หมายเลขประกาศ22058958
Pre-Suasion จิตวิทยาการขาย: ปูทางก่อนพรีเซนต์ให้ลูกค้าเออ - ลูกค้าตัดสินใจไปแล้วตั้งแต่ก่อนคุณพูดคำแรก
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"งบโฆษณาก้อนใหญ่ของแบรนด์กำลังย้ายบ้าน — จาก Facebook Feed ไปนั่งอยู่ในหน้า Search ของแอป Shopee"
ถ้าคุณดูแลงบโฆษณาให้แบรนด์หรือธุรกิจตัวเอง คุณอาจสังเกตเห็นแล้วว่า Facebook Ads เริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ Conversion ต่อบาทกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม เหตุผลหนึ่งที่คนในวงการเริ่มพูดถึงกันมากขึ้นคือการเกิดขึ้นของ Retail Media Network — พื้นที่โฆษณาที่อยู่ในแอปร้านค้าปลีกเอง อย่าง Shopee, Lazada หรือแม้แต่แอปของห้างสรรพสินค้าที่คุณเดินเข้าไปซื้อของทุกสัปดาห์
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ถึงเริ่มทุ่มงบเข้าไปในพื้นที่นี้ ทั้งที่ Facebook และ Google ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนใช้เยอะที่สุดในประเทศ คำตอบสั้น ๆ คือ ข้อมูลที่ Retail Media มีอยู่ในมือ ไม่ใช่แค่ "คนสนใจอะไร" แบบที่ Facebook เดาจากพฤติกรรม Scroll แต่เป็น "คนซื้ออะไรจริง ๆ" จากประวัติการช็อปปิ้งตรง ๆ
ความต่างตรงนี้สำคัญมากกว่าที่คิด เพราะ Facebook Pixel และ Conversions API ยังต้องอาศัยการ Match ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนเสมอ ในขณะที่ Retail Media Network รู้ตรง ๆ ว่าบัญชีนี้เคยซื้อผงซักฟอกยี่ห้อไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน แล้วกำลังจะหมดตอนไหน — นี่คือ First-Party Purchase Data ที่แม่นกว่าการเดาพฤติกรรมจาก Interest หรือ Lookalike มาก
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า Retail Media Network คืออะไรกันแน่ ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads ตรงไหน ควรวางงบยังไงในปี 2026 และมีจุดพลาดอะไรที่เจ้าของธุรกิจมักเจอเวลาย้ายงบไปลงพื้นที่ใหม่นี้ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่ตามกระแส
สารบัญบทความ
1. Retail Media Network คืออะไร
2. ทำไมปี 2026 คือจุดเปลี่ยนของงบโฆษณา
3. First-Party Purchase Data สำคัญยังไง
4. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
5. Framework REACH สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
6. เจาะเคส Shopee Ads และ Lazada Sponsored
7. Masterclass: 3 มุมมองใช้ Retail Media ให้คุ้ม
8. Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
9. Checklist ก่อนย้ายงบไปลง Retail Media
10. คำถามที่พบบ่อย
11. สรุป
Retail Media Network คืออะไร
พูดง่าย ๆ Retail Media Network คือพื้นที่โฆษณาที่ร้านค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเปิดให้แบรนด์เข้าไปซื้อพื้นที่แสดงผล โดยอิงจากข้อมูลการซื้อจริงของลูกค้าที่อยู่ในระบบของร้านนั้น ๆ ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือ Shopee Ads และ Lazada Sponsored Products ที่ขึ้นมาตอนคุณค้นหาสินค้าในแอป
