หมายเลขประกาศ22044559
Excess Share of Voice คืออะไร? ทำไมแบรนด์ที่อยากโตต้องมีเสียงดังเกินขนาดตัวเอง
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"แบรนด์มี Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้เงินสื่อเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ของตลาด ขณะที่คู่แข่งสื่อสารหนักขึ้นเรื่อย ๆ คำถามไม่ใช่แค่ว่าโฆษณาของเรายังทำ ROAS ดีไหม แต่คือเสียงของแบรนด์เบาเกินกว่าขนาดตัวเองหรือเปล่า"
Excess Share of Voice หรือ ESOV เป็นแนวคิดที่ช่วยเปลี่ยนวิธีตั้งงบการตลาดจากคำถามว่า
"เดือนนี้มีเงินให้ใช้เท่าไร"
ไปสู่คำถามเชิงการแข่งขันว่า
"เมื่อเทียบกับขนาดของแบรนด์และเสียงของคู่แข่ง เรากำลังสื่อสารหนักพอที่จะรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดหรือไม่"
หลายธุรกิจตั้ง Budget จากยอดขายของตัวเองเพียงด้านเดียว
เช่น
- เดือนนี้มีเงิน 1 ล้านบาท จึงแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์มาทำ Marketing
- ปีนี้ต้องลดต้นทุน จึงลดงบโฆษณาลง 20 เปอร์เซ็นต์
แต่ตลาดไม่ได้หยุดนิ่งตาม Budget ของเรา
ขณะที่เราลด Spend คู่แข่งอาจเพิ่ม Spend
ขณะที่เราสื่อสารเท่าเดิม ผู้เล่นรายใหม่อาจเข้ามา
และขณะที่เรามองว่า Campaign ยังสร้างยอดขายได้ดี สัดส่วนเสียงของแบรนด์ในตลาดอาจกำลังลดลง
นี่คือเหตุผลที่ Share of Voice มีประโยชน์
เพราะมันไม่ได้ถามเพียงว่าเราใช้เงินเท่าไร
แต่ถามว่า
"เงินของเรามีขนาดเท่าไรเมื่อเทียบกับเงินสื่อทั้งหมดในสนามแข่งขันเดียวกัน"
จากนั้น ESOV นำ Share of Voice ไปเทียบกับ Market Share
ถ้าแบรนด์มีเสียงสูงกว่าส่วนแบ่งตลาด จะเกิด Positive ESOV
ถ้าเสียงต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาด จะเกิด Negative ESOV
แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า Positive ESOV ไม่ใช่ปุ่มการันตีว่า Market Share จะโต
เพราะการใช้เงินมากขึ้นยังสามารถล้มเหลวได้จาก
- Creative ที่อ่อน
- ช่องทางไม่เหมาะ
- Targeting ผิด
- Distribution ไม่พร้อม
- สินค้าไม่มีความสามารถแข่งขัน
Key Message ของบทความนี้คือ แบรนด์ที่อยากโตไม่ควรดูเพียงว่าใช้เงินโฆษณาเท่าไร แต่ต้องดูว่าน้ำหนักการสื่อสารของตัวเองสูงหรือต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาด และกำลังแข่งขันกับเสียงของคู่แข่งในระดับไหน
สารบัญบทความ
1. Excess Share of Voice คืออะไร
2. Share of Voice คืออะไร
3. สูตร ESOV คำนวณอย่างไร
4. Positive และ Negative ESOV ต่างกันอย่างไร
5. ทำไมแบรนด์ที่อยากโตต้องดูเสียงเทียบขนาดตัวเอง
6. ตัวอย่าง Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ SOV 15 เปอร์เซ็นต์
7. ทำไม ESOV บวกไม่ได้การันตีการเติบโต
8. วิธีวัด Share of Voice ให้ไม่หลงตัวเลข
9. ใช้ ESOV วาง Media Budget อย่างไร
10. Metrics ที่ควรวิเคราะห์ร่วมกับ ESOV
11. Framework VOICE สำหรับวิเคราะห์ ESOV
12. Masterclass 3 มุมใช้ ESOV
13. Danger Zone จุดพลาดในการใช้ ESOV
14. Checklist ก่อนตั้งงบจาก Share of Voice
15. คำถามที่พบบ่อย
16. สรุป Excess Share of Voice
1. Excess Share of Voice คืออะไร
Excess Share of Voice หรือ ESOV คือส่วนต่างระหว่าง Share of Voice ของแบรนด์กับ Market Share ของแบรนด์
สูตรพื้นฐานคือ
ESOV = Share of Voice - Market Share
ตัวอย่าง
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- Share of Voice = 15 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น
ESOV = 15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์นี้มี Positive ESOV เพราะสัดส่วนเสียงด้านการโฆษณาสูงกว่าส่วนแบ่งตลาดของตัวเอง 5 จุดเปอร์เซ็นต์
แนวคิดเบื้องหลังคือ ถ้าแบรนด์ต้องการเติบโต การรักษาระดับการสื่อสารไว้เท่ากับขนาดปัจจุบันอาจไม่เพียงพอเสมอไป
เพราะการแย่ง Market Share ต้องแข่งขันเพื่อสร้าง
- Mental Availability
- Reach
- ความโดดเด่นเหนือระดับที่แบรนด์มีอยู่เดิม
สิ่งสำคัญคือ ESOV เป็น Relative Metric
การใช้เงิน 10 ล้านบาทอาจสูงมากสำหรับตลาดหนึ่ง
แต่เล็กมากสำหรับอีกตลาด
ดังนั้นคำถามไม่ใช่
"เราใช้เงินเยอะหรือยัง"
แต่คือ
"เงินของเรามีน้ำหนักกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินของทุกแบรนด์ที่กำลังแข่งขันใน Category เดียวกัน"
2. Share of Voice คืออะไร และบทความนี้ใช้ความหมายแบบไหน
คำว่า Share of Voice หรือ SOV ถูกใช้หลายความหมายในโลก Marketing
บางทีมใช้วัด
- สัดส่วน Media Spend
- สัดส่วน Advertising Impressions
- สัดส่วน Mentions บน Social Media
- สัดส่วนพื้นที่สื่อ
- สัดส่วนการมองเห็นใน Search
เพื่อไม่ให้สับสน บทความนี้ใช้ Share of Voice ในความหมายหลักของ
"สัดส่วน Media Spend ของแบรนด์เทียบกับค่าใช้จ่ายสื่อรวมของ Category ภายใต้ขอบเขตตลาด ช่องทาง และช่วงเวลาเดียวกัน"
สูตรคือ
Share of Voice = Brand Media Spend / Total Category Media Spend x 100
ตัวอย่าง
- ค่าโฆษณาของแบรนด์ = 10 ล้านบาท
- ค่าโฆษณารวมของ Category = 100 ล้านบาท
ดังนั้น
Share of Voice = 10 / 100 x 100 = 10 เปอร์เซ็นต์
จุดสำคัญคือขอบเขตต้องตรงกัน
ถ้า Brand Spend รวม
- TV
- Digital
- Outdoor
แต่ Category Spend รวมเฉพาะ TV
ตัวหารกับตัวตั้งจะไม่อยู่บนฐานเดียวกัน
เช่นเดียวกัน ถ้า Spend ของแบรนด์ใช้ข้อมูลประเทศไทย แต่ Competitor Spend ใช้ข้อมูลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
SOV ที่ได้จะไม่มีความหมายสำหรับการตัดสินใจตลาดไทย
3. สูตร Excess Share of Voice คำนวณอย่างไร
การคำนวณต้องมีอย่างน้อย 3 ขั้น
ขั้นที่ 1: คำนวณ Share of Voice
SOV = Brand Media Spend / Category Media Spend x 100
ตัวอย่าง
- Brand Media Spend = 15 ล้านบาท
- Category Media Spend = 100 ล้านบาท
SOV = 15 เปอร์เซ็นต์
ขั้นที่ 2: คำนวณ Market Share
รูปแบบพื้นฐานคือ
Market Share = Brand Sales / Total Category Sales x 100
ตัวอย่าง
- Brand Sales = 100 ล้านบาท
- Category Sales = 1,000 ล้านบาท
Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
ขั้นที่ 3: คำนวณ ESOV
ESOV = SOV - Market Share
ดังนั้น
15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
การใช้คำว่า "จุดเปอร์เซ็นต์" จะชัดกว่าการพูดว่าโต 5 เปอร์เซ็นต์
เพราะ
- Market Share 10 เปอร์เซ็นต์
- SOV 15 เปอร์เซ็นต์
ต่างกัน 5 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่ SOV 15 เปอร์เซ็นต์มีขนาดสูงกว่า Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในเชิง Relative Change
สองวิธีพูดนี้มีความหมายต่างกัน
จึงควรใช้หน่วยให้ถูกเมื่อต้องรายงานผู้บริหาร
4. Positive ESOV, Zero ESOV และ Negative ESOV ต่างกันอย่างไร
Positive ESOV
เกิดเมื่อ
SOV มากกว่า Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 20 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 12 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = +8 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์กำลังมีน้ำหนัก Media Spend สูงกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน
ในเชิงกลยุทธ์ นี่อาจสะท้อนว่าแบรนด์
- ต้องการเร่งการเติบโต
- กำลัง Launch ตลาดใหม่
- ต้องการแย่ง Mental Availability
- กำลังใช้จังหวะที่คู่แข่งลด Spend
แต่ต้องตรวจด้วยว่า Creative และ Distribution พร้อมรับ Investment หรือไม่
Zero ESOV
เกิดเมื่อ
SOV ใกล้เคียง Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 10 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = 0
แบรนด์มีน้ำหนักเสียงใกล้เคียงกับขนาดปัจจุบัน
แต่ไม่ควรตีความว่า Market Share จะคงที่แน่นอน
เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น
- Product Innovation
- Pricing
- Distribution
- Customer Experience
- Creative Effectiveness
- คู่แข่งรายใหม่
Negative ESOV
เกิดเมื่อ
SOV ต่ำกว่า Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 5 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 12 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = -7 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์กำลังมีน้ำหนักเสียงต่ำกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาด
ไม่ได้แปลว่า Market Share จะตกทันทีในเดือนถัดไป
เพราะแบรนด์ใหญ่บางรายมี
- Customer Base แข็งแรง
- Distribution สูง
- Brand Memory จากอดีต
- Repeat Purchase สูง
แต่ถ้า Negative ESOV เกิดต่อเนื่อง ขณะที่คู่แข่งลงทุนสร้าง Mental Availability และเพิ่มแรงกดดันในตลาด
ความเสี่ยงต่อการรักษาการเติบโตระยะยาวอาจเพิ่มขึ้น
5. ทำไมแบรนด์ที่อยากโตต้องดูเสียงเทียบกับขนาดตัวเอง
ลองนึกภาพตลาดที่มีสามแบรนด์
- แบรนด์ A Market Share 50 เปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ B Market Share 30 เปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ C Market Share 20 เปอร์เซ็นต์
ถ้าทุกแบรนด์ใช้เงินโฆษณาเท่ากันคนละ 10 ล้านบาท
แต่ละแบรนด์จะมี SOV ประมาณ 33.3 เปอร์เซ็นต์
ผลคือ
- แบรนด์ A: ESOV ประมาณ -16.7 จุดเปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ B: ESOV ประมาณ +3.3 จุดเปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ C: ESOV ประมาณ +13.3 จุดเปอร์เซ็นต์
แม้ทุกบริษัทใช้เงินเท่ากัน แต่ Strategic Meaning ต่างกันมาก
สำหรับแบรนด์ใหญ่ 10 ล้านบาทอาจเบากว่าขนาดธุรกิจ
สำหรับแบรนด์เล็ก เงินเท่ากันอาจทำให้มีเสียงเกินตัวอย่างมาก
นี่คือเหตุผลที่การตั้งงบจาก
- เปอร์เซ็นต์ของ Revenue ตัวเอง
- งบปีที่แล้วบวก 10 เปอร์เซ็นต์
- เงินสดที่เหลืออยู่
อาจยังไม่เพียงพอสำหรับ Growth Planning
เพราะไม่มีข้อมูลว่า
- คู่แข่งกำลังใช้เงินเท่าไร
- เสียงของเราในตลาดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
- Market Share ของเราอยู่ตรงไหน
- เราต้องการ Maintain หรือ Grow
6. ตัวอย่าง: Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ Share of Voice 15 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไร
สมมุติตลาดหนึ่งมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
แบรนด์ของเรามียอดขาย
100 ล้านบาท
ดังนั้น
Market Share = 100 / 1,000 x 100 = 10 เปอร์เซ็นต์
ตลาดนี้มีค่าใช้จ่าย Media รวม
200 ล้านบาท
แบรนด์ของเราใช้
30 ล้านบาท
ดังนั้น
SOV = 30 / 200 x 100 = 15 เปอร์เซ็นต์
และ
ESOV = 15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
สิ่งที่เราพูดได้คือ
"แบรนด์กำลังมี Share of Media Spend สูงกว่าส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน 5 จุดเปอร์เซ็นต์"
สิ่งที่เรายังพูดไม่ได้คือ
- Market Share จะเพิ่มแน่นอน 5 เปอร์เซ็นต์
- ยอดขายจะเพิ่มในเดือนหน้า
- ทุก Channel ที่ใช้เงินทำงานดี
- Creative มีประสิทธิภาพ
- กำไรจะเพิ่ม
เพราะ ESOV เป็น Indicator ของ Relative Investment
ไม่ใช่ Revenue Forecast แบบตรง ๆ
สิ่งที่ควรตรวจต่อคือ
- Market Share Trend
- Penetration
- Brand Awareness
- Mental Availability
- Share of Search
- Distribution
- Pricing
- Profitability
ถ้า ESOV บวกต่อเนื่อง แต่ Market Share ไม่ขยับเลย
สิ่งที่ควรถามไม่ใช่แค่
"เพิ่มงบอีกไหม"
แต่ต้องถามว่า
- Creative อ่อนเกินไปหรือไม่
- Media Mix ไม่เหมาะหรือไม่
- ลูกค้าหาซื้อสินค้าไม่ได้หรือไม่
- ราคาแข่งขันไม่ได้หรือไม่
- Product Proposition มีปัญหาหรือไม่
7. ทำไม Positive ESOV ไม่ได้การันตีว่า Market Share จะโต
หนึ่งในความเสี่ยงของ Marketing Framework คือเมื่อสูตรที่มีประโยชน์ถูกเปลี่ยนเป็นกฎตายตัว
ตัวอย่าง Benchmark ที่มักถูกพูดถึงคือ
"ESOV 10 จุด อาจสัมพันธ์กับ Market Share Growth ประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยเฉลี่ย"
แต่ผลลัพธ์จริงมีความแตกต่างมากระหว่าง Category และ Brand
ปัจจัยที่ทำให้ผลจาก ESOV ต่างกัน ได้แก่
- ขนาดแบรนด์
- ตำแหน่งผู้นำหรือ Challenger
- ความใหม่ของสินค้า
- คุณภาพ Campaign
- Category Dynamics
นอกจากนี้ โลก Media เปลี่ยนไปมาก
เงิน 1 ล้านบาทใน
- TV
- Search
- Social Video
- Influencer
- Out-of-Home
ไม่ได้สร้าง
- Reach
- Attention
- Memory Effect
เท่ากัน
ดังนั้น Brand A กับ Brand B สามารถมี SOV เท่ากันด้าน Spend แต่สร้างผลต่อผู้บริโภคต่างกันมาก
การวิเคราะห์ ESOV ที่ดีจึงต้องถามต่อว่า
- เสียงมีคุณภาพหรือไม่
- คนเห็นจริงหรือไม่
- คนจำได้หรือไม่
- Creative สร้าง Distinctive Memory หรือไม่
- Channel สร้าง Reach ในกลุ่มซื้อจริงหรือไม่
สรุปคือ ESOV บอกว่าคุณมีน้ำหนักเงินมากกว่าหรือน้อยกว่าขนาดแบรนด์
แต่ไม่ได้บอกว่าเงินนั้นถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน
8. วิธีวัด Share of Voice ให้ไม่หลงตัวเลข
ความยากของ SOV ไม่ได้อยู่ที่สูตร
แต่อยู่ที่การกำหนดสนามแข่งขัน
1. กำหนด Category
แบรนด์ Collagen ควรเทียบกับ
- Collagen เท่านั้น
- อาหารเสริมความงาม
- อาหารเสริมทั้งหมด
คำตอบแต่ละแบบให้ SOV ต่างกัน
Category ควรสะท้อนตลาดที่แบรนด์แข่งขันเพื่อเงินและความสนใจของลูกค้าจริง
2. กำหนด Geography
ต้องรู้ว่าเป็น
- ประเทศไทย
- กรุงเทพฯ
- ตลาดต่างประเทศ
- เฉพาะพื้นที่ขายจริง
3. กำหนด Channel Scope
จะวัด
- TV SOV
- Digital SOV
- Paid Social SOV
- Total Cross-Media SOV
แต่ละ Metric ตอบคนละคำถาม
4. กำหนด Time Window
ควรใช้
- Weekly
- Monthly
- Quarterly
- Rolling 12 Months
ตามธรรมชาติของ Category
แบรนด์ Seasonal อาจมี SOV เปลี่ยนมากในแต่ละเดือน
จึงไม่ควรใช้เดือนเดียวแทนภาพทั้งปี
5. ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
ห้ามใช้ Brand Spend จากระบบบัญชีภายในที่รวมทุกค่าใช้จ่าย
แต่ใช้ Competitor Spend จาก Media Monitoring ที่ประเมินเฉพาะบางช่องทาง
แล้วนำมาหารกันโดยไม่ปรับ Scope
Data Source ต้องเปรียบเทียบกันได้
