campaign
อย่าใส่ระดับ Account ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคำนั้นไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญจริง
ตัวอย่างธุรกิจ:
คำว่า “ราคา” ไม่ควรถูกตัดเสมอไป
เพราะบางธุรกิจคนค้นหาราคาอาจมีเจตนาซื้อสูง
การตัดคำนี้อาจทำให้เสียลูกค้าที่กำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
Masterclass 3: Negative Keywords ต้องดูคู่กับคุณภาพ Lead
แนวคิด:
บางคำอาจสร้าง Conversion ได้ แต่ Lead ที่ได้ไม่มีคุณภาพ เช่น ไม่มีงบ ติดต่อไม่ได้ หรือไม่ตรงกลุ่ม
ดังนั้นการดูแค่ Conversion ใน Google Ads อาจยังไม่พอ
วิธีนำไปใช้:
เทียบ Search Terms กับข้อมูลหลังบ้าน เช่น Qualified Lead, Close Rate และยอดขายจริง เพื่อดูว่าคำไหนควรเก็บ คำไหนควรตัด หรือคำไหนควรแยกแคมเปญ
ตัวอย่างธุรกิจ:
ถ้าคำหนึ่งได้ Lead ราคาถูกมาก แต่ทีมขายปิดไม่ได้เลย
อาจต้องตรวจว่า Search Term นั้นดึงคนผิดกลุ่มหรือไม่ แม้ในระบบจะดูเหมือนมี Conversion ก็ตาม
14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
ประเภทธุรกิจ: คอร์สเรียน / Training
คำที่อาจควรตัด:
ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน, เฉลย, crack
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ตัวต่อตัว, สอนสด, จับมือทำ
Metric ที่ควรดู:
Cost per Lead, สมัครเรียนจริง, Close Rate
ประเภทธุรกิจ: บริการ B2B
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, เงินเดือน, วิธีทำเอง, template ฟรี, ฝึกงาน
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, บริษัท, ตัวอย่างผลงาน, แพ็กเกจ, เอเจนซี่
Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Meeting Booked, CPA
ประเภทธุรกิจ: คลินิก
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ใกล้ฉัน, จองคิว
Metric ที่ควรดู:
Cost per Booking, Show-up Rate, Revenue
ประเภทธุรกิจ: อสังหา
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, แบบบ้านฟรี, เช่า ถ้าเน้นขาย, มือสอง ถ้าไม่รับ
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, ผ่อน, ทำเล, ใกล้ฉัน, โครงการ
Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Appointment, Booking
ประเภทธุรกิจ: E-commerce
คำที่อาจควรตัด:
มือสองถ้าขายของใหม่, ซ่อมถ้าไม่รับซ่อม, download, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ราคา, รีวิว, ของแท้, ส่งเร็ว, โปรโมชัน
Metric ที่ควรดู:
Purchase, ROAS, Cost per Purchase
ประเภทธุรกิจ: ร้านอาหาร / ธุรกิจท้องถิ่น
คำที่อาจควรตัด:
สมัครงาน, สูตรอาหาร, วิธีทำ, ฟรี
คำที่ต้องระวัง อย่าตัดเร็วเกินไป:
ใกล้ฉัน, จองโต๊ะ, เมนู, ราคา, delivery
Metric ที่ควรดู:
Reservation, Call, Store Visit, Revenue per Customer
15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่ 1: ไม่ดู Search Terms Report ก่อนใส่ Negative Keywords
การเดาคำลบจากความรู้สึกอย่างเดียวอาจพลาดทั้งคำเสียเงินและคำทำเงิน
ผลเสียคืออาจตัดคำผิดหรือปล่อยคำเสียเงินไว้โดยไม่รู้ตัว
แนวทางคือใช้ Search Terms Report เป็นฐานข้อมูลหลัก
ข้อผิดพลาดที่ 2: ใส่ Negative Keywords กว้างเกินไป
ถ้าตัดคำกว้างเกิน เช่น ตัดคำว่า “ราคา” ทั้งที่ลูกค้าพร้อมซื้อกำลังค้นหาราคา อาจทำให้เสียโอกาสขาย
แนวทางคือดู Intent และ Conversion ก่อนตัดคำที่มีความหมายกว้าง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใส่ Negative Keywords ผิดระดับ
คำที่ควรตัดเฉพาะ Ad Group แต่ไปใส่ระดับ Campaign หรือ Account อาจกระทบแคมเปญอื่น
ผลเสียคือโฆษณาแสดงน้อยลงโดยไม่ตั้งใจ
แนวทางคือเลือก Exclusion Level ให้เหมาะกับบริบท
ข้อผิดพลาดที่ 4: ตัดคำเพราะไม่มี Conversion ทั้งที่ข้อมูลยังน้อยเกินไป