สิ่งที่ทำให้ Retail Media ต่างจากโฆษณาทั่วไปคือ มันไม่ได้พยายามเดาว่าใครน่าจะสนใจอะไร แต่รู้ตรง ๆ ว่าใครเคยซื้ออะไรมาแล้วบ้าง คนที่เห็นโฆษณานี้จึงมักอยู่ในสถานะ "กำลังจะซื้อ" หรือ "เคยซื้อและอาจซื้อซ้ำ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี Purchase Intent สูงกว่าคนที่เจอโฆษณาระหว่าง Scroll Feed ทั่วไปมาก
ทำไมปี 2026 คือจุดเปลี่ยนของงบโฆษณา
สามเหตุผลหลักที่ทำให้เทรนด์นี้เร่งตัวขึ้นในปี 2026 คือ หนึ่ง iOS และเบราว์เซอร์เริ่มจำกัด Third-Party Cookie มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ Facebook Ads ต้องพึ่ง Conversions API และ Advantage+ มากขึ้นเพื่อชดเชยข้อมูลที่หายไป สอง ต้นทุนต่อคลิกใน Facebook และ Google สูงขึ้นทุกปีจากการแข่งขันที่หนาแน่น สาม แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีข้อมูลที่แม่นกว่า เพราะเห็นตั้งแต่คนค้นหา คนใส่ตะกร้า จนถึงคนกดจ่ายเงินจริง ไม่ต้องเดาผ่านสัญญาณทางอ้อม
ถ้าธุรกิจของคุณยังใช้ Facebook Ads เป็นช่องทางหลักอยู่ การเข้าใจโครงสร้างแคมเปญและ Learning Phase ให้ลึกยังจำเป็นอยู่ ก่อนจะตัดสินใจย้ายงบทั้งหมด สามารถศึกษาการวางโครงสร้างแคมเปญที่แม่นยำขึ้นได้จากคอร์สเรียนของเรา
First-Party Purchase Data สำคัญยังไง
คำว่า "First-Party Data" ในบริบทของ Retail Media ไม่ได้หมายถึงแค่ Email หรือเบอร์โทรที่เก็บมาจากฟอร์ม แต่หมายถึงประวัติการซื้อจริง ความถี่ในการซื้อ และรอบเวลาที่สินค้าน่าจะหมด ข้อมูลระดับนี้ทำให้แพลตฟอร์มร้านค้าสามารถยิงโฆษณาไปหาคนที่ "ใกล้จะซื้อซ้ำ" ได้แม่นกว่าการทำ Lookalike Audience บน Facebook มาก
แต่ตรงนี้ต้องระวังไว้ก่อน อย่าเพิ่งสรุปว่า Signal ที่แม่นกว่าจะแปลว่า Conversion จะดีกว่าเสมอไป ต้องดูด้วยว่าสินค้าของคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่ Retail Media จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้จริงหรือไม่ สินค้าที่ซื้อครั้งเดียวใช้ได้นาน เช่น เฟอร์นิเจอร์ อาจไม่ได้ประโยชน์จาก Purchase Frequency Data เท่ากับสินค้าอุปโภคบริโภค
Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
Facebook Ads เก่งเรื่องสร้าง Brand Awareness และเข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ โดยอาศัย Interest และพฤติกรรม Social ส่วน Google Ads เก่งเรื่องจับ Search Intent ตอนที่คนกำลังหาข้อมูลอยู่ ผ่าน Keyword และ Quality Score ในขณะที่ Retail Media Network อยู่ในจุดที่ใกล้การตัดสินใจซื้อที่สุด เพราะคนที่เห็นโฆษณากำลังอยู่ในหน้า Search หรือหน้าหมวดหมู่สินค้าของแอปนั้นอยู่แล้ว
ถ้ามองเป็น Funnel สามช่องทางนี้ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน Facebook Ads อยู่ช่วงบนของ Funnel ที่สร้างการรับรู้ Google Ads อยู่ช่วงกลางที่จับ Intent การค้นหา และ Retail Media อยู่ช่วงล่างสุดที่ใกล้ Purchase มากที่สุด คำถามที่ควรถามตัวเองคือ ธุรกิจของคุณกำลังขาดช่วงไหนของ Funnel มากกว่ากัน ไม่ใช่แค่ตามกระแสว่าช่องทางไหนกำลังฮิต
ถ้าอยากเข้าใจการวัดผลและ Attribution ข้ามช่องทางให้ลึกขึ้น เพื่อดูว่างบก้อนไหนควรอยู่ช่วงไหนของ Funnel จริง ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคอร์สการตลาดออนไลน์
Framework REACH สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
เพื่อไม่ให้การย้ายงบไปลง Retail Media เป็นแค่การตามกระแส ผมสรุปเป็น Framework ที่จำง่ายชื่อ REACH