9. ใช้ ESOV วาง Media Budget อย่างไร
ESOV ไม่ควรเป็น Budget Method เพียงอย่างเดียว
แต่สามารถเพิ่ม Competitive Layer เข้าไปในการวางแผนได้
ลองเริ่มจาก 5 คำถาม
1. Market Share ปัจจุบันเท่าไร
2. SOV ปัจจุบันเท่าไร
3. ESOV เป็นบวกหรือลบ
4. ปีนี้ต้องการ Maintain หรือ Grow
5. Category Spend กำลังเพิ่มหรือลด
สมมุติ
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- Category Media Spend = 100 ล้านบาท
- Current Brand Spend = 5 ล้านบาท
ดังนั้น
Current SOV = 5 เปอร์เซ็นต์
และ
Current ESOV = -5 จุดเปอร์เซ็นต์
ถ้าแบรนด์ตั้งเป้า SOV 15 เปอร์เซ็นต์
Required Brand Spend = 100 ล้านบาท x 15 เปอร์เซ็นต์ = 15 ล้านบาท
แต่จุดนี้ยังมีปัญหา
เพราะเมื่อเราเพิ่มงบ Category Spend รวมก็เพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าเดิมเราใช้ 5 ล้านบาทจากตลาดรวม 100 ล้านบาท แล้วเพิ่ม Spend อีก 10 ล้านบาท
ตลาดรวมใหม่อาจกลายเป็น 110 ล้านบาท
SOV ใหม่จึงเป็น
15 / 110 x 100 = 13.6 เปอร์เซ็นต์
ไม่ใช่ 15 เปอร์เซ็นต์
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Media Planning จริงต้องทำ Scenario แบบ Dynamic
ไม่ใช่คูณ Target Share กับ Category Spend เดิมอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังต้องเผื่อว่าคู่แข่งอาจตอบโต้ด้วยการเพิ่มงบเช่นกัน
10. Metrics ที่ควรวิเคราะห์ร่วมกับ Excess Share of Voice
Share of Voice
SOV = Brand Media Spend / Category Media Spend x 100
บอกขนาดเสียงเชิงการลงทุนของแบรนด์ในตลาด
Market Share
Market Share = Brand Sales / Category Sales x 100
บอกขนาดธุรกิจในตลาด
Excess Share of Voice
ESOV = SOV - Market Share
บอกว่าน้ำหนักเสียงสูงหรือต่ำกว่าขนาดปัจจุบันกี่จุดเปอร์เซ็นต์
Market Share Change
ใช้ดูว่าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มหรือลดในช่วงเวลาที่ติดตาม
Market Share Change = Current Market Share - Previous Market Share
Share of Search
ใช้เป็นอีกมุมในการดูสัดส่วนความสนใจด้าน Search ของแบรนด์เทียบกับคู่แข่ง
Share of Search ไม่ใช่ Share of Voice และไม่ควรถูกใช้แทนกัน
แต่สามารถช่วยดูว่า Media Investment สัมพันธ์กับความสนใจต่อแบรนด์อย่างไร
Reach และ Attention
Spend Share เท่ากันไม่ได้แปลว่าคนเห็นและสนใจเท่ากัน
ควรวิเคราะห์
- Unique Reach
- Frequency
- Viewability
- Attention Metrics ตามความพร้อม
ESOV Efficiency
สามารถสร้าง Metric เชิงวิเคราะห์ง่าย ๆ เพื่อดูความสัมพันธ์ย้อนหลังได้
ESOV Efficiency = Market Share Change / Average ESOV
สูตรนี้เป็นสูตรวิเคราะห์ต่อยอดและต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
ไม่ควรสรุปเหตุและผลจากข้อมูลสองตัวอย่างเดียว
ตัวอย่าง
- Average ESOV = +10 จุด
- Market Share เพิ่ม = +0.8 จุด
ESOV Efficiency = 0.08 จุด Market Share ต่อ 1 จุด ESOV
ควรใช้เพื่อเปรียบเทียบ Trend ของแบรนด์ตัวเอง
มากกว่านำไปเป็น Benchmark ตายตัวระหว่าง Category
11. Framework VOICE สำหรับวิเคราะห์ ESOV ก่อนเพิ่มงบ
ก่อนสรุปว่าแบรนด์ต้องใช้เงินมากขึ้น ลองใช้ Framework VOICE
1. V - Verify the Market
กำหนด
- Category
- Geography
- Channels
- Competitors
ให้ชัด
2. O - Observe Share of Voice
วัด Share of Media Spend ด้วยข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้
3. I - Identify Market Share
ใช้ Market Share จากตลาดและช่วงเวลาเดียวกัน
4. C - Compare the Gap
คำนวณ ESOV และดูว่าเป็น
- Positive
- Zero
- Negative
5. E - Evaluate Effectiveness
ตรวจ
- Creative
- Reach
- Distribution
- Margin
- Market Share Trend
ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
ตัวอย่างการใช้ VOICE
แบรนด์พบว่า ESOV อยู่ที่ -8 จุด
อย่ารีบเพิ่ม Budget 8 จุดทันที
ให้ตรวจ
1. Category Definition ถูกหรือไม่
2. คู่แข่งหลักคือใคร
3. แบรนด์กำลังเสีย Market Share จริงหรือไม่
4. Creative ปัจจุบันสร้างผลหรือไม่
5. Distribution พร้อมรับ Demand เพิ่มหรือไม่
6. Margin รองรับ Investment หรือไม่
จากนั้นจึงสร้าง Growth Scenario ว่าถ้าต้องการเพิ่ม SOV ควรใช้ Channel Mix และ Creative แบบใด
12. Masterclass: 3 มุมใช้ ESOV ให้ลึกกว่าการบอกว่าแบรนด์ต้องใช้เงินเยอะขึ้น
Masterclass 1: ดู Competitor Silence เป็นโอกาส ไม่ใช่ดูแค่ Budget ตัวเอง
แนวคิด:
SOV เป็น Relative Metric
ดังนั้นแบรนด์สามารถเพิ่ม Share of Voice ได้ทั้งจาก
- การเพิ่ม Spend ของตัวเอง
- การที่คู่แข่งลด Spend
วิธีนำไปปรับใช้:
ติดตาม Category Spend และ Competitor Activity อย่างต่อเนื่อง
หากคู่แข่งรายใหญ่ลดการสื่อสาร อาจเกิด Window ที่แบรนด์ซื้อ SOV เพิ่มได้ในต้นทุนต่ำกว่าช่วงแข่งขันสูง
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์ใช้เงินเท่าเดิม 10 ล้านบาท
แต่ Category Spend ลดจาก 100 ล้านบาทเหลือ 70 ล้านบาท
SOV จะเพิ่มจาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 14.3 เปอร์เซ็นต์
โดยไม่ต้องเพิ่ม Budget ของตัวเอง
Masterclass 2: อย่าซื้อ ESOV ด้วย Media ที่คนไม่สนใจ
แนวคิด:
Share of Spend สูงไม่ได้แปลว่า Share of Attention สูง
การย้ายเงินไป Channel ราคาถูกอาจเพิ่มจำนวน Impression แต่ลดคุณภาพของการมองเห็นและการจดจำ
วิธีนำไปปรับใช้:
วิเคราะห์ ESOV ร่วมกับ
- Reach
- Attention
- Creative Quality
- Brand Lift
- Share of Search
ตามความพร้อมของข้อมูล
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์เพิ่ม SOV จาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็น 18 เปอร์เซ็นต์
แต่ย้ายงบทั้งหมดไป Inventory ที่ราคาถูกและ Creative ไม่สร้างความจำ
Market Share อาจไม่ตอบสนองตามที่คาด แม้สูตร ESOV ดูดีขึ้น
Masterclass 3: แยก Budget เพื่อรักษาฐานออกจาก Budget เพื่อโต
แนวคิด:
แบรนด์ไม่ควรพูดว่าต้องการ Grow แต่ตั้ง Budget เพียงจากยอดปีที่แล้ว
เพราะ Growth Objective ต้องมี Competitive Investment Logic รองรับ
วิธีนำไปปรับใช้:
สร้างอย่างน้อย 3 Scenario
- Defend Share
- Moderate Growth
- Aggressive Growth
โดยคำนวณ SOV และ ESOV ที่คาดว่าจะเกิดภายใต้แต่ละงบ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์ Market Share 8 เปอร์เซ็นต์ อาจสร้างแผน Maintain ที่ SOV ใกล้ระดับปัจจุบัน
และแผน Growth ที่เพิ่ม Positive ESOV
แต่ต้องตรวจด้วยว่าระบบโฆษณาและ Creative พร้อม Scale หรือไม่
13. Danger Zone: 5 จุดพลาดที่ทำให้ ESOV กลายเป็นสูตรเผางบ
ข้อผิดพลาดที่ 1: คิดว่า Positive ESOV การันตี Market Share Growth
ESOV สะท้อน Relative Media Investment
แต่ไม่ได้วัด
- Creative
- Product
- Distribution
ผลเสีย:
แบรนด์อาจเพิ่มงบทั้งที่ระบบธุรกิจไม่พร้อม
แนวทาง:
ใช้ ESOV ร่วมกับ Effectiveness และ Business Metrics
ข้อผิดพลาดที่ 2: วัด SOV จาก Scope คนละชุด
ตัวตั้งรวมทุก Media แต่ตัวหารรวมเฉพาะ Digital
