ลงโฆษณาฟรี ลงประกาศฟรี ขายของมือสอง ร้านค้าออนไลน์ ecommerce หางาน สมัครงาน PantipMarket.com

ดูข่าวทั้งหมด
ค้นหาแบบละเอียด

หมายเลขประกาศ22021313

Custom Columns คืออะไร สร้าง Metric เองใน Google Ads เพราะ KPI ธุรกิจจริง อาจลึกกว่า CPC, CTR, CPA และ ROAS

แสดงภาพทั้งหมด

"คนยิงแอดส่วนใหญ่ดูแค่ Metric มาตรฐาน เช่น CPC, CTR, CPA หรือ ROAS แต่ธุรกิจจริงมักมี KPI เฉพาะกว่านั้น Custom Columns จึงเป็นฟีเจอร์ที่ช่วยให้ Google Ads รายงานผลในมุมที่ใกล้กับธุรกิจจริงมากขึ้น"

Custom Columns คือฟีเจอร์ใน Google Ads ที่ให้ผู้ลงโฆษณาสร้างคอลัมน์ข้อมูลหรือ Google Ads Metrics ของตัวเอง

แทนการดูเฉพาะคอลัมน์มาตรฐานที่ระบบมีให้ เช่น Clicks, Impressions, CTR, CPC, Conversions, Cost per Conversion หรือ ROAS

จุดเด่นของ Custom Columns คือช่วยให้คนยิงแอดสร้างมุมมองข้อมูลที่ตรงกับ KPI โฆษณาของธุรกิจจริงมากขึ้น

เช่น

CTR เฉพาะมือถือ

CPA เฉพาะ Conversion Action ที่เป็น Lead คุณภาพ

ROAS เฉพาะสินค้าบางกลุ่ม

Conversion Rate ของฟอร์มปรึกษาฟรี

หรือสัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบกับยอดขายบางประเภท

พูดง่าย ๆ คือ Custom Columns ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ทำรายงานให้ดูสวยขึ้น

แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนยิงแอดอ่านข้อมูลได้ลึกขึ้น

เพราะในหลายธุรกิจ ตัวเลขมาตรฐานอาจบอกแค่ภาพรวม แต่ยังไม่ตอบคำถามสำคัญที่สุดของธุรกิจ

เช่น

CPA รวมอาจดูดี แต่ CPA เฉพาะ Lead คุณภาพอาจแพงมาก

ROAS รวมอาจดูสูง แต่ถ้าหักต้นทุนสินค้าและค่าดำเนินการแล้ว กำไรจริงอาจไม่ได้ดีอย่างที่เห็น

CTR อาจสูง แต่คลิกที่ได้อาจไม่ใช่คนที่พร้อมซื้อจริง

Conversions รวมอาจเยอะ แต่ส่วนใหญ่เป็น Action เบา ๆ เช่น คลิก LINE หรือดูหน้าเว็บ ไม่ใช่ยอดขายจริง

ดังนั้น Custom Columns จึงเหมาะมากกับคนที่ต้องการใช้ Google Ads แบบมืออาชีพมากขึ้น

ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขว่าแคมเปญไหนคลิกถูก แต่ต้องรู้ว่าแคมเปญไหนสร้างลูกค้าที่มีคุณภาพจริง และช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้จริง

สารบัญบทความ

1. Custom Columns คืออะไร
2. ทำไม Metric มาตรฐานอาจยังไม่พอ
3. Custom Columns ทำงานอย่างไร
4. ตัวอย่างการใช้ Custom Columns ใน Google Ads
5. ทำไม Custom Columns ช่วยอ่าน KPI ธุรกิจได้ดีขึ้น
6. ใช้ Custom Columns ดู Lead Quality ได้อย่างไร
7. ใช้ Custom Columns ดู ROAS หลังหักต้นทุนได้ไหม
8. แยกดู Metric ตามอุปกรณ์หรือ Conversion Action ได้อย่างไร
9. วิธีสร้าง Custom Columns ใน Google Ads
10. ข้อควรระวังก่อนสร้าง Metric เอง
11. Framework COLUMN สำหรับออกแบบ Custom Columns
12. Masterclass: ตัวอย่างการใช้จริง
13. Danger Zone: จุดพลาดที่ควรเลี่ยง
14. Checklist ก่อนใช้ Custom Columns
15. FAQ คำถามที่พบบ่อย
16. สรุปแนวคิดสำคัญ

1. Custom Columns คืออะไร

Custom Columns คือคอลัมน์ข้อมูลที่ผู้ลงโฆษณาสร้างเองใน Google Ads

โดยใช้ Metric ที่มีอยู่แล้วในระบบมาผสมกับ Filter, Formula, Operator หรือ Function เพื่อสร้างมุมมองรายงานที่เฉพาะกับธุรกิจมากขึ้น

ตัวอย่างง่าย ๆ คือ

แทนที่จะดู CTR รวมทุกอุปกรณ์

เราอาจสร้าง Custom Column เพื่อดู CTR เฉพาะ Mobile

หรือแทนที่จะดู Conversions รวมทั้งหมด

เราอาจสร้างคอลัมน์ที่ดูเฉพาะ Conversion Action ที่เป็น Lead คุณภาพเท่านั้น

สรุปง่าย ๆ คือ

Custom Columns คือการสร้างคอลัมน์ Metric ใน Google Ads ให้ตรงกับ KPI ของธุรกิจ

แทนที่จะดูเฉพาะตัวเลขมาตรฐานที่ระบบเตรียมไว้ให้

สิ่งที่ทำให้ Custom Columns น่าสนใจคือ มันช่วยเปลี่ยน Google Ads จากระบบรายงานตัวเลขพื้นฐาน ให้กลายเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลที่ใกล้ธุรกิจจริงมากขึ้น