1. R - Repeat Purchase Check: ตรวจก่อนว่าสินค้าคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่จะได้ประโยชน์จาก Purchase Data จริงหรือไม่
2. E - Engagement Point: ดูว่าจุดที่โฆษณาแสดงอยู่ใกล้การตัดสินใจซื้อแค่ไหน หน้า Search ต่างจากหน้า Category
3. A - Attribution Setting: ตรวจ Window การนับ Conversion ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเทียบตัวเลขข้ามกัน เพราะ Attribution ไม่ได้พิสูจน์ Causation เสมอไป
4. C - Catalog Structure: จัดโครงสร้างสินค้าให้ตรงกับหมวดหมู่ที่แพลตฟอร์มใช้ค้นหา ไม่ใช่แค่ก็อปปี้จาก Facebook Catalog เดิม
5. H - Hybrid Budget: อย่าย้ายงบทั้งหมดในทีเดียว ให้แบ่งทดสอบคู่ขนานระหว่าง Retail Media กับช่องทางเดิมก่อนตัดสินใจสเกล
ถ้าธุรกิจของคุณมีปัญหาเรื่อง Audience กระจายจนวัดผลยาก ก่อนจะย้ายงบข้ามแพลตฟอร์ม แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
เจาะเคส Shopee Ads และ Lazada Sponsored
Shopee Ads และ Lazada Sponsored Products เป็นตัวอย่าง Retail Media Network ที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุด แบรนด์ที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคหรือความงามมักเห็นผลชัดเจนกว่า เพราะลูกค้าซื้อซ้ำบ่อย และแพลตฟอร์มรู้ Pattern การซื้อได้แม่น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข ROAS ที่ขึ้นในระบบของแพลตฟอร์มเอง อาจนับ Conversion แบบ Self-Attribution ซึ่งมักสูงกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับ Google Analytics หรือระบบวัดผลอิสระ
ก่อนสรุปว่าช่องทางนี้ "คุ้มกว่า" Facebook หรือ Google ต้องดึงตัวเลข GA4 มาเทียบด้วยเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ Dashboard ที่แพลตฟอร์มโชว์ให้ เพราะแต่ละที่มีวิธีนับ Conversion Window ไม่เหมือนกัน
Masterclass: 3 มุมมองใช้ Retail Media ให้คุ้ม
1. ใช้ Retail Media เป็นตัวปิดยอด ไม่ใช่ตัวสร้างการรับรู้
แนวคิด: เพราะ Retail Media อยู่ใกล้ Purchase มากที่สุด บทบาทที่เหมาะคือช่วงปิดการขาย ไม่ใช่ช่วงแนะนำแบรนด์ใหม่
วิธีการนำไปปรับใช้: ให้ Facebook Ads หรือ Content ทำหน้าที่สร้างการรับรู้ก่อน แล้วให้ Retail Media จับคนที่กำลังค้นหาสินค้าอยู่แล้วในแอป
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์อาหารเสริมที่ทำคอนเทนต์ให้ความรู้บน Facebook ก่อน แล้วค่อยยิง Shopee Ads ตอนลูกค้าเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์ มักได้ Conversion Rate สูงกว่าการยิง Shopee Ads แบบสุ่มหาลูกค้าใหม่
2. อย่าตัดงบ Google Ads ทิ้งทั้งหมด
แนวคิด: คนจำนวนมากยังค้นหาชื่อสินค้าใน Google ก่อนเปิดแอปร้านค้า การตัด Search Ads ทิ้งอาจทำให้เสียลูกค้าตั้งแต่จุดแรกของ Journey
วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้ Google Ads จับ Search Intent ตอนต้น Funnel แล้วให้ Retail Media จับตอนลูกค้าอยู่ในแอปพร้อมจ่ายเงินแล้ว
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าต้องการวางกลยุทธ์ Search แบบเชื่อมกับ Retail Media ให้ครบวงจร ทีมงานที่วางระบบโฆษณาแบบองค์รวมสามารถช่วยดูภาพรวมได้
3. เช็ก Data Source ก่อนเชื่อ Dashboard เต็มร้อย
แนวคิด: แพลตฟอร์มร้านค้าแต่ละเจ้ามีวิธีนับ Conversion และ Attribution Window ต่างกัน ตัวเลขที่โชว์ในระบบอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงทางธุรกิจ
วิธีการนำไปปรับใช้: ดึงข้อมูลยอดขายจริงจากระบบ CRM หรือ GA4 มาเทียบกับตัวเลขที่แพลตฟอร์มโชว์เสมอ ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์ที่เคยเจอปัญหา Unique Click กับ Conversion ไม่ตรงกันบน Facebook สามารถศึกษาหลักการเดียวกันเพื่อเข้าใจความแตกต่างก่อนเทียบข้ามแพลตฟอร์ม
Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่ 1: ย้ายงบทั้งหมดในทีเดียวเพราะกลัวตกเทรนด์
หลายแบรนด์เห็นเคสสำเร็จแล้วรีบโยกงบทั้งก้อนจาก Facebook ไป Retail Media ทันที ผลเสียคือถ้าสินค้าคุณไม่ได้อยู่ในหมวดที่ซื้อซ้ำบ่อย อาจเสียโอกาสสร้างการรับรู้ในระยะยาว แนวทางคือทดสอบคู่ขนานก่อนเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 2: เชื่อ ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์แบบไม่ตรวจสอบ
ROAS ในระบบ Retail Media มักนับแบบ Self-Attribution ผลเสียคือทำให้ประเมินความคุ้มค่าสูงเกินจริง แนวทางคือดึงข้อมูลยอดขายจริงมาเทียบทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Catalog เดิมจาก Facebook มาลงตรง ๆ
โครงสร้างการค้นหาในแอปร้านค้าต่างจาก Facebook มาก ผลเสียคือสินค้าอาจไม่ขึ้นในหมวดที่ลูกค้าค้นหาจริง แนวทางคือจัด Catalog ใหม่ตามพฤติกรรมค้นหาของแต่ละแพลตฟอร์ม
ข้อผิดพลาดที่ 4: มองข้ามบทบาทของ Content ที่สร้างการรับรู้ก่อนหน้า
Retail Media ทำงานได้ดีเมื่อลูกค้ารู้จักแบรนด์มาก่อนแล้ว ผลเสียคือถ้าไม่มีการสร้างการรับรู้เลย ต้นทุนต่อ Conversion จะสูงเพราะต้องแข่งกับคู่แข่งในหน้า Search ตรง ๆ แนวทางคือควบคู่กับ Content Marketing เสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่เช็ก Attribution Window ก่อนเทียบตัวเลขข้ามแพลตฟอร์ม
แต่ละแพลตฟอร์มนับ Conversion ในช่วงเวลาต่างกัน ผลเสียคือเปรียบเทียบ ROAS ข้ามช่องทางแบบผิด ๆ แนวทางคือปรับ Window ให้เท่ากันก่อนเทียบ หรือใช้ระบบวัดผลกลางแทน
Checklist ก่อนย้ายงบไปลง Retail Media
- ตรวจว่าสินค้าของคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่จะได้ประโยชน์จาก Purchase Data หรือไม่
- เทียบ ROAS ในแพลตฟอร์มกับยอดขายจริงใน GA4 หรือ CRM แล้วหรือยัง
- ตรวจ Attribution Window ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเปรียบเทียบตัวเลข
- จัดโครงสร้าง Catalog ใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมค้นหาของแต่ละแอป
- ทดสอบงบแบบ Hybrid คู่ขนานก่อนย้ายงบทั้งหมด
- ตรวจว่ามี Content สร้างการรับรู้รองรับก่อนลูกค้าเข้าไปค้นหาในแอปหรือยัง
- ดูว่า Retail Media ควรอยู่ช่วงบนหรือช่วงล่างของ Funnel ธุรกิจคุณ
- ตรวจสอบว่าทีมมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล First-Party Data จากแพลตฟอร์มจริงหรือไม่
- เช็กว่า Search Ads ยังจำเป็นสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ค้นหาชื่อสินค้าก่อนหรือไม่
- วางแผนงบสำรองไว้ทดสอบช่องทางใหม่โดยไม่กระทบแคมเปญหลัก
- ตั้งเป้าวัดผลเป็น Business Outcome จริง ไม่ใช่แค่ Metric ในแพลตฟอร์ม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Media Network
Retail Media Network เหมาะกับธุรกิจแบบไหนมากที่สุด
เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ความงาม หรือสินค้าที่มีรอบซื้อซ้ำสั้น เพราะแพลตฟอร์มสามารถใช้ First-Party Purchase Data จับจังหวะที่ลูกค้ากำลังจะซื้อซ้ำได้แม่นกว่า
ควรเลิกใช้ Facebook Ads แล้วย้ายไป Retail Media ทั้งหมดไหม
ไม่ควร เพราะ Facebook Ads ยังทำหน้าที่สร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ได้ดี ควรใช้ควบคู่กันโดยแบ่งบทบาทตาม Funnel ให้ชัดเจน
ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์เชื่อได้แค่ไหน
ต้องระวัง เพราะหลายแพลตฟอร์มนับ Conversion แบบ Self-Attribution ซึ่งมักสูงกว่าความเป็นจริง ควรดึงยอดขายจริงจาก GA4 หรือ CRM มาเทียบเสมอ
Retail Media Network ต่างจาก Programmatic Ads อย่างไร
Programmatic Ads ซื้อพื้นที่โฆษณาข้ามเว็บไซต์หลายแห่งผ่านระบบประมูล ในขณะที่ Retail Media Network อยู่เฉพาะในแพลตฟอร์มร้านค้าปลีกที่มีข้อมูลการซื้อของลูกค้าโดยตรง ทำให้ Targeting แม่นกว่าในมิติของ Purchase Intent
ต้องใช้งบเท่าไรถึงจะเริ่มทดสอบ Retail Media ได้
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนะนำให้เริ่มจากงบทดสอบเล็ก ๆ ควบคู่กับช่องทางเดิม เพื่อเปรียบเทียบ Conversion และ Cost per Purchase จริงก่อนตัดสินใจสเกลงบ
สรุป
Retail Media Network ไม่ใช่กระแสที่จะมาแทนที่ Facebook Ads หรือ Google Ads แบบเบ็ดเสร็จ แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำหน้าที่ต่างกันใน Customer Journey สิ่งที่บทความนี้อยากให้คุณกลับไปคิดต่อคือ ธุรกิจของคุณกำลังขาดช่วงไหนของ Funnel มากกว่ากัน ระหว่างการสร้างการรับรู้ การจับ Search Intent หรือการปิดยอดตอนลูกค้าใกล้ตัดสินใจซื้อ
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าตัวเลข ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์คือความจริงทั้งหมด ทั้งที่แต่ละระบบนับ Attribution Window ไม่เหมือนกัน ก่อนย้ายงบก้อนใหญ่ ควรทดสอบแบบ Hybrid และเทียบยอดขายจริงเสมอ ไม่ใช่เชื่อ Dashboard เพียงอย่างเดียว
ถ้าธุรกิจของคุณอยากวางโครงสร้างคอนเทนต์ให้รองรับ Journey ที่ครบทั้งบนลงล่าง ก่อนลูกค้าจะไปเจอโฆษณาใน Retail Media ขอแนะนำให้อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีจริงในการทำคอนเทนต์การตลาด
สุดท้าย อย่าถามแค่ว่าช่องทางไหนกำลังฮิต ต้องถามต่อว่าช่องทางนั้นเชื่อมกับ Purchase และ Revenue จริงของธุรกิจคุณได้แค่ไหน ในช่วง Customer Journey แต่ละจุด เส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทุกวันนี้ไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป แต่เป็นเส้นที่ซ่อนซับ หลากหลายช่องทาง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการวางโครงสร้างงบโฆษณาให้เชื่อมกับ Retail Media และช่องทางอื่น ๆ รวมถึงการวัดผลข้ามแพลตฟอร์ม ขอแนะนำคอร์สเรียน Facebook Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจโครงสร้างแคมเปญ Funnel การจับ Intent ของลูกค้า และการเชื่อมประสานกับช่องทางอื่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางกลยุทธ์ Retail Media ให้บูรณาการกับ Facebook Ads และ Google Ads อย่างครบวงจร หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