ผลเสีย:
SOV และ ESOV ผิดตั้งแต่ฐานข้อมูล
แนวทาง:
ใช้
- Category
- Channel
- Geography
- Time Period
เดียวกัน
ข้อผิดพลาดที่ 3: สับสน Advertising SOV กับ Social Share of Voice
จำนวน Mention หรือ Engagement ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Media Spend Share
ผลเสีย:
ทีมเอา Metric คนละความหมายมาใส่ในสูตร ESOV
แนวทาง:
กำหนด Data Dictionary ให้ชัดก่อนคำนวณ
ข้อผิดพลาดที่ 4: Copy Benchmark 10 ต่อ 0.5 มา Forecast แบบตายตัว
ผลตอบสนองแตกต่างตาม
- ขนาดแบรนด์
- Category
- คุณภาพ Campaign
ผลเสีย:
แผนยอดขายดูแม่นเกินความจริง
แนวทาง:
ใช้ Benchmark เป็น Reference และสร้าง Model จากข้อมูลแบรนด์ตัวเอง
ข้อผิดพลาดที่ 5: เพิ่ม Budget โดยไม่แก้ Creative
การเพิ่ม SOV ด้วยข้อความที่คนไม่สนใจ คือการซื้อการมองเห็นเพิ่มให้กับสิ่งที่ไม่มีพลัง
ผลเสีย:
Cost เพิ่ม แต่ Mental Availability และ Market Share ไม่ตอบสนอง
แนวทาง:
พัฒนา Media และ Creative ไปพร้อมกัน
14. Checklist ก่อนตั้งงบจาก Share of Voice และ ESOV
- กำหนด Product Category ชัดเจนแล้วหรือยัง
- กำหนด Geography ที่กำลังแข่งขันแล้วหรือยัง
- ระบุคู่แข่งที่อยู่ใน Category Spend ครบแล้วหรือยัง
- Brand Spend และ Competitor Spend ใช้ Channel Scope เดียวกันหรือไม่
- ใช้ Time Period เดียวกันหรือไม่
- คำนวณ Share of Voice ปัจจุบันแล้วหรือยัง
- มี Market Share จากตลาดเดียวกันแล้วหรือยัง
- คำนวณ ESOV เป็นจุดเปอร์เซ็นต์ถูกต้องแล้วหรือยัง
- รู้หรือยังว่าเป้าหมายคือ Maintain หรือ Grow
- ตรวจ Creative Quality และ Reach ก่อนเพิ่ม Spend แล้วหรือยัง
- ดู Distribution, Pricing และ Product Competitiveness แล้วหรือยัง
- สร้างหลาย Budget Scenario แทนการใช้ Benchmark เดียวแล้วหรือยัง
15. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Excess Share of Voice
1. Excess Share of Voice คืออะไร
Excess Share of Voice หรือ ESOV คือส่วนต่างระหว่าง Share of Voice กับ Market Share
ใช้ดูว่าแบรนด์มีน้ำหนัก Media Investment สูงหรือต่ำกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน
2. สูตร ESOV คำนวณอย่างไร
สูตรคือ
ESOV = Share of Voice - Market Share
เช่น
- SOV 15 เปอร์เซ็นต์
- Market Share 10 เปอร์เซ็นต์
จะได้ ESOV เท่ากับ +5 จุดเปอร์เซ็นต์
3. Positive ESOV แปลว่า Market Share จะโตแน่นอนหรือไม่
ไม่แน่นอน
ESOV สะท้อนระดับการลงทุนเทียบกับขนาดแบรนด์
แต่ผลจริงยังขึ้นอยู่กับ
- Creative
- Channel Mix
- Distribution
- Product
- Price
- สภาพการแข่งขัน
4. Share of Voice ต้องวัดจาก Media Spend เท่านั้นหรือไม่
คำว่า Share of Voice ถูกใช้หลายความหมาย
แต่สำหรับสูตร ESOV แบบดั้งเดิมควรกำหนดนิยามให้ชัด และใช้ข้อมูลบนฐานเดียวกัน
บทความนี้ใช้สัดส่วน Media Spend ของแบรนด์เทียบกับ Category Media Spend
5. ธุรกิจเล็กใช้ ESOV ได้หรือไม่
ได้
หากมีข้อมูล Category Spend และ Market Share ที่พอใช้ได้
แต่ธุรกิจขนาดเล็กควรระวังการพยายามชนะตลาดใหญ่ด้วย Spend อย่างเดียว
และต้องให้ความสำคัญกับ
- Creative Effectiveness
- Category Focus
- ช่องทางที่สามารถแข่งขันได้จริง
16. สรุป: แบรนด์ที่อยากโตต้องดูว่าเสียงของตัวเองดังแค่ไหนเมื่อเทียบกับขนาดและคู่แข่ง
Excess Share of Voice ช่วยยกระดับการตั้งงบจากการดูเพียงเงินที่บริษัทมี
ไปสู่การดูว่า Share of Media Spend ของแบรนด์สูงหรือต่ำกว่า Market Share มากแค่ไหน
ถ้า SOV สูงกว่า Market Share จะเกิด Positive ESOV
ถ้าต่ำกว่าจะเกิด Negative ESOV
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณด้าน Relative Investment
ไม่ใช่คำทำนายว่า Market Share จะขึ้นหรือลงแน่นอน
แบรนด์ที่มี ESOV บวก แต่
- Creative อ่อน
- Distribution ไม่พร้อม
- สินค้าไม่มีความแตกต่าง
สามารถใช้เงินจำนวนมากโดยไม่สร้างการเติบโตตามที่หวังได้
ขณะเดียวกันแบรนด์ที่ใช้เงินอย่างมีคุณภาพ และเลือกจังหวะที่คู่แข่งลดเสียง อาจสร้างความได้เปรียบจาก Budget ที่ไม่ได้ใหญ่ที่สุดก็ได้
ดังนั้นคำถามก่อนตั้งงบไม่ควรมีแค่
"ปีนี้เรามีเงินเท่าไร"
แต่ควรถามเพิ่มว่า
- เรามี Market Share เท่าไร
- เสียงของเราอยู่ตรงไหน
- คู่แข่งกำลังทำอะไร
- เป้าหมายคือรักษาขนาดเดิมหรือเติบโตเหนือระดับปัจจุบัน
อย่าตั้งงบจากคำถามว่าเดือนนี้มีเงินเท่าไรอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าเสียงของแบรนด์กำลังดังหรือเบากว่าขนาดตัวเอง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ Excess Share of Voice, Share of Voice, Market Share, Media Budget และกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์ให้เชื่อมกับการแข่งขันจริงในตลาด ขอแนะนำ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจวิธีวิเคราะห์ Market Share, Share of Voice, ESOV, Competitor Activity, Media Budget และคุณภาพของการสื่อสาร เพื่อช่วยวางแผนว่าแบรนด์ควรรักษาระดับ เพิ่มงบ หรือเลือกจังหวะเติบโตอย่างไร สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางกลยุทธ์ Media Budget, วิเคราะห์คู่แข่ง, Share of Voice, Channel Mix หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Excess Share of Voice และการวางงบการตลาดเพื่อการเติบโตของแบรนด์ โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
Excess Share of Voice หรือ ESOV เป็นแนวคิดที่ช่วยเปลี่ยนวิธีตั้งงบการตลาดจากคำถามว่า
"เดือนนี้มีเงินให้ใช้เท่าไร"
ไปสู่คำถามเชิงการแข่งขันว่า
"เมื่อเทียบกับขนาดของแบรนด์และเสียงของคู่แข่ง เรากำลังสื่อสารหนักพอที่จะรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งตลาดหรือไม่"
หลายธุรกิจตั้ง Budget จากยอดขายของตัวเองเพียงด้านเดียว
เช่น
- เดือนนี้มีเงิน 1 ล้านบาท จึงแบ่ง 10 เปอร์เซ็นต์มาทำ Marketing
- ปีนี้ต้องลดต้นทุน จึงลดงบโฆษณาลง 20 เปอร์เซ็นต์
แต่ตลาดไม่ได้หยุดนิ่งตาม Budget ของเรา
ขณะที่เราลด Spend คู่แข่งอาจเพิ่ม Spend
ขณะที่เราสื่อสารเท่าเดิม ผู้เล่นรายใหม่อาจเข้ามา
และขณะที่เรามองว่า Campaign ยังสร้างยอดขายได้ดี สัดส่วนเสียงของแบรนด์ในตลาดอาจกำลังลดลง
นี่คือเหตุผลที่ Share of Voice มีประโยชน์
เพราะมันไม่ได้ถามเพียงว่าเราใช้เงินเท่าไร
แต่ถามว่า
"เงินของเรามีขนาดเท่าไรเมื่อเทียบกับเงินสื่อทั้งหมดในสนามแข่งขันเดียวกัน"
จากนั้น ESOV นำ Share of Voice ไปเทียบกับ Market Share
ถ้าแบรนด์มีเสียงสูงกว่าส่วนแบ่งตลาด จะเกิด Positive ESOV
ถ้าเสียงต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาด จะเกิด Negative ESOV
แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า Positive ESOV ไม่ใช่ปุ่มการันตีว่า Market Share จะโต
เพราะการใช้เงินมากขึ้นยังสามารถล้มเหลวได้จาก
- Creative ที่อ่อน
- ช่องทางไม่เหมาะ
- Targeting ผิด
- Distribution ไม่พร้อม
- สินค้าไม่มีความสามารถแข่งขัน
Key Message ของบทความนี้คือ แบรนด์ที่อยากโตไม่ควรดูเพียงว่าใช้เงินโฆษณาเท่าไร แต่ต้องดูว่าน้ำหนักการสื่อสารของตัวเองสูงหรือต่ำกว่าส่วนแบ่งตลาด และกำลังแข่งขันกับเสียงของคู่แข่งในระดับไหน
สารบัญบทความ
1. Excess Share of Voice คืออะไร
2. Share of Voice คืออะไร
3. สูตร ESOV คำนวณอย่างไร
4. Positive และ Negative ESOV ต่างกันอย่างไร
5. ทำไมแบรนด์ที่อยากโตต้องดูเสียงเทียบขนาดตัวเอง
6. ตัวอย่าง Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ SOV 15 เปอร์เซ็นต์
7. ทำไม ESOV บวกไม่ได้การันตีการเติบโต
8. วิธีวัด Share of Voice ให้ไม่หลงตัวเลข
9. ใช้ ESOV วาง Media Budget อย่างไร
10. Metrics ที่ควรวิเคราะห์ร่วมกับ ESOV
11. Framework VOICE สำหรับวิเคราะห์ ESOV
12. Masterclass 3 มุมใช้ ESOV
13. Danger Zone จุดพลาดในการใช้ ESOV
14. Checklist ก่อนตั้งงบจาก Share of Voice
15. คำถามที่พบบ่อย
16. สรุป Excess Share of Voice
1. Excess Share of Voice คืออะไร
Excess Share of Voice หรือ ESOV คือส่วนต่างระหว่าง Share of Voice ของแบรนด์กับ Market Share ของแบรนด์
สูตรพื้นฐานคือ
ESOV = Share of Voice - Market Share
ตัวอย่าง
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- Share of Voice = 15 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้น
ESOV = 15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์นี้มี Positive ESOV เพราะสัดส่วนเสียงด้านการโฆษณาสูงกว่าส่วนแบ่งตลาดของตัวเอง 5 จุดเปอร์เซ็นต์
แนวคิดเบื้องหลังคือ ถ้าแบรนด์ต้องการเติบโต การรักษาระดับการสื่อสารไว้เท่ากับขนาดปัจจุบันอาจไม่เพียงพอเสมอไป
เพราะการแย่ง Market Share ต้องแข่งขันเพื่อสร้าง
- Mental Availability
- Reach
- ความโดดเด่นเหนือระดับที่แบรนด์มีอยู่เดิม
สิ่งสำคัญคือ ESOV เป็น Relative Metric
การใช้เงิน 10 ล้านบาทอาจสูงมากสำหรับตลาดหนึ่ง
แต่เล็กมากสำหรับอีกตลาด
ดังนั้นคำถามไม่ใช่
"เราใช้เงินเยอะหรือยัง"
แต่คือ
"เงินของเรามีน้ำหนักกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินของทุกแบรนด์ที่กำลังแข่งขันใน Category เดียวกัน"
2. Share of Voice คืออะไร และบทความนี้ใช้ความหมายแบบไหน
คำว่า Share of Voice หรือ SOV ถูกใช้หลายความหมายในโลก Marketing
บางทีมใช้วัด
- สัดส่วน Media Spend
- สัดส่วน Advertising Impressions
- สัดส่วน Mentions บน Social Media
- สัดส่วนพื้นที่สื่อ
- สัดส่วนการมองเห็นใน Search
เพื่อไม่ให้สับสน บทความนี้ใช้ Share of Voice ในความหมายหลักของ
"สัดส่วน Media Spend ของแบรนด์เทียบกับค่าใช้จ่ายสื่อรวมของ Category ภายใต้ขอบเขตตลาด ช่องทาง และช่วงเวลาเดียวกัน"
สูตรคือ
Share of Voice = Brand Media Spend / Total Category Media Spend x 100
ตัวอย่าง
- ค่าโฆษณาของแบรนด์ = 10 ล้านบาท
- ค่าโฆษณารวมของ Category = 100 ล้านบาท
ดังนั้น
Share of Voice = 10 / 100 x 100 = 10 เปอร์เซ็นต์
จุดสำคัญคือขอบเขตต้องตรงกัน
ถ้า Brand Spend รวม
- TV
- Digital
- Outdoor
แต่ Category Spend รวมเฉพาะ TV
ตัวหารกับตัวตั้งจะไม่อยู่บนฐานเดียวกัน
เช่นเดียวกัน ถ้า Spend ของแบรนด์ใช้ข้อมูลประเทศไทย แต่ Competitor Spend ใช้ข้อมูลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
SOV ที่ได้จะไม่มีความหมายสำหรับการตัดสินใจตลาดไทย
3. สูตร Excess Share of Voice คำนวณอย่างไร
การคำนวณต้องมีอย่างน้อย 3 ขั้น
ขั้นที่ 1: คำนวณ Share of Voice
SOV = Brand Media Spend / Category Media Spend x 100
ตัวอย่าง
- Brand Media Spend = 15 ล้านบาท
- Category Media Spend = 100 ล้านบาท
SOV = 15 เปอร์เซ็นต์
ขั้นที่ 2: คำนวณ Market Share
รูปแบบพื้นฐานคือ
Market Share = Brand Sales / Total Category Sales x 100
ตัวอย่าง
- Brand Sales = 100 ล้านบาท
- Category Sales = 1,000 ล้านบาท
Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
ขั้นที่ 3: คำนวณ ESOV
ESOV = SOV - Market Share
ดังนั้น
15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
การใช้คำว่า "จุดเปอร์เซ็นต์" จะชัดกว่าการพูดว่าโต 5 เปอร์เซ็นต์
เพราะ
- Market Share 10 เปอร์เซ็นต์
- SOV 15 เปอร์เซ็นต์
ต่างกัน 5 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่ SOV 15 เปอร์เซ็นต์มีขนาดสูงกว่า Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในเชิง Relative Change
สองวิธีพูดนี้มีความหมายต่างกัน
จึงควรใช้หน่วยให้ถูกเมื่อต้องรายงานผู้บริหาร
4. Positive ESOV, Zero ESOV และ Negative ESOV ต่างกันอย่างไร
Positive ESOV
เกิดเมื่อ
SOV มากกว่า Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 20 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 12 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = +8 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์กำลังมีน้ำหนัก Media Spend สูงกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน
ในเชิงกลยุทธ์ นี่อาจสะท้อนว่าแบรนด์
- ต้องการเร่งการเติบโต
- กำลัง Launch ตลาดใหม่
- ต้องการแย่ง Mental Availability
- กำลังใช้จังหวะที่คู่แข่งลด Spend
แต่ต้องตรวจด้วยว่า Creative และ Distribution พร้อมรับ Investment หรือไม่
Zero ESOV
เกิดเมื่อ
SOV ใกล้เคียง Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 10 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = 0
แบรนด์มีน้ำหนักเสียงใกล้เคียงกับขนาดปัจจุบัน
แต่ไม่ควรตีความว่า Market Share จะคงที่แน่นอน
เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น
- Product Innovation
- Pricing
- Distribution
- Customer Experience
- Creative Effectiveness
- คู่แข่งรายใหม่
Negative ESOV
เกิดเมื่อ
SOV ต่ำกว่า Market Share
ตัวอย่าง
- SOV = 5 เปอร์เซ็นต์
- Market Share = 12 เปอร์เซ็นต์
- ESOV = -7 จุดเปอร์เซ็นต์
แบรนด์กำลังมีน้ำหนักเสียงต่ำกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาด
ไม่ได้แปลว่า Market Share จะตกทันทีในเดือนถัดไป
เพราะแบรนด์ใหญ่บางรายมี
- Customer Base แข็งแรง
- Distribution สูง
- Brand Memory จากอดีต
- Repeat Purchase สูง
แต่ถ้า Negative ESOV เกิดต่อเนื่อง ขณะที่คู่แข่งลงทุนสร้าง Mental Availability และเพิ่มแรงกดดันในตลาด
ความเสี่ยงต่อการรักษาการเติบโตระยะยาวอาจเพิ่มขึ้น
5. ทำไมแบรนด์ที่อยากโตต้องดูเสียงเทียบกับขนาดตัวเอง
ลองนึกภาพตลาดที่มีสามแบรนด์
- แบรนด์ A Market Share 50 เปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ B Market Share 30 เปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ C Market Share 20 เปอร์เซ็นต์
ถ้าทุกแบรนด์ใช้เงินโฆษณาเท่ากันคนละ 10 ล้านบาท
แต่ละแบรนด์จะมี SOV ประมาณ 33.3 เปอร์เซ็นต์
ผลคือ
- แบรนด์ A: ESOV ประมาณ -16.7 จุดเปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ B: ESOV ประมาณ +3.3 จุดเปอร์เซ็นต์
- แบรนด์ C: ESOV ประมาณ +13.3 จุดเปอร์เซ็นต์
แม้ทุกบริษัทใช้เงินเท่ากัน แต่ Strategic Meaning ต่างกันมาก
สำหรับแบรนด์ใหญ่ 10 ล้านบาทอาจเบากว่าขนาดธุรกิจ
สำหรับแบรนด์เล็ก เงินเท่ากันอาจทำให้มีเสียงเกินตัวอย่างมาก
นี่คือเหตุผลที่การตั้งงบจาก
- เปอร์เซ็นต์ของ Revenue ตัวเอง
- งบปีที่แล้วบวก 10 เปอร์เซ็นต์
- เงินสดที่เหลืออยู่
อาจยังไม่เพียงพอสำหรับ Growth Planning
เพราะไม่มีข้อมูลว่า
- คู่แข่งกำลังใช้เงินเท่าไร
- เสียงของเราในตลาดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์
- Market Share ของเราอยู่ตรงไหน
- เราต้องการ Maintain หรือ Grow
6. ตัวอย่าง: Market Share 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ Share of Voice 15 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไร
สมมุติตลาดหนึ่งมีมูลค่า 1,000 ล้านบาทต่อปี
แบรนด์ของเรามียอดขาย
100 ล้านบาท
ดังนั้น
Market Share = 100 / 1,000 x 100 = 10 เปอร์เซ็นต์
ตลาดนี้มีค่าใช้จ่าย Media รวม
200 ล้านบาท
แบรนด์ของเราใช้
30 ล้านบาท
ดังนั้น
SOV = 30 / 200 x 100 = 15 เปอร์เซ็นต์
และ
ESOV = 15 เปอร์เซ็นต์ - 10 เปอร์เซ็นต์ = +5 จุดเปอร์เซ็นต์
สิ่งที่เราพูดได้คือ
"แบรนด์กำลังมี Share of Media Spend สูงกว่าส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน 5 จุดเปอร์เซ็นต์"
สิ่งที่เรายังพูดไม่ได้คือ
- Market Share จะเพิ่มแน่นอน 5 เปอร์เซ็นต์
- ยอดขายจะเพิ่มในเดือนหน้า
- ทุก Channel ที่ใช้เงินทำงานดี
- Creative มีประสิทธิภาพ
- กำไรจะเพิ่ม
เพราะ ESOV เป็น Indicator ของ Relative Investment
ไม่ใช่ Revenue Forecast แบบตรง ๆ
สิ่งที่ควรตรวจต่อคือ
- Market Share Trend
- Penetration
- Brand Awareness
- Mental Availability
- Share of Search
- Distribution
- Pricing
- Profitability
ถ้า ESOV บวกต่อเนื่อง แต่ Market Share ไม่ขยับเลย
สิ่งที่ควรถามไม่ใช่แค่
"เพิ่มงบอีกไหม"
แต่ต้องถามว่า
- Creative อ่อนเกินไปหรือไม่
- Media Mix ไม่เหมาะหรือไม่
- ลูกค้าหาซื้อสินค้าไม่ได้หรือไม่
- ราคาแข่งขันไม่ได้หรือไม่
- Product Proposition มีปัญหาหรือไม่
7. ทำไม Positive ESOV ไม่ได้การันตีว่า Market Share จะโต
หนึ่งในความเสี่ยงของ Marketing Framework คือเมื่อสูตรที่มีประโยชน์ถูกเปลี่ยนเป็นกฎตายตัว
ตัวอย่าง Benchmark ที่มักถูกพูดถึงคือ
"ESOV 10 จุด อาจสัมพันธ์กับ Market Share Growth ประมาณ 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยเฉลี่ย"
แต่ผลลัพธ์จริงมีความแตกต่างมากระหว่าง Category และ Brand
ปัจจัยที่ทำให้ผลจาก ESOV ต่างกัน ได้แก่
- ขนาดแบรนด์
- ตำแหน่งผู้นำหรือ Challenger
- ความใหม่ของสินค้า
- คุณภาพ Campaign
- Category Dynamics
นอกจากนี้ โลก Media เปลี่ยนไปมาก
เงิน 1 ล้านบาทใน
- TV
- Search
- Social Video
- Influencer
- Out-of-Home
ไม่ได้สร้าง
- Reach
- Attention
- Memory Effect
เท่ากัน
ดังนั้น Brand A กับ Brand B สามารถมี SOV เท่ากันด้าน Spend แต่สร้างผลต่อผู้บริโภคต่างกันมาก
การวิเคราะห์ ESOV ที่ดีจึงต้องถามต่อว่า
- เสียงมีคุณภาพหรือไม่
- คนเห็นจริงหรือไม่
- คนจำได้หรือไม่
- Creative สร้าง Distinctive Memory หรือไม่
- Channel สร้าง Reach ในกลุ่มซื้อจริงหรือไม่
สรุปคือ ESOV บอกว่าคุณมีน้ำหนักเงินมากกว่าหรือน้อยกว่าขนาดแบรนด์
แต่ไม่ได้บอกว่าเงินนั้นถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน
8. วิธีวัด Share of Voice ให้ไม่หลงตัวเลข
ความยากของ SOV ไม่ได้อยู่ที่สูตร
แต่อยู่ที่การกำหนดสนามแข่งขัน
1. กำหนด Category
แบรนด์ Collagen ควรเทียบกับ
- Collagen เท่านั้น
- อาหารเสริมความงาม
- อาหารเสริมทั้งหมด
คำตอบแต่ละแบบให้ SOV ต่างกัน
Category ควรสะท้อนตลาดที่แบรนด์แข่งขันเพื่อเงินและความสนใจของลูกค้าจริง
2. กำหนด Geography
ต้องรู้ว่าเป็น
- ประเทศไทย
- กรุงเทพฯ
- ตลาดต่างประเทศ
- เฉพาะพื้นที่ขายจริง
3. กำหนด Channel Scope
จะวัด
- TV SOV
- Digital SOV
- Paid Social SOV
- Total Cross-Media SOV
แต่ละ Metric ตอบคนละคำถาม
4. กำหนด Time Window
ควรใช้
- Weekly
- Monthly
- Quarterly
- Rolling 12 Months
ตามธรรมชาติของ Category
แบรนด์ Seasonal อาจมี SOV เปลี่ยนมากในแต่ละเดือน
จึงไม่ควรใช้เดือนเดียวแทนภาพทั้งปี
5. ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน
ห้ามใช้ Brand Spend จากระบบบัญชีภายในที่รวมทุกค่าใช้จ่าย
แต่ใช้ Competitor Spend จาก Media Monitoring ที่ประเมินเฉพาะบางช่องทาง
แล้วนำมาหารกันโดยไม่ปรับ Scope
Data Source ต้องเปรียบเทียบกันได้
9. ใช้ ESOV วาง Media Budget อย่างไร
ESOV ไม่ควรเป็น Budget Method เพียงอย่างเดียว
แต่สามารถเพิ่ม Competitive Layer เข้าไปในการวางแผนได้
ลองเริ่มจาก 5 คำถาม
1. Market Share ปัจจุบันเท่าไร
2. SOV ปัจจุบันเท่าไร
3. ESOV เป็นบวกหรือลบ
4. ปีนี้ต้องการ Maintain หรือ Grow
5. Category Spend กำลังเพิ่มหรือลด
สมมุติ
- Market Share = 10 เปอร์เซ็นต์
- Category Media Spend = 100 ล้านบาท
- Current Brand Spend = 5 ล้านบาท
ดังนั้น
Current SOV = 5 เปอร์เซ็นต์
และ
Current ESOV = -5 จุดเปอร์เซ็นต์
ถ้าแบรนด์ตั้งเป้า SOV 15 เปอร์เซ็นต์
Required Brand Spend = 100 ล้านบาท x 15 เปอร์เซ็นต์ = 15 ล้านบาท
แต่จุดนี้ยังมีปัญหา
เพราะเมื่อเราเพิ่มงบ Category Spend รวมก็เพิ่มขึ้นด้วย
ถ้าเดิมเราใช้ 5 ล้านบาทจากตลาดรวม 100 ล้านบาท แล้วเพิ่ม Spend อีก 10 ล้านบาท
ตลาดรวมใหม่อาจกลายเป็น 110 ล้านบาท
SOV ใหม่จึงเป็น
15 / 110 x 100 = 13.6 เปอร์เซ็นต์
ไม่ใช่ 15 เปอร์เซ็นต์
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Media Planning จริงต้องทำ Scenario แบบ Dynamic
ไม่ใช่คูณ Target Share กับ Category Spend เดิมอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังต้องเผื่อว่าคู่แข่งอาจตอบโต้ด้วยการเพิ่มงบเช่นกัน
10. Metrics ที่ควรวิเคราะห์ร่วมกับ Excess Share of Voice
Share of Voice
SOV = Brand Media Spend / Category Media Spend x 100
บอกขนาดเสียงเชิงการลงทุนของแบรนด์ในตลาด
Market Share
Market Share = Brand Sales / Category Sales x 100
บอกขนาดธุรกิจในตลาด
Excess Share of Voice
ESOV = SOV - Market Share
บอกว่าน้ำหนักเสียงสูงหรือต่ำกว่าขนาดปัจจุบันกี่จุดเปอร์เซ็นต์
Market Share Change
ใช้ดูว่าส่วนแบ่งตลาดเพิ่มหรือลดในช่วงเวลาที่ติดตาม
Market Share Change = Current Market Share - Previous Market Share
Share of Search
ใช้เป็นอีกมุมในการดูสัดส่วนความสนใจด้าน Search ของแบรนด์เทียบกับคู่แข่ง
Share of Search ไม่ใช่ Share of Voice และไม่ควรถูกใช้แทนกัน
แต่สามารถช่วยดูว่า Media Investment สัมพันธ์กับความสนใจต่อแบรนด์อย่างไร
Reach และ Attention
Spend Share เท่ากันไม่ได้แปลว่าคนเห็นและสนใจเท่ากัน
ควรวิเคราะห์
- Unique Reach
- Frequency
- Viewability
- Attention Metrics ตามความพร้อม
ESOV Efficiency
สามารถสร้าง Metric เชิงวิเคราะห์ง่าย ๆ เพื่อดูความสัมพันธ์ย้อนหลังได้
ESOV Efficiency = Market Share Change / Average ESOV
สูตรนี้เป็นสูตรวิเคราะห์ต่อยอดและต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
ไม่ควรสรุปเหตุและผลจากข้อมูลสองตัวอย่างเดียว
ตัวอย่าง
- Average ESOV = +10 จุด
- Market Share เพิ่ม = +0.8 จุด
ESOV Efficiency = 0.08 จุด Market Share ต่อ 1 จุด ESOV
ควรใช้เพื่อเปรียบเทียบ Trend ของแบรนด์ตัวเอง
มากกว่านำไปเป็น Benchmark ตายตัวระหว่าง Category
11. Framework VOICE สำหรับวิเคราะห์ ESOV ก่อนเพิ่มงบ
ก่อนสรุปว่าแบรนด์ต้องใช้เงินมากขึ้น ลองใช้ Framework VOICE
1. V - Verify the Market
กำหนด
- Category
- Geography
- Channels
- Competitors
ให้ชัด
2. O - Observe Share of Voice
วัด Share of Media Spend ด้วยข้อมูลที่เปรียบเทียบกันได้
3. I - Identify Market Share
ใช้ Market Share จากตลาดและช่วงเวลาเดียวกัน
4. C - Compare the Gap
คำนวณ ESOV และดูว่าเป็น
- Positive
- Zero
- Negative
5. E - Evaluate Effectiveness
ตรวจ
- Creative
- Reach
- Distribution
- Margin
- Market Share Trend
ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
ตัวอย่างการใช้ VOICE
แบรนด์พบว่า ESOV อยู่ที่ -8 จุด
อย่ารีบเพิ่ม Budget 8 จุดทันที
ให้ตรวจ
1. Category Definition ถูกหรือไม่
2. คู่แข่งหลักคือใคร
3. แบรนด์กำลังเสีย Market Share จริงหรือไม่
4. Creative ปัจจุบันสร้างผลหรือไม่
5. Distribution พร้อมรับ Demand เพิ่มหรือไม่
6. Margin รองรับ Investment หรือไม่
จากนั้นจึงสร้าง Growth Scenario ว่าถ้าต้องการเพิ่ม SOV ควรใช้ Channel Mix และ Creative แบบใด
12. Masterclass: 3 มุมใช้ ESOV ให้ลึกกว่าการบอกว่าแบรนด์ต้องใช้เงินเยอะขึ้น
Masterclass 1: ดู Competitor Silence เป็นโอกาส ไม่ใช่ดูแค่ Budget ตัวเอง
แนวคิด:
SOV เป็น Relative Metric
ดังนั้นแบรนด์สามารถเพิ่ม Share of Voice ได้ทั้งจาก
- การเพิ่ม Spend ของตัวเอง
- การที่คู่แข่งลด Spend
วิธีนำไปปรับใช้:
ติดตาม Category Spend และ Competitor Activity อย่างต่อเนื่อง
หากคู่แข่งรายใหญ่ลดการสื่อสาร อาจเกิด Window ที่แบรนด์ซื้อ SOV เพิ่มได้ในต้นทุนต่ำกว่าช่วงแข่งขันสูง
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์ใช้เงินเท่าเดิม 10 ล้านบาท
แต่ Category Spend ลดจาก 100 ล้านบาทเหลือ 70 ล้านบาท
SOV จะเพิ่มจาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็นประมาณ 14.3 เปอร์เซ็นต์
โดยไม่ต้องเพิ่ม Budget ของตัวเอง
Masterclass 2: อย่าซื้อ ESOV ด้วย Media ที่คนไม่สนใจ
แนวคิด:
Share of Spend สูงไม่ได้แปลว่า Share of Attention สูง
การย้ายเงินไป Channel ราคาถูกอาจเพิ่มจำนวน Impression แต่ลดคุณภาพของการมองเห็นและการจดจำ
วิธีนำไปปรับใช้:
วิเคราะห์ ESOV ร่วมกับ
- Reach
- Attention
- Creative Quality
- Brand Lift
- Share of Search
ตามความพร้อมของข้อมูล
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์เพิ่ม SOV จาก 10 เปอร์เซ็นต์เป็น 18 เปอร์เซ็นต์
แต่ย้ายงบทั้งหมดไป Inventory ที่ราคาถูกและ Creative ไม่สร้างความจำ
Market Share อาจไม่ตอบสนองตามที่คาด แม้สูตร ESOV ดูดีขึ้น
Masterclass 3: แยก Budget เพื่อรักษาฐานออกจาก Budget เพื่อโต
แนวคิด:
แบรนด์ไม่ควรพูดว่าต้องการ Grow แต่ตั้ง Budget เพียงจากยอดปีที่แล้ว
เพราะ Growth Objective ต้องมี Competitive Investment Logic รองรับ
วิธีนำไปปรับใช้:
สร้างอย่างน้อย 3 Scenario
- Defend Share
- Moderate Growth
- Aggressive Growth
โดยคำนวณ SOV และ ESOV ที่คาดว่าจะเกิดภายใต้แต่ละงบ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์ Market Share 8 เปอร์เซ็นต์ อาจสร้างแผน Maintain ที่ SOV ใกล้ระดับปัจจุบัน
และแผน Growth ที่เพิ่ม Positive ESOV
แต่ต้องตรวจด้วยว่าระบบโฆษณาและ Creative พร้อม Scale หรือไม่
13. Danger Zone: 5 จุดพลาดที่ทำให้ ESOV กลายเป็นสูตรเผางบ
ข้อผิดพลาดที่ 1: คิดว่า Positive ESOV การันตี Market Share Growth
ESOV สะท้อน Relative Media Investment
แต่ไม่ได้วัด
- Creative
- Product
- Distribution
ผลเสีย:
แบรนด์อาจเพิ่มงบทั้งที่ระบบธุรกิจไม่พร้อม
แนวทาง:
ใช้ ESOV ร่วมกับ Effectiveness และ Business Metrics
ข้อผิดพลาดที่ 2: วัด SOV จาก Scope คนละชุด
ตัวตั้งรวมทุก Media แต่ตัวหารรวมเฉพาะ Digital
ผลเสีย:
SOV และ ESOV ผิดตั้งแต่ฐานข้อมูล
แนวทาง:
ใช้
- Category
- Channel
- Geography
- Time Period
เดียวกัน
ข้อผิดพลาดที่ 3: สับสน Advertising SOV กับ Social Share of Voice
จำนวน Mention หรือ Engagement ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ Media Spend Share
ผลเสีย:
ทีมเอา Metric คนละความหมายมาใส่ในสูตร ESOV
แนวทาง:
กำหนด Data Dictionary ให้ชัดก่อนคำนวณ
ข้อผิดพลาดที่ 4: Copy Benchmark 10 ต่อ 0.5 มา Forecast แบบตายตัว
ผลตอบสนองแตกต่างตาม
- ขนาดแบรนด์
- Category
- คุณภาพ Campaign
ผลเสีย:
แผนยอดขายดูแม่นเกินความจริง
แนวทาง:
ใช้ Benchmark เป็น Reference และสร้าง Model จากข้อมูลแบรนด์ตัวเอง
ข้อผิดพลาดที่ 5: เพิ่ม Budget โดยไม่แก้ Creative
การเพิ่ม SOV ด้วยข้อความที่คนไม่สนใจ คือการซื้อการมองเห็นเพิ่มให้กับสิ่งที่ไม่มีพลัง
ผลเสีย:
Cost เพิ่ม แต่ Mental Availability และ Market Share ไม่ตอบสนอง
แนวทาง:
พัฒนา Media และ Creative ไปพร้อมกัน
14. Checklist ก่อนตั้งงบจาก Share of Voice และ ESOV
- กำหนด Product Category ชัดเจนแล้วหรือยัง
- กำหนด Geography ที่กำลังแข่งขันแล้วหรือยัง
- ระบุคู่แข่งที่อยู่ใน Category Spend ครบแล้วหรือยัง
- Brand Spend และ Competitor Spend ใช้ Channel Scope เดียวกันหรือไม่
- ใช้ Time Period เดียวกันหรือไม่
- คำนวณ Share of Voice ปัจจุบันแล้วหรือยัง
- มี Market Share จากตลาดเดียวกันแล้วหรือยัง
- คำนวณ ESOV เป็นจุดเปอร์เซ็นต์ถูกต้องแล้วหรือยัง
- รู้หรือยังว่าเป้าหมายคือ Maintain หรือ Grow
- ตรวจ Creative Quality และ Reach ก่อนเพิ่ม Spend แล้วหรือยัง
- ดู Distribution, Pricing และ Product Competitiveness แล้วหรือยัง
- สร้างหลาย Budget Scenario แทนการใช้ Benchmark เดียวแล้วหรือยัง
15. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Excess Share of Voice
1. Excess Share of Voice คืออะไร
Excess Share of Voice หรือ ESOV คือส่วนต่างระหว่าง Share of Voice กับ Market Share
ใช้ดูว่าแบรนด์มีน้ำหนัก Media Investment สูงหรือต่ำกว่าขนาดส่วนแบ่งตลาดปัจจุบัน
2. สูตร ESOV คำนวณอย่างไร
สูตรคือ
ESOV = Share of Voice - Market Share
เช่น
- SOV 15 เปอร์เซ็นต์
- Market Share 10 เปอร์เซ็นต์
จะได้ ESOV เท่ากับ +5 จุดเปอร์เซ็นต์
3. Positive ESOV แปลว่า Market Share จะโตแน่นอนหรือไม่
ไม่แน่นอน
ESOV สะท้อนระดับการลงทุนเทียบกับขนาดแบรนด์
แต่ผลจริงยังขึ้นอยู่กับ
- Creative
- Channel Mix
- Distribution
- Product
- Price
- สภาพการแข่งขัน
4. Share of Voice ต้องวัดจาก Media Spend เท่านั้นหรือไม่
คำว่า Share of Voice ถูกใช้หลายความหมาย
แต่สำหรับสูตร ESOV แบบดั้งเดิมควรกำหนดนิยามให้ชัด และใช้ข้อมูลบนฐานเดียวกัน
บทความนี้ใช้สัดส่วน Media Spend ของแบรนด์เทียบกับ Category Media Spend
5. ธุรกิจเล็กใช้ ESOV ได้หรือไม่
ได้
หากมีข้อมูล Category Spend และ Market Share ที่พอใช้ได้
แต่ธุรกิจขนาดเล็กควรระวังการพยายามชนะตลาดใหญ่ด้วย Spend อย่างเดียว
และต้องให้ความสำคัญกับ
- Creative Effectiveness
- Category Focus
- ช่องทางที่สามารถแข่งขันได้จริง
16. สรุป: แบรนด์ที่อยากโตต้องดูว่าเสียงของตัวเองดังแค่ไหนเมื่อเทียบกับขนาดและคู่แข่ง
Excess Share of Voice ช่วยยกระดับการตั้งงบจากการดูเพียงเงินที่บริษัทมี
ไปสู่การดูว่า Share of Media Spend ของแบรนด์สูงหรือต่ำกว่า Market Share มากแค่ไหน
ถ้า SOV สูงกว่า Market Share จะเกิด Positive ESOV
ถ้าต่ำกว่าจะเกิด Negative ESOV
แต่สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณด้าน Relative Investment
ไม่ใช่คำทำนายว่า Market Share จะขึ้นหรือลงแน่นอน
แบรนด์ที่มี ESOV บวก แต่
- Creative อ่อน
- Distribution ไม่พร้อม
- สินค้าไม่มีความแตกต่าง
สามารถใช้เงินจำนวนมากโดยไม่สร้างการเติบโตตามที่หวังได้
ขณะเดียวกันแบรนด์ที่ใช้เงินอย่างมีคุณภาพ และเลือกจังหวะที่คู่แข่งลดเสียง อาจสร้างความได้เปรียบจาก Budget ที่ไม่ได้ใหญ่ที่สุดก็ได้
ดังนั้นคำถามก่อนตั้งงบไม่ควรมีแค่
"ปีนี้เรามีเงินเท่าไร"
แต่ควรถามเพิ่มว่า
- เรามี Market Share เท่าไร
- เสียงของเราอยู่ตรงไหน
- คู่แข่งกำลังทำอะไร
- เป้าหมายคือรักษาขนาดเดิมหรือเติบโตเหนือระดับปัจจุบัน
อย่าตั้งงบจากคำถามว่าเดือนนี้มีเงินเท่าไรอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าเสียงของแบรนด์กำลังดังหรือเบากว่าขนาดตัวเอง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์ Excess Share of Voice, Share of Voice, Market Share, Media Budget และกลยุทธ์การเติบโตของแบรนด์ให้เชื่อมกับการแข่งขันจริงในตลาด ขอแนะนำ คอร์สเรียนการตลาดออนไลน์ จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจวิธีวิเคราะห์ Market Share, Share of Voice, ESOV, Competitor Activity, Media Budget และคุณภาพของการสื่อสาร เพื่อช่วยวางแผนว่าแบรนด์ควรรักษาระดับ เพิ่มงบ หรือเลือกจังหวะเติบโตอย่างไร สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางกลยุทธ์ Media Budget, วิเคราะห์คู่แข่ง, Share of Voice, Channel Mix หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Excess Share of Voice และการวางงบการตลาดเพื่อการเติบโตของแบรนด์ โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
Conversions by Conv. Time คืออะไร? ยอด Ads ไม่ตรงหลังบ้าน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203512821 มิ.ย. 2569, 06:10:06 -
Store Visit Rate คืออะไร? Google Ads พาคนเข้าร้านจริงไหม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203512921 มิ.ย. 2569, 06:10:35 -
Customer Acquisition Cost คืออะไร? หาลูกค้าใหม่คุ้มไหม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203513021 มิ.ย. 2569, 06:11:14 -
Jobs to be Done คืออะไร? เข้าใจเหตุผลจริงที่ลูกค้าซื้อสินค้า
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203549822 มิ.ย. 2569, 06:27:28 -
Voice of Customer คืออะไร? ใช้คำพูดลูกค้าทำคอนเทนต์ ให้โฆษณา หน้าเว็บ และ FAQ ตรงปัญหาที่ลูกค้ารู้สึกจริง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203550122 มิ.ย. 2569, 06:28:57 -
Objection Handling Content คืออะไร? ลดข้อกังวลก่อนซื้อ ช่วยให้โฆษณา หน้าเว็บ และการปิดการขายง่ายขึ้น
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203550222 มิ.ย. 2569, 06:32:03 -
Pricing Psychology คืออะไร? ตั้งราคาให้ขายง่ายไม่ต้องลดแรง ช่วยให้ลูกค้าเห็นความคุ้มค่าและตัดสินใจง่ายขึ้น
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203550322 มิ.ย. 2569, 06:32:46 -
Micro Conversion คืออะไร? วัดสัญญาณลูกค้าก่อนเกิดยอดขายจริง แม้ยังไม่ซื้อแต่เริ่มสนใจแล้ว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203550422 มิ.ย. 2569, 06:33:21 -
Channel-Market Fit คืออะไร? เลือกช่องทางให้ตรงพฤติกรรมลูกค้า ไม่เสียเวลาและงบกับแพลตฟอร์มที่ไม่เหมาะกับธุรกิจ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203550622 มิ.ย. 2569, 06:34:31 -
Distinctive Brand Assets คืออะไร? แบรนด์จำง่ายขายง่ายกว่า เพราะลูกค้าเห็นแล้วนึกถึงแบรนด์ได้ทันที
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203616823 มิ.ย. 2569, 09:26:48 -
Share of Search คืออะไร? วัดพลังแบรนด์จากคำค้นจริง ดูว่าแบรนด์เริ่มถูกนึกถึงมากขึ้นไหม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203617023 มิ.ย. 2569, 09:27:34 -
Community-Led Growth คืออะไร? ทำไมธุรกิจควรสร้างคอมมูนิตี้ เพื่อสร้างความเชื่อใจ รีวิว และการบอกต่อระยะยาว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203617123 มิ.ย. 2569, 09:28:03 -
Referral Marketing คืออะไร? ให้ลูกค้าเก่าหาลูกค้าใหม่ ช่วยเพิ่มการบอกต่อและลดการพึ่งแอดอย่างเดียว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203617323 มิ.ย. 2569, 09:28:31 -
Account-Based Marketing คืออะไร? เจาะลูกค้าองค์กรให้ตรงกลุ่ม เหมาะกับ B2B และบริการมูลค่าสูง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203617423 มิ.ย. 2569, 09:29:19 -
Content Distribution คืออะไร? ทำคอนเทนต์ให้ใช้ได้หลายช่องทาง ไม่โพสต์ครั้งเดียวแล้วจบ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203617523 มิ.ย. 2569, 09:29:55 -
Estimated Action Rate คืออะไร? ทำไมจ่ายแพงกว่าไม่ชนะเสมอใน Facebook Ads
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203690524 มิ.ย. 2569, 06:37:58 -
Auction Overlap คืออะไร? แอดอาจกำลังแย่งงบกันเอง ทำให้ CPM และ Cost per Result แพงขึ้น
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203690624 มิ.ย. 2569, 06:38:29 -
Audience Fragmentation คืออะไร? แยกกลุ่มเยอะทำแอดแพง เพราะงบและข้อมูลแตกเกินไป
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203690724 มิ.ย. 2569, 06:39:14 -
Pacing ใน Facebook Ads คืออะไร? ทำไมแอดใช้เงินเร็วหรือช้า ต้องดูคู่กับผลลัพธ์
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203690924 มิ.ย. 2569, 06:41:50 -
Cost per 1,000 People Reached คืออะไร? วัด Reach จริง ไม่ใช่ดูแค่ CPM
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203691024 มิ.ย. 2569, 06:42:27