เช่น

ธุรกิจคอร์สเรียนอาจไม่ได้อยากรู้แค่ว่าได้ Lead กี่คน

แต่อยากรู้ว่า Lead ที่มีโอกาสสมัครเรียนจริงมีต้นทุนเท่าไร

คลินิกอาจไม่ได้อยากรู้แค่ว่ามีคนกรอกฟอร์มกี่คน

แต่อยากรู้ว่าคนที่จองคิวจริงมีต้นทุนเท่าไร

E-commerce อาจไม่ได้อยากรู้แค่ ROAS รวม

แต่อยากรู้ว่า ROAS หลังคิด Margin แล้วคุ้มจริงไหม

นี่คือเหตุผลที่ Custom Columns มีประโยชน์มากสำหรับบัญชีที่ต้องการวัดผลลึกกว่าตัวเลขพื้นฐาน

2. ทำไม Metric มาตรฐานอาจยังไม่พอ

Metric มาตรฐานใน Google Ads เช่น CPC, CTR, CPA และ ROAS มีประโยชน์มาก

แต่บางครั้งยังไม่ตอบคำถามเชิงธุรกิจได้ลึกพอ

เพราะธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่คลิกถูก หรือ Conversion เยอะ

แต่ต้องการลูกค้าที่มีคุณภาพ ปิดการขายได้จริง และสร้างกำไรได้จริง

ตัวอย่างเช่น

แคมเปญหนึ่งมี CPA ต่ำมาก

แต่ Lead ส่วนใหญ่เป็นคนที่ไม่มีงบซื้อจริง

อีกแคมเปญ CPA สูงกว่า

แต่ทีมขายคุยแล้วลูกค้าพร้อมซื้อกว่า ปิดการขายได้มากกว่า และสร้างยอดขายจริงมากกว่า

ถ้าดูแค่ CPA รวม อาจตัดสินผิดว่าแคมเปญแรกดีกว่า

ทั้งที่ในเชิงธุรกิจ แคมเปญที่สองอาจคุ้มกว่ามาก

Metric มาตรฐานอาจตอบไม่ครบในกรณีเหล่านี้

- ต้องการดูเฉพาะ Lead คุณภาพ ไม่ใช่ Lead รวมทั้งหมด
- ต้องการดู CPA เฉพาะ Conversion Action บางประเภท
- ต้องการแยก CTR มือถือออกจาก Desktop
- ต้องการดู ROAS หลังหักต้นทุนสินค้า
- ต้องการดูสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายจริง
- ต้องการดู Metric เฉพาะแคมเปญ กลุ่มสินค้า หรือ Funnel Stage บางประเภท
- ต้องการแยก Conversion เบา ๆ ออกจาก Conversion ที่มีผลกับยอดขายจริง
- ต้องการทำรายงานให้ทีมขาย ทีมผู้บริหาร หรือเจ้าของธุรกิจเข้าใจง่ายขึ้น

ตัวเลขพื้นฐานช่วยให้เห็นภาพรวม

แต่ Custom Columns ช่วยให้เห็นมุมที่สำคัญกับการตัดสินใจมากขึ้น

3. Custom Columns ทำงานอย่างไร

Custom Columns ทำงานโดยให้เรานำข้อมูลใน Google Ads มาสร้างเป็นสูตรเฉพาะ

เช่น

เอา Clicks เฉพาะ Mobile มาหารด้วย Impressions เฉพาะ Mobile เพื่อดู Mobile CTR

หรือเอา Cost มาหารด้วย Conversion Action เฉพาะ Lead Form เพื่อดู CPA ของฟอร์มโดยเฉพาะ

โดยหลักการสร้าง Custom Columns มักมี 3 ส่วนสำคัญ

1. เลือก Metric

เช่น

- Cost
- Clicks
- Impressions
- Conversions
- Conversion Value
- Conversion Rate
- Phone Calls
- Form Submit
- Purchases

2. ใส่ Filter

เช่น

- Device
- Conversion Action
- Campaign Type
- Network
- Campaign
- Ad Group
- Segment บางประเภท

3. สร้าง Formula

เช่น

- Cost หารด้วย Qualified Leads
- Qualified Leads หารด้วย Total Leads
- Conversion Value คูณ Margin เฉลี่ย แล้วหารด้วย Cost
- Mobile Clicks หารด้วย Mobile Impressions
- Cost หารด้วย Booked Appointments

Google Ads รองรับทั้งการสร้างแบบ Visual Mode และ Text Mode

Visual Mode เหมาะกับคนที่ไม่อยากเขียนสูตรเองทั้งหมด

ส่วน Text Mode เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมสูตรละเอียดขึ้น

แต่ต้องพิมพ์ชื่อ Column, Filter และ Function ให้ถูกต้องตามที่ระบบกำหนด

4. ตัวอย่างการใช้ Custom Columns ใน Google Ads

จุดที่ทำให้ Custom Columns มีประโยชน์มาก คือสามารถปรับให้เหมาะกับรูปแบบธุรกิจได้

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจคอร์สเรียน คลินิก E-commerce บริการรับทำโฆษณา อสังหา รถยนต์ B2B หรือธุรกิจที่มี Funnel หลายขั้น

ตัวอย่าง Custom Columns ที่น่าใช้

Mobile CTR

ใช้ดู CTR เฉพาะมือถือ เพื่อเช็กว่าครีเอทีฟและข้อความแอดดึงดูดผู้ใช้มือถือพอหรือยัง

เพราะบางธุรกิจผู้ใช้มือถือเยอะมาก แต่หน้าเว็บหรือฟอร์มอาจไม่เหมาะกับมือถือ ทำให้ CTR ดีแต่ Conversion ไม่ดี

Quality Lead CPA

ใช้ดูต้นทุนเฉพาะ Lead ที่ทีมขายให้คุณภาพผ่านเกณฑ์

เหมาะมากกับธุรกิจที่มี Lead เยอะ แต่ Lead ไม่ได้คุณภาพเท่ากันทุกคน

Form Conversion Rate

ใช้ดู Conversion Rate เฉพาะคนที่กรอกฟอร์ม

ไม่รวม Conversion Action อื่น เช่น คลิกปุ่ม โทร หรือดูหน้าเว็บ

Profit-adjusted ROAS

ใช้ดู ROAS แบบปรับตามต้นทุนหรือ Margin เพื่อให้ใกล้กับกำไรจริงมากขึ้น

เหมาะกับ E-commerce หรือธุรกิจที่มีสินค้าหลายกลุ่มและ Margin ไม่เท่ากัน

Search Lead Share

ใช้ดูสัดส่วน Lead ที่มาจาก Search เทียบกับ Campaign Type อื่น

เหมาะกับบัญชีที่มีหลายช่องทาง เช่น Search, Performance Max, Display หรือ YouTube

Booked Appointment CPA

ใช้ดูต้นทุนต่อการจองคิวจริง

เหมาะกับคลินิก โรงเรียน สถาบันสอน หรือธุรกิจบริการที่ต้องนัดหมายก่อนขาย

Lead to Booking Rate

ใช้ดูว่า Lead ทั้งหมดกลายเป็น Booking กี่เปอร์เซ็นต์

เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวัดคุณภาพหลังจาก Lead เข้ามาแล้ว

5. ทำไม Custom Columns ช่วยอ่าน KPI ธุรกิจได้ดีขึ้น

KPI ของแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน

ธุรกิจคอร์สเรียนอาจสนใจ Cost per Qualified Lead

คลินิกอาจสนใจต้นทุนต่อคนจองคิว

E-commerce อาจสนใจ ROAS หลังหักต้นทุนสินค้า

ส่วนธุรกิจ B2B อาจสนใจ Cost per Sales Qualified Lead มากกว่า Cost per Lead ทั่วไป

Custom Columns ช่วยให้คนยิงแอดสร้างคอลัมน์ที่ใกล้กับเป้าหมายจริงของธุรกิจมากขึ้น

เช่น

แทนที่จะดู Conversions รวมทั้งหมด

ก็สร้างคอลัมน์เฉพาะ Conversion Action ที่สำคัญจริง

หรือแทนที่จะดู ROAS รวม

ก็สร้างมุมมองที่หัก Cost บางประเภทออก เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มที่แม่นขึ้น

แนวคิดสำคัญคือ

- Google Ads Metrics ที่ดีควรตอบคำถามธุรกิจ ไม่ใช่แค่ตอบคำถามระบบโฆษณา
- CPA ต่ำไม่พอ ต้องดูว่า Lead นั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่
- ROAS สูงไม่พอ ต้องดู Margin และกำไรจริงประกอบ
- CTR สูงไม่พอ ต้องดูว่าคลิกนั้นพาไปสู่ Conversion คุณภาพหรือไม่
- Conversion เยอะไม่พอ ต้องดูว่า Conversion นั้นมีมูลค่ากับธุรกิจแค่ไหน
- Custom Columns ช่วยเปลี่ยนรายงานจาก “ดูตัวเลข” เป็น “อ่านธุรกิจ” ได้ดีขึ้น

ตัวอย่างเช่น

ถ้าธุรกิจรับทำโฆษณามี 2 แคมเปญ

แคมเปญ A ได้ Lead ถูก แต่ลูกค้าไม่มีงบ

แคมเปญ B ได้ Lead แพงกว่า แต่เป็นเจ้าของธุรกิจที่พร้อมเริ่มจริง

ถ้าดู Cost per Lead รวม อาจคิดว่าแคมเปญ A ดีกว่า

แต่ถ้าสร้าง Custom Column เป็น Cost per Qualified Lead อาจเห็นว่าแคมเปญ B คุ้มกว่าในเชิงธุรกิจ

6. ใช้ Custom Columns ดู Lead Quality ได้อย่างไร

สำหรับธุรกิจ Lead Generation เช่น คอร์สเรียน คลินิก อสังหา ประกัน B2B หรือบริการที่ต้องให้ฝ่ายขายปิดการขาย การดู Cost per Lead รวมอย่างเดียวอาจไม่พอ