บางคำอาจยังไม่มีข้อมูลพอให้ตัดสิน
ถ้าตัดเร็วเกินไปอาจพลาดโอกาส
แนวทางคือดู Cost, Clicks, Intent และข้อมูลหลังบ้านร่วมกัน ไม่ใช่ดู Conversion อย่างเดียวในช่วงข้อมูลน้อย
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่กลับมาตรวจผลหลังใส่ Negative Keywords
หลังใส่คำลบแล้วควรดูว่า Impression, Click, Cost, Conversion และ Search Terms เปลี่ยนอย่างไร
ผลเสียของการไม่ตรวจคืออาจไม่รู้ว่าแคมเปญถูกตัดแคบเกินไป
แนวทางคือมี Routine ตรวจหลังปรับทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 6: ตัดคำที่ควรเอาไปทำ Keyword ใหม่
บาง Search Terms อาจดูแปลก แต่มี Conversion ดี
ถ้าใส่เป็น Negative ทันที อาจเสียโอกาสขยายคำทำเงิน
แนวทางคือดู Result Quality ก่อนตัดคำ
ข้อผิดพลาดที่ 7: ใช้ Negative Keyword List เดียวกับทุกแคมเปญโดยไม่ดูบริบท
List เดียวกันอาจไม่เหมาะกับทุก Campaign
เช่น คำว่า “เรียน” ไม่ควรตัดในแคมเปญขายคอร์ส
แนวทางคือดูบริบทของแต่ละแคมเปญก่อน Apply List
16. Checklist ก่อนใส่ Negative Keywords
- เปิด Search Terms Report ดูคำค้นหาจริงแล้วหรือยัง
- รู้หรือยังว่าคำไหนใช้เงินมากที่สุด
- แยก Search Terms ตาม Intent แล้วหรือยัง
- คำที่จะตัดไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจจริงหรือไม่
- คำที่จะตัดไม่มี Conversion หรือ Lead คุณภาพจริงหรือไม่
- เลือก Negative Match Type เหมาะสมหรือยัง
- ควรตัดระดับ Ad Group, Campaign, List หรือ Account
- ตรวจแล้วหรือยังว่าคำลบนั้นจะไม่บล็อกคำทำเงิน
- มี Negative Keyword List สำหรับคำที่ใช้ซ้ำหรือยัง
- มีการบันทึกเหตุผลว่าทำไมตัดคำนั้นหรือไม่
- หลังตัดคำแล้วมีแผนตรวจผลอีกครั้งหรือไม่
- ยังมี Search Terms ดี ๆ ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
- ทีมขายหรือข้อมูลหลังบ้านยืนยันคุณภาพ Lead แล้วหรือยัง
- คำที่มีคำว่า ราคา รีวิว หรือใกล้ฉัน ถูกวิเคราะห์ก่อนตัดหรือยัง
- คำที่ไม่เกี่ยวกับทุกแคมเปญจริงหรือไม่ก่อนตัดระดับ Account
- หลังเพิ่ม Negative Keywords แล้ว Conversion Rate ดีขึ้นหรือแย่ลง
- ก่อนเพิ่มงบ รู้หรือยังว่างบไม่ไหลไปกับคำที่ไม่เกี่ยวข้อง
17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
Negative Keywords คืออะไร
Negative Keywords คือคำหรือวลีที่ใช้ป้องกันไม่ให้โฆษณา Google Ads แสดงกับคำค้นหาที่ไม่ต้องการ
ช่วยลดคลิกที่ไม่เกี่ยวข้องและลดงบเสียใน Search Campaign
Negative Keywords ช่วยลดงบเสียได้อย่างไร
Negative Keywords ช่วยกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับ Search Terms ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฟรี สมัครงาน ดาวน์โหลด หรือวิธีทำเอง
ทำให้แคมเปญมีโอกาสได้ Traffic ที่ตรงกลุ่มและมีคุณภาพมากขึ้น
ควรหา Negative Keywords จากที่ไหน
แหล่งสำคัญที่สุดคือ Search Terms Report
เพราะเป็นรายงานที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ทำให้เห็นว่าคำไหนใช้เงิน คำไหนไม่เกี่ยวข้อง และคำไหนควรเพิ่มเป็น Negative Keywords
Negative Broad, Phrase และ Exact ต่างกันอย่างไร
Negative Broad จะกันคำค้นหาที่มีคำตามเงื่อนไขกว้างกว่า
Negative Phrase จะกันวลีตามลำดับคำ
ส่วน Negative Exact จะกันคำค้นหาที่ตรงกับคำที่กำหนดแบบแคบกว่า
จึงต้องเลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงของการตัดคำ
คนเรียน Google Ads ควรเริ่มใช้ Negative Keywords ยังไง
ควรเริ่มจากเปิด Search Terms Report แล้วแยกคำที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น ฟรี สมัครงาน ดาวน์โหลด หรือคำที่ไม่มีโอกาสซื้อ
จากนั้นเพิ่มเป็น Negative Keywords ในระดับที่เหมาะสม และกลับมาตรวจผลหลังปรับทุกครั้ง