https://digitald2m.com/
https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Retail Media Network 2026 โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ถ้าคุณดูแลงบโฆษณาให้แบรนด์หรือธุรกิจตัวเอง คุณอาจสังเกตเห็นแล้วว่า Facebook Ads เริ่มแพงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ Conversion ต่อบาทกลับไม่ได้ดีขึ้นตาม เหตุผลหนึ่งที่คนในวงการเริ่มพูดถึงกันมากขึ้นคือการเกิดขึ้นของ Retail Media Network — พื้นที่โฆษณาที่อยู่ในแอปร้านค้าปลีกเอง อย่าง Shopee, Lazada หรือแม้แต่แอปของห้างสรรพสินค้าที่คุณเดินเข้าไปซื้อของทุกสัปดาห์
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมแบรนด์ใหญ่ ๆ ถึงเริ่มทุ่มงบเข้าไปในพื้นที่นี้ ทั้งที่ Facebook และ Google ยังเป็นแพลตฟอร์มที่มีคนใช้เยอะที่สุดในประเทศ คำตอบสั้น ๆ คือ ข้อมูลที่ Retail Media มีอยู่ในมือ ไม่ใช่แค่ "คนสนใจอะไร" แบบที่ Facebook เดาจากพฤติกรรม Scroll แต่เป็น "คนซื้ออะไรจริง ๆ" จากประวัติการช็อปปิ้งตรง ๆ
ความต่างตรงนี้สำคัญมากกว่าที่คิด เพราะ Facebook Pixel และ Conversions API ยังต้องอาศัยการ Match ข้อมูลข้ามแพลตฟอร์ม ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนเสมอ ในขณะที่ Retail Media Network รู้ตรง ๆ ว่าบัญชีนี้เคยซื้อผงซักฟอกยี่ห้อไหน ซื้อบ่อยแค่ไหน แล้วกำลังจะหมดตอนไหน — นี่คือ First-Party Purchase Data ที่แม่นกว่าการเดาพฤติกรรมจาก Interest หรือ Lookalike มาก
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกว่า Retail Media Network คืออะไรกันแน่ ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads ตรงไหน ควรวางงบยังไงในปี 2026 และมีจุดพลาดอะไรที่เจ้าของธุรกิจมักเจอเวลาย้ายงบไปลงพื้นที่ใหม่นี้ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ ไม่ใช่แค่ตามกระแส
สารบัญบทความ
1. Retail Media Network คืออะไร
2. ทำไมปี 2026 คือจุดเปลี่ยนของงบโฆษณา
3. First-Party Purchase Data สำคัญยังไง
4. Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
5. Framework REACH สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
6. เจาะเคส Shopee Ads และ Lazada Sponsored
7. Masterclass: 3 มุมมองใช้ Retail Media ให้คุ้ม
8. Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
9. Checklist ก่อนย้ายงบไปลง Retail Media
10. คำถามที่พบบ่อย
11. สรุป
Retail Media Network คืออะไร
พูดง่าย ๆ Retail Media Network คือพื้นที่โฆษณาที่ร้านค้าปลีกหรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเปิดให้แบรนด์เข้าไปซื้อพื้นที่แสดงผล โดยอิงจากข้อมูลการซื้อจริงของลูกค้าที่อยู่ในระบบของร้านนั้น ๆ ตัวอย่างที่คนไทยคุ้นเคยที่สุดคือ Shopee Ads และ Lazada Sponsored Products ที่ขึ้นมาตอนคุณค้นหาสินค้าในแอป
สิ่งที่ทำให้ Retail Media ต่างจากโฆษณาทั่วไปคือ มันไม่ได้พยายามเดาว่าใครน่าจะสนใจอะไร แต่รู้ตรง ๆ ว่าใครเคยซื้ออะไรมาแล้วบ้าง คนที่เห็นโฆษณานี้จึงมักอยู่ในสถานะ "กำลังจะซื้อ" หรือ "เคยซื้อและอาจซื้อซ้ำ" ซึ่งเป็นกลุ่มที่มี Purchase Intent สูงกว่าคนที่เจอโฆษณาระหว่าง Scroll Feed ทั่วไปมาก
ทำไมปี 2026 คือจุดเปลี่ยนของงบโฆษณา
สามเหตุผลหลักที่ทำให้เทรนด์นี้เร่งตัวขึ้นในปี 2026 คือ หนึ่ง iOS และเบราว์เซอร์เริ่มจำกัด Third-Party Cookie มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ Facebook Ads ต้องพึ่ง Conversions API และ Advantage+ มากขึ้นเพื่อชดเชยข้อมูลที่หายไป สอง ต้นทุนต่อคลิกใน Facebook และ Google สูงขึ้นทุกปีจากการแข่งขันที่หนาแน่น สาม แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีข้อมูลที่แม่นกว่า เพราะเห็นตั้งแต่คนค้นหา คนใส่ตะกร้า จนถึงคนกดจ่ายเงินจริง ไม่ต้องเดาผ่านสัญญาณทางอ้อม
ถ้าธุรกิจของคุณยังใช้ Facebook Ads เป็นช่องทางหลักอยู่ การเข้าใจโครงสร้างแคมเปญและ Learning Phase ให้ลึกยังจำเป็นอยู่ ก่อนจะตัดสินใจย้ายงบทั้งหมด สามารถศึกษาการวางโครงสร้างแคมเปญที่แม่นยำขึ้นได้จากคอร์สเรียนของเรา
First-Party Purchase Data สำคัญยังไง
คำว่า "First-Party Data" ในบริบทของ Retail Media ไม่ได้หมายถึงแค่ Email หรือเบอร์โทรที่เก็บมาจากฟอร์ม แต่หมายถึงประวัติการซื้อจริง ความถี่ในการซื้อ และรอบเวลาที่สินค้าน่าจะหมด ข้อมูลระดับนี้ทำให้แพลตฟอร์มร้านค้าสามารถยิงโฆษณาไปหาคนที่ "ใกล้จะซื้อซ้ำ" ได้แม่นกว่าการทำ Lookalike Audience บน Facebook มาก
แต่ตรงนี้ต้องระวังไว้ก่อน อย่าเพิ่งสรุปว่า Signal ที่แม่นกว่าจะแปลว่า Conversion จะดีกว่าเสมอไป ต้องดูด้วยว่าสินค้าของคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่ Retail Media จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้ได้จริงหรือไม่ สินค้าที่ซื้อครั้งเดียวใช้ได้นาน เช่น เฟอร์นิเจอร์ อาจไม่ได้ประโยชน์จาก Purchase Frequency Data เท่ากับสินค้าอุปโภคบริโภค
Retail Media ต่างจาก Facebook Ads และ Google Ads อย่างไร
Facebook Ads เก่งเรื่องสร้าง Brand Awareness และเข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ โดยอาศัย Interest และพฤติกรรม Social ส่วน Google Ads เก่งเรื่องจับ Search Intent ตอนที่คนกำลังหาข้อมูลอยู่ ผ่าน Keyword และ Quality Score ในขณะที่ Retail Media Network อยู่ในจุดที่ใกล้การตัดสินใจซื้อที่สุด เพราะคนที่เห็นโฆษณากำลังอยู่ในหน้า Search หรือหน้าหมวดหมู่สินค้าของแอปนั้นอยู่แล้ว
ถ้ามองเป็น Funnel สามช่องทางนี้ทำหน้าที่ต่างกันชัดเจน Facebook Ads อยู่ช่วงบนของ Funnel ที่สร้างการรับรู้ Google Ads อยู่ช่วงกลางที่จับ Intent การค้นหา และ Retail Media อยู่ช่วงล่างสุดที่ใกล้ Purchase มากที่สุด คำถามที่ควรถามตัวเองคือ ธุรกิจของคุณกำลังขาดช่วงไหนของ Funnel มากกว่ากัน ไม่ใช่แค่ตามกระแสว่าช่องทางไหนกำลังฮิต
ถ้าอยากเข้าใจการวัดผลและ Attribution ข้ามช่องทางให้ลึกขึ้น เพื่อดูว่างบก้อนไหนควรอยู่ช่วงไหนของ Funnel จริง ๆ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากคอร์สการตลาดออนไลน์
Framework REACH สำหรับวางกลยุทธ์ Retail Media
เพื่อไม่ให้การย้ายงบไปลง Retail Media เป็นแค่การตามกระแส ผมสรุปเป็น Framework ที่จำง่ายชื่อ REACH
1. R - Repeat Purchase Check: ตรวจก่อนว