เพราะ Lead บางส่วนอาจกรอกฟอร์มเล่น ๆ ไม่มีงบ ไม่ตรงกลุ่ม หรือคุยแล้วไม่พร้อมซื้อจริง

ถ้ามีการส่งข้อมูล Conversion Action แยก เช่น

- Lead
- Qualified Lead
- Booked Appointment
- Proposal Sent
- Closed Sale
- Purchase
- Won Deal

กลับเข้า Google Ads อย่างถูกต้อง

เราสามารถสร้าง Custom Columns เพื่อดูต้นทุนเฉพาะ Lead ที่ผ่านเกณฑ์ได้

เช่น

Cost / Qualified Leads

หรือ

Qualified Leads / Leads

เพื่อดูอัตราคุณภาพของ Lead

ตัวอย่าง Custom Columns สำหรับ Lead Quality

- Cost per Qualified Lead
- Qualified Lead Rate
- Booked Appointment CPA
- Sales Qualified Lead CPA
- Lead to Booking Rate
- Lead to Sale Rate
- Cost per Closed Sale
- Appointment Rate
- Cost per Consulted Lead

ตัวอย่างการอ่านผล

ถ้าแคมเปญ A ได้ Lead 100 ราย CPA เฉลี่ย 100 บาท

แต่มี Qualified Lead แค่ 5 ราย

ต้นทุนต่อ Lead คุณภาพจริงคือ 2,000 บาท

ส่วนแคมเปญ B ได้ Lead 40 ราย CPA เฉลี่ย 200 บาท

แต่มี Qualified Lead 20 ราย

ต้นทุนต่อ Lead คุณภาพจริงคือ 400 บาท

ถ้าดูแค่ CPA รวม แคมเปญ A ดูดีกว่า

แต่ถ้าดู Lead Quality แคมเปญ B ดีกว่าชัดเจน

นี่คือเหตุผลที่ Custom Columns สำคัญมากสำหรับธุรกิจที่มีทีมขายหรือมีขั้นตอนหลัง Lead เข้ามาแล้ว

7. ใช้ Custom Columns ดู ROAS หลังหักต้นทุนได้ไหม

Custom Columns ช่วยสร้างมุมมอง ROAS ที่ลึกขึ้นได้

แต่ต้องเข้าใจข้อจำกัดก่อน

ถ้าบัญชี Google Ads มีแค่ Conversion Value รวม แต่ไม่ได้ส่งข้อมูลต้นทุนสินค้า Margin หรือกำไรจริงเข้าไป ระบบจะยังไม่รู้กำไรจริงของธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ Custom Columns เพื่อสร้างสูตรเบื้องต้นได้

เช่น

Conversion Value คูณ Margin เฉลี่ย แล้วหารด้วย Cost

เพื่อประเมินภาพรวมความคุ้มแบบใกล้เคียงขึ้น

แต่ถ้าธุรกิจมี Margin ต่างกันมากในแต่ละสินค้า ควรเชื่อมข้อมูล Conversion Value และต้นทุนให้ละเอียดขึ้นผ่านระบบหลังบ้านหรือ CRM

ข้อควรระวังเรื่อง ROAS หลังหักต้นทุน

- Custom Columns ไม่ได้รู้กำไรจริง ถ้าเราไม่ได้ส่งข้อมูลที่จำเป็นเข้า Google Ads
- สูตร ROAS หลังหักต้นทุนแบบใช้ Margin เฉลี่ยเป็นเพียงการประมาณ
- ถ้าสินค้า Margin ต่างกันมาก ควรส่ง Conversion Value ให้ละเอียดขึ้น
- อย่าใช้ ROAS รวมตัดสินทุกสินค้า ถ้ามูลค่าและกำไรแต่ละกลุ่มต่างกันมาก
- ต้องดู Refund, Cancel Order และต้นทุนแฝงประกอบถ้ามีข้อมูล
- ถ้าธุรกิจมีค่าแอด ค่าแพ็กสินค้า ค่าส่ง ค่าคอมมิชชัน และต้นทุนทีมขาย ควรนำไปคิดในระบบรายงานแยกด้วย

ตัวอย่างเช่น

ROAS รวมอาจดูเป็น 5 เท่า

แต่ถ้าสินค้านั้นมี Margin ต่ำมาก กำไรจริงอาจไม่ได้ดี

ในทางกลับกัน สินค้าที่ ROAS ต่ำกว่าเล็กน้อย แต่อัตรากำไรสูงกว่า อาจสร้างกำไรจริงมากกว่า

ดังนั้น Custom Columns ช่วยดูภาพใกล้กำไรจริงมากขึ้นได้ แต่ต้องระวังข้อมูลตั้งต้นให้ดี

8. แยกดู Metric ตามอุปกรณ์หรือ Conversion Action ได้อย่างไร

หนึ่งในการใช้ Custom Columns ที่เห็นภาพง่ายที่สุดคือการแยก Metric ตามอุปกรณ์

เช่น Mobile, Desktop หรือ Tablet

เพราะพฤติกรรมผู้ใช้แต่ละอุปกรณ์ไม่เหมือนกัน

มือถืออาจคลิกเยอะกว่าแต่กรอกฟอร์มน้อยกว่า

หรือ Desktop อาจมี Conversion Rate สูงกว่าในธุรกิจ B2B

ตัวอย่าง Device View ที่น่าใช้

- Mobile CTR
- Desktop CTR
- Mobile CPA
- Desktop CPA
- Mobile Conversion Rate
- Desktop Conversion Rate
- Mobile Cost
- Desktop Cost

อีกมุมที่สำคัญคือการแยก Conversion Action

เพราะบางบัญชีมีหลาย Conversion เช่น

- Page View
- Click LINE
- Form Submit
- Phone Call
- Add to Cart
- Purchase
- Booking
- Qualified Lead

ถ้าดู Conversions รวมทั้งหมด อาจทำให้เข้าใจผิดว่าแคมเปญดี

ทั้งที่ Conversion ส่วนใหญ่อาจเป็น Action เบา ๆ ไม่ใช่ยอดขายจริง

ตัวอย่าง Action View ที่น่าใช้

- Form Submit CPA
- Phone Call CPA
- LINE Click CPA
- Purchase ROAS
- Booking CPA
- Qualified Lead CPA
- Add to Cart Rate
- Purchase Rate

ตัวอย่าง Funnel View ที่น่าใช้

- Lead Rate
- Booking Rate
- Purchase Rate
- Qualified Lead Rate
- Lead to Booking Rate
- Lead to Sale Rate

การแยกดูแบบนี้ช่วยให้เห็นปัญหาชัดขึ้น

เช่น แคมเปญอาจได้คลิกมือถือเยอะ แต่ฟอร์มมือถือกรอกยาก

หรือแคมเปญอาจได้ LINE Click เยอะ แต่คนไม่ซื้อจริง

9. วิธีสร้าง Custom Columns ใน Google Ads

การสร้าง Custom Columns สามารถทำได้จากตารางรายงานใน Google Ads

โดยเข้าไปที่ Columns แล้วเลือก Modify columns

จากนั้นกดสร้าง Custom column ใหม่ ตั้งชื่อคอลัมน์ ใส่คำอธิบาย เลือก Metric ที่ต้องการ และเพิ่ม Filter หรือ Formula ตามเป้าหมายของรายงาน

วิธีสร้าง Custom Columns แบบเข้าใจง่าย

Step 1:
เข้า Google Ads แล้วเปิดตาราง Campaigns, Ad groups, Ads หรือ Keywords

Step 2:
กด Columns แล้วเลือก Modify columns

Step 3:
เลือก Custom column แล้วตั้งชื่อคอลัมน์ให้เข้าใจง่าย

Step 4:
เลือก Metric เช่น Cost, Clicks, Conversions หรือ Conversion Value

Step 5:
เพิ่ม Filter หรือ Formula เช่น เฉพาะ Device, เฉพาะ Conversion Action หรือคำนวณอัตราส่วนเอง

Step 6:
เลือกรูปแบบข้อมูล เช่น Number, Percent หรือ Currency

Step 7:
กด Save แล้วนำคอลัมน์ไปแสดงในตารางรายงาน

ตัวอย่างชื่อ Custom Columns ที่ควรใช้

- Qualified Lead CPA
- Booking CPA
- Mobile CTR
- Desktop CPA
- Purchase ROAS
- Profit-adjusted ROAS
- Form Submit CPA
- Lead to Booking Rate

ข้อแนะนำคืออย่าตั้งชื่อแบบกำกวม เช่น CPA 2, Lead ใหม่, Column 1

เพราะเมื่อทีมงานหรือเจ้าของธุรกิจกลับมาดูทีหลัง อาจไม่เข้าใจว่าคอลัมน์นี้คำนวณจากอะไร

10. ข้อควรระวังก่อนสร้าง Metric เอง

Custom Columns มีประโยชน์มาก

แต่ถ้าสร้างสูตรผิดหรือเลือกข้อมูลผิด ก็อาจทำให้ตัดสินใจผิดได้เหมือนกัน

เพราะคอลัมน์ที่เราสร้างขึ้นเองจะดูน่าเชื่อถือมากในรายงาน แต่เบื้องหลังอาจคำนวณจากข้อมูลที่ไม่ตรงกับความหมายทางธุรกิจจริง

ข้อควรระวังสำคัญ

1. ตั้งชื่อคอลัมน์ไม่ชัด

ทีมอาจเข้าใจผิดว่า Metric นี้หมายถึงอะไร

ควรตั้งชื่อให้สื่อชัด เช่น Qualified Lead CPA ไม่ใช่ CPA 2

2. ใช้ Conversion Action ผิด

ถ้าเอา Action เบา ๆ เช่น Page View หรือ Click LINE มานับเป็น Lead คุณภาพ รายงานจะดูดีเกินจริง

3. ใช้ Margin เฉลี่ยแบบไม่ระวัง

ถ้าสินค้า Margin ต่างกันมาก สูตร ROAS หลังหักต้นทุนอาจคลาดเคลื่อน

4. ไม่ตรวจสูตร

สูตรผิดเพียงจุดเดียวอาจทำให้รายงานทั้งชุดผิดหมด

5. ดู Custom Metric อย่างเดียว

ควรดูร่วมกับ Metric พื้นฐาน เช่น Cost, Clicks, Conversions, CPA และ ROAS เสมอ

6. ไม่ตรวจข้อมูลหลังบ้าน

Google Ads อาจบอกว่า Conversion ดี แต่ CRM หรือทีมขายอาจยืนยันว่า Lead ปิดไม่ได้จริง

7. สร้าง Metric เยอะเกินไป

ถ้ามี Custom Columns มากเกินไป รายงานจะสับสน และทีมอาจไม่รู้ว่าควรดูตัวไหนก่อน

11. Framework COLUMN สำหรับออกแบบ Custom Columns

เพื่อให้ Custom Columns ใช้งานได้จริง ไม่ใช่สร้างเพราะดูเท่ ลองใช้ Framework COLUMN ก่อนออกแบบคอลัมน์

C - Clarify KPI

ระบุให้ชัดว่าต้องการวัด KPI อะไร

เช่น Lead คุณภาพ, ROAS หลังหักต้นทุน, Mobile CTR หรือ Booking CPA

ถ้ายังตอบไม่ได้ว่า Metric นี้ใช้ตัดสินใจเรื่องอะไร ยังไม่ควรสร้าง

O - Organize Data

ตรวจว่าข้อมูลที่ต้องใช้มีอยู่ใน Google Ads หรือส่งเข้าระบบแล้วหรือยัง

เช่น ถ้าต้องการดู Qualified Lead ต้องมี Conversion Action หรือ Offline Conversion ที่แยก Qualified Lead ได้จริง

L - Label Clearly

ตั้งชื่อ Custom Column ให้ชัด เพื่อให้ทีมอ่านรายงานเข้าใจตรงกัน

ชื่อที่ดีควรบอกทั้งสิ่งที่วัดและขอบเขตของข้อมูล

U - Use Filters

ใช้ Filter แยก Device, Conversion Action, Campaign Type หรือ Segment ที่สำคัญ

Filter ช่วยให้ดูเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับคำถาม ไม่ใช่รวมทุกอย่างจนอ่านยาก

M - Make Formula Simple

เริ่มจากสูตรที่เข้าใจง่ายก่อน

อย่าสร้างสูตรซับซ้อนจนตรวจสอบไม่ได้

เพราะสูตรที่ซับซ้อนเกินไปอาจทำให้ทีมใช้ข้อมูลผิดโดยไม่รู้ตัว

N - Never Skip Validation

ตรวจผลลัพธ์เทียบกับข้อมูลจริงก่อนใช้ตัดสินใจเพิ่มงบหรือลดงบ

เช่น ตรวจกับ CRM, Google Sheet, ยอดขายจริง หรือข้อมูลจากทีมขาย

Framework นี้ช่วยให้ Custom Columns กลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์จริง ไม่ใช่แค่คอลัมน์เสริมในรายงาน

12. Masterclass: ตัวอย่างการใช้จริง

Masterclass 1: คอร์ส Google Ads ที่ต้องแยก Lead ธรรมดากับ Lead คุณภาพ

แนวคิด:
ธุรกิจคอร์สเรียนอาจมี Conversion หลายแบบ เช่น คลิก LINE, กรอกฟอร์ม, โทรสอบถาม และสมัครเรียนจริง

ถ้าดู Conversions รวมทั้งหมด อาจทำให้เข้าใจผิดว่าแคมเปญดี

ทั้งที่ Conversion จำนวนมากอาจเป็นแค่คลิก LINE แต่ยังไม่ได้เป็นผู้เรียนจริง

วิธีนำไปใช้:
ถ้าโปรโมตคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ควรสร้าง Custom Columns เช่น

- Cost per Form Lead
- Cost per Qualified Lead
- Qualified Lead Rate
- Cost per Course Applicant
- Lead to Applicant Rate

เพื่อดูว่าแคมเปญไหนดึงคนที่มีโอกาสสมัครเรียนจริง

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แคมเปญที่ได้ LINE Click ราคาถูกมาก อาจดูดีใน Google Ads

แต่ถ้าคนคลิกเข้ามาถามเล่นและไม่สมัครเรียนจริง แคมเปญนั้นอาจไม่ได้ดีในเชิงธุรกิจ

Masterclass 2: คลินิกที่ต้องดู Booking ไม่ใช่แค่ Lead

แนวคิด:
คลินิกอาจได้ Lead เยอะจากแคมเปญ

แต่ถ้าคนไม่จองคิวจริงหรือไม่มาตามนัด ต้นทุนโฆษณาอาจไม่ได้คุ้ม

Custom Columns จึงช่วยแยกได้ว่าแคมเปญไหนสร้าง Booking จริง และแคมเปญไหนได้แค่ Lead ที่ยังไม่พร้อมเข้ารับบริการ

วิธีนำไปใช้:
ตัวอย่าง Custom Columns ที่ควรมี เช่น

- Cost per Booking
- Booking Rate
- Call Lead CPA
- Booking Conversion Value
- Lead to Booking Rate
- Cost per Show-up ถ้ามีข้อมูลคนมาตามนัด
- Cost per Treatment ถ้ามีข้อมูลยอดใช้บริการจริง

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แคมเปญ A ได้ Lead ถูก แต่คนไม่จองคิว

แคมเปญ B ได้ Lead แพงกว่า แต่จองคิวและเข้ารับบริการจริง

ถ้าดู Custom Columns ที่ผูกกับ Booking จะช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นกว่า CPA รวม

Masterclass 3: บริการรับทำโฆษณาที่ต้องรายงานมากกว่า CPC และ CPA

แนวคิด:
บริการรับทำโฆษณาไม่ควรรายงานลูกค้าแค่ Clicks, CPC, CTR และ CPA รวม

เพราะลูกค้าต้องการรู้ว่างบโฆษณาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจจริงแค่ไหน

Custom Columns ช่วยสร้างรายงานที่ตรงกับ KPI ของลูกค้าแต่ละรายมากขึ้น

วิธีนำไปใช้:
ถ้าทำ Google Ads ให้ลูกค้า ควรมี Custom Columns ที่สะท้อนผลลัพธ์เชิงธุรกิจ เช่น

- Qualified Lead CPA
- Appointment CPA
- Lead to Sale Rate
- Cost per Proposal
- Revenue per Lead
- ROAS by Product Group
- Cost per Sales Opportunity

ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าลูกค้าจ้างยิงแอดเพื่อหาคนขอใบเสนอราคา การดูแค่ Form Submit อาจยังไม่พอ

ควรแยกว่า Form Submit ไหนเป็นลูกค้าที่มีงบ มีโจทย์จริง และมีโอกาสปิดการขาย

13. Danger Zone: จุดพลาดที่ควรเลี่ยง

ข้อผิดพลาดที่ 1: สร้าง Metric เยอะเกินไป

รายงานที่มี Custom Columns มากเกินไปอาจทำให้ทีมสับสนและไม่รู้ว่าควรดูตัวไหนก่อน

แนวทางคือเริ่มจาก Metric ที่สำคัญที่สุด 3-5 ตัวก่อน

ข้อผิดพลาดที่ 2: สูตรไม่ตรงกับธุรกิจ

เช่น ใช้ Margin เฉลี่ยทั้งบัญชี ทั้งที่สินค้าแต่ละตัวกำไรต่างกันมาก

แนวทางคือใช้สูตรง่ายและใกล้ความจริงที่สุดก่อน แล้วค่อยพัฒนาระบบข้อมูลให้ละเอียดขึ้น

ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Conversion Action ผิด

ถ้านับคลิก LINE เป็น Lead คุณภาพ รายงานจะดูดีเกินจริง

แนวทางคือแยก Conversion Action ให้ชัดว่าอันไหนเป็น Action เบา อันไหนเป็น Lead สำคัญ อันไหนเป็นยอดขายจริง

ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ตรวจข้อมูลหลังบ้าน

Google Ads อาจบอกว่า Lead ดี แต่ทีมขายอาจปิดไม่ได้จริง

ต้องเช็ก CRM, Google Sheet หรือยอดขายจริงร่วมด้วย

ข้อผิดพลาดที่ 5: ตั้งชื่อไม่ชัด

ควรตั้งชื่อคอลัมน์ให้ทีมเข้าใจทันที เช่น Qualified Lead CPA, Booking CPA, Mobile CTR

ไม่ควรใช้ชื่อที่ต้องเดาความหมายเอง

ข้อผิดพลาดที่ 6: ใช้ Custom Column แทนการวิเคราะห์ทั้งหมด

Custom Columns เป็นเครื่องมือช่วยดูข้อมูล

แต่ยังต้องใช้การวิเคราะห์บริบททางธุรกิจร่วมด้วย

ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ตรวจสูตรหลังแก้ Conversion Tracking

ถ้ามีการเปลี่ยน Conversion Action หรือเปลี่ยนระบบ Tracking ต้องกลับมาตรวจ Custom Columns ด้วย

เพราะสูตรเดิมอาจไม่ตรงกับโครงสร้างใหม่แล้ว

14. Checklist ก่อนใช้ Custom Columns

- รู้ชัดหรือยังว่า Custom Column นี้ต้องตอบ KPI อะไร
- ข้อมูลที่ใช้คำนวณมีอยู่ใน Google Ads แล้วหรือยัง
- Conversion Action ถูกแยกและตั้งชื่อชัดเจนหรือไม่
- สูตรคำนวณตรวจสอบได้หรือไม่
- ตั้งชื่อคอลัมน์ให้ทีมเข้าใจตรงกันหรือไม่
- เลือก Data Format ถูกต้องหรือไม่ เช่น Number, Percent หรือ Currency
- ใช้ Filter ถูกต้องหรือไม่ เช่น Device, Conversion Action หรือ Campaign Type
- ตรวจผลลัพธ์กับข้อมูลจริงก่อนใช้ตัดสินใจหรือยัง
- มีการแยก Metric สำคัญออกจาก Metric เสริมชัดเจนหรือไม่
- ใช้ร่วมกับ CPA, ROAS, Lead Quality และยอดขายจริงหรือไม่
- มีแผนปรับ Custom Columns เมื่อ KPI ธุรกิจเปลี่ยนหรือไม่
- ทีมขายหรือทีมหลังบ้านเข้าใจความหมายของ Custom Columns เหล่านี้หรือไม่
- มีการตรวจสูตรทุกครั้งที่แก้ Conversion Tracking หรือไม่
- มีการเก็บข้อมูล Qualified Lead, Booking หรือ Closed Sale กลับเข้าระบบหรือไม่
- รายงานไม่ซับซ้อนเกินไปจนทีมใช้งานจริงไม่ได้ใช่ไหม

15. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Custom Columns

1. Custom Columns คืออะไร

Custom Columns คือคอลัมน์ข้อมูลที่ผู้ลงโฆษณาสร้างเองใน Google Ads

โดยใช้ Metric, Filter, Formula หรือ Function เพื่อดูข้อมูลในมุมที่เฉพาะกับธุรกิจมากขึ้น

2. Custom Columns เหมาะกับใคร

เหมาะกับคนยิงแอดที่ต้องการวิเคราะห์มากกว่า Metric มาตรฐาน

เช่น ต้องการดู CPA เฉพาะ Lead คุณภาพ, CTR เฉพาะมือถือ, ROAS เฉพาะสินค้า หรือ Conversion Rate เฉพาะ Action สำคัญ

3. Custom Columns ใช้แทน Report ภายนอกได้ไหม

ใช้ช่วยดูข้อมูลใน Google Ads ได้ดี

แต่ถ้าต้องการกำไรจริง Lead Quality จากทีมขาย หรือข้อมูล CRM อาจต้องเชื่อมข้อมูลจากระบบภายนอกหรือดูประกอบกัน

4. Custom Columns สร้าง ROAS หลังหักต้นทุนได้ไหม

ทำได้ในระดับประมาณการถ้ามีสูตร Margin หรือข้อมูล Conversion Value ที่เหมาะสม

แต่ถ้าต้นทุนสินค้าแตกต่างกันมาก ควรส่งข้อมูลมูลค่าและต้นทุนให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้รายงานแม่นขึ้น

5. เริ่มใช้ Custom Columns ควรเริ่มจากอะไร

เริ่มจากสร้างคอลัมน์ที่ตอบคำถามสำคัญที่สุดของธุรกิจ

เช่น Cost per Qualified Lead, Mobile CTR, Booking CPA หรือ Profit-adjusted ROAS

แล้วตรวจสูตรให้ถูกก่อนใช้ตัดสินใจจริง

6. Custom Columns ทำให้ Smart Bidding ดีขึ้นไหม

Custom Columns เป็นเครื่องมือดูรายงาน ไม่ใช่ตัวสั่งให้ Smart Bidding เรียนรู้โดยตรง

แต่ถ้าใช้ Custom Columns แล้วทำให้เราเข้าใจ Conversion คุณภาพดีขึ้น เราอาจนำข้อมูลไปปรับ Conversion Tracking, Offline Conversion หรือกลยุทธ์ประมูลให้ดีขึ้นได้

16. สรุป: Custom Columns ช่วยให้ Google Ads รายงานตาม KPI ธุรกิจจริงมากขึ้น

Custom Columns เป็นฟีเจอร์สำคัญใน Google Ads สำหรับคนที่ไม่อยากดูแค่ Metric สำเร็จรูป

แต่ต้องการสร้างมุมมองข้อมูลที่ตรงกับ KPI ของธุรกิจมากขึ้น

เช่น Lead Quality, ROAS หลังหักต้นทุน, CTR เฉพาะมือถือ หรือ Conversion Rate เฉพาะ Action สำคัญ

จุดแข็งของ Custom Columns คือช่วยให้คนยิงแอดมองเห็นข้อมูลที่เฉพาะและใช้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

แต่ต้องระวังเรื่องสูตร ข้อมูลตั้งต้น และความหมายทางธุรกิจ

เพราะถ้าสร้าง Metric ผิด รายงานจะดูน่าเชื่อถือแต่พาให้ตัดสินใจผิดได้

วิธีใช้ที่ดีที่สุดคือเริ่มจาก KPI ที่สำคัญจริง

ตั้งชื่อคอลัมน์ให้ชัด

ใช้ Filter อย่างมีเหตุผล

ตรวจสูตรกับข้อมูลจริง

และดูร่วมกับ CPA, ROAS, Lead Quality, Close Rate และยอดขายหลังบ้านเสมอ

สุดท้าย อย่าดูแค่ Metric มาตรฐานใน Google Ads ถ้าธุรกิจของคุณมี KPI ที่ลึกกว่านั้น

ให้ใช้ Custom Columns ช่วยแยกข้อมูลที่สำคัญจริง

แต่ต้องจำไว้ว่าตัวเลขที่ดีต้องตอบคำถามธุรกิจ ไม่ใช่แค่ทำให้รายงานดูสวยขึ้น

หากคุณต้องการเรียน Google Ads แบบเป็นระบบ ตั้งแต่การอ่าน Metric, Custom Columns, Conversion Tracking, Enhanced Conversions, Smart Bidding ไปจนถึงการวิเคราะห์รายงาน ขอแนะนำ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert จาก DigitalD2M ครับ

คอร์สนี้จะสอนตั้งแต่การวางโครงสร้างแคมเปญ การเลือก Keyword การอ่าน Search Terms การสร้าง Custom Columns การวาง Conversion Tracking และการวิเคราะห์ผลลัพธ์ให้เชื่อมกับยอดขายจริง

คลิกดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/

(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)

หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Custom Columns, Conversion Tracking, Enhanced Conversions, Landing Page, GA4, GTM และระบบวัดผล สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ

ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:

- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/

บทความ Masterclass Custom Columns คืออะไร สร้าง Metric เองใน Google Ads โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ

ประกาศอื่นของผู้ขาย

รูปภาพรายละเอียดราคา