ควรใส่ Negative Keywords เยอะ ๆ ไว้ก่อนดีไหม
ไม่ควร
เพราะถ้าใส่กว้างเกินไป อาจบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริง
ควรใส่จากข้อมูลจริง และเลือก Match Type กับระดับการตัดคำให้เหมาะสม
คำว่า ราคา ควรใส่เป็น Negative Keyword ไหม
ไม่ควรรีบตัด
หลายธุรกิจคำว่า “ราคา” เป็นคำที่มีเจตนาซื้อสูง เพราะลูกค้ากำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
ควรดู Conversion, Lead Quality และยอดขายจริงก่อน
18. สรุป: อย่าซื้อแต่คำที่อยากได้ ต้องตัดคำที่ทำให้งบรั่วออกด้วย
Negative Keywords คือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ Google Ads ที่ช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้อง ลดคลิกเสียเงิน และเพิ่มคุณภาพของ Traffic ที่เข้ามาจาก Search Campaign
หัวใจสำคัญคือแคมเปญที่ดีไม่ได้มีแค่การหา Keyword ที่ขายได้
แต่ต้องรู้ด้วยว่าคำไหนไม่มีโอกาสสร้างยอดขายและควรถูกกันออก เช่น คำหาของฟรี คำสมัครงาน คำดาวน์โหลด หรือคำที่มีเจตนาค้นหาไม่ตรงกับธุรกิจ
Best Practice คือใช้ FILTER Framework ตรวจ Fit, Intent, Loss, Tracking, Exclusion Level และ Review ก่อนใส่ Negative Keywords
เพื่อให้การตัดคำไม่เกิดจากความรู้สึก แต่เกิดจากข้อมูลจริงใน Search Terms Report และผลลัพธ์ทางธุรกิจ
จำไว้ว่า
คำที่ไม่อยากได้ สำคัญพอ ๆ กับคำที่อยากซื้อ
ตัดคำกว้างเกินไป อาจฆ่าแคมเปญเอง
Negative Keywords ต้องดูคู่กับ Search Terms Report และคุณภาพ Lead
และก่อนเพิ่มงบ Google Ads ต้องมั่นใจก่อนว่าแคมเปญไม่ได้เสียเงินกับคำที่ไม่มีโอกาสขาย
ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Keyword Research, Search Terms Report, Negative Keywords, Keyword Match Type, Conversion Tracking, Landing Page และการอ่านผลจากยอดขายจริง ขอแนะนำคอร์ส Google Ads และบริการของ DigitalD2M ครับ
ดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
ดูบริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/
ดูคอร์สเรียนทั้งหมดได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/courses-list/
ถ้าต้องการเรียนรู้การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Search Terms, Negative Keywords, Keyword Match Type, CPA, ROAS, Landing Page และแนวทาง Optimize สามารถดูคอร์ส AI Driven Marketing & Advertising ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/ai-course-driven-marketing-advertising/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Keyword, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page, GA4 หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Negative Keywords Google Ads โดย DigitalD2M - คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
Creator as Strategy Partner: ครีเอเตอร์ช่วยวางกลยุทธ์แบรนด์ ไม่ใช่แค่จ้างโพสต์ แต่ช่วยคิดสินค้า Storytelling Live Commerce และ Community ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201237915 พ.ค. 2569, 07:22:07 -
Customer Service as Marketing: บริการหลังการขายสร้างยอดซ้ำ เปลี่ยนการดูแลลูกค้าให้กลายเป็นรีวิว การบอกต่อ และ Repeat Purchase
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201238015 พ.ค. 2569, 07:22:46 -
Real Process Content: คอนเทนต์จริงชนะภาพสวยเกินจริง ในวันที่ใครก็สร้างภาพสวยได้ ลูกค้าเริ่มเชื่อแบรนด์ที่กล้าโชว์กระบวนการจริงมากกว่า
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201299216 พ.ค. 2569, 07:38:01 -
Participation Marketing: ลูกค้ามีส่วนร่วม แบรนด์โตไว เปลี่ยนลูกค้าจากคนดูให้กลายเป็นคนร่วมโหวต รีมิกซ์ ส่งไอเดีย และสร้างคอนเทนต์กับแบรนด์
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201299416 พ.ค. 2569, 07:39:12 -
Hyper-Personalized Marketing: AI พูดตรงใจรายบุคคล การตลาดปี 2026 ต้องเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละคนอยู่จุดไหนและควรเห็นข้อเสนอแบบไหน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201299516 พ.ค. 2569, 07:39:38 -
Lowest Cost, Cost Cap, Bid Cap: เลือกผิดแอดไม่เดิน เพราะ Bid Strategy สำคัญไม่แพ้งบ ถ้าตั้ง Cap ต่ำเกินไป แคมเปญอาจใช้เงินไม่ออก
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201389218 พ.ค. 2569, 06:40:05 -
Self-Diagnosis Selling คืออะไร ขายผ่านคำถาม เพราะลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้นเมื่อเขาเห็นปัญหาตัวเองก่อน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2201754023 พ.ค. 2569, 06:25:50 -
Enhanced Conversions คืออะไร ช่วยให้ Google Ads วัด Conversion แม่นขึ้น เพราะยิงแอดดีแค่ไหน ถ้าวัดผลผิด ระบบก็ Optimize ผิดทางได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202031627 พ.ค. 2569, 07:04:27 -
Search Lost IS Budget คืออะไร แอดไม่ขึ้นเพราะงบไม่พอ หรือควรปรับแคมเปญก่อนเพิ่มเงิน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202031727 พ.ค. 2569, 07:05:03 -
Broad Match คืออะไร เปลี่ยนจาก Phrase Match แล้ว CPC ถูกลงจริงไหม ต้องดูให้ครบก่อนเปิดกว้าง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202031827 พ.ค. 2569, 07:05:28 -
Broad Match กับ Negative Keywords คืออะไร ใช้คำกว้างแล้วคอยกรองคำ ช่วยลดค่า Google Ads ได้จริงไหม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202032027 พ.ค. 2569, 07:06:00 -
Search Lost IS Budget vs Rank คืออะไร แอดไม่ขึ้นเพราะงบน้อย หรือเพราะอันดับสู้ไม่ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202032127 พ.ค. 2569, 07:06:41 -
Quality Score vs Ad Rank คืออะไร ทำไมคะแนนดี แต่ Google Ads ยังไม่ชนะประมูล
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202032227 พ.ค. 2569, 07:07:24 -
Portfolio Bid Strategy คืออะไร ใช้เมื่อไรดี เพราะบางแคมเปญควรรวมเป้าหมายประมูล แต่บางแคมเปญไม่ควรถูกรวมกัน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131028 พ.ค. 2569, 16:25:32 -
Shared Budget คืออะไร ใช้งบหลายแคมเปญให้คุ้ม เพราะบางแคมเปญใช้งบไม่หมด แต่อีกแคมเปญงบหมดเร็ว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131128 พ.ค. 2569, 16:26:03 -
Custom Columns คืออะไร สร้าง Metric เองใน Google Ads เพราะ KPI ธุรกิจจริง อาจลึกกว่า CPC, CTR, CPA และ ROAS
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131328 พ.ค. 2569, 16:27:14 -
Change History คืออะไร เช็กแคมเปญพังใน Google Ads ก่อนแก้แบบเดาสุ่ม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131428 พ.ค. 2569, 16:27:48 -
Google Ads Editor คืออะไร แก้แคมเปญเยอะให้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องแก้ทีละจุดในหน้าเว็บ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131528 พ.ค. 2569, 16:28:28 -
Auto-Apply Recommendations คืออะไร ควรเปิดไหม หรือเสี่ยงให้ Google Ads แก้แคมเปญแทนเราเกินไป
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202131728 พ.ค. 2569, 16:29:22 -
AI In-House Marketing คืออะไร? ธุรกิจใช้ AI โตคุ้มกว่า ไม่ต้องพึ่งคนนอกทุกขั้น
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202156329 พ.ค. 2569, 07:29:05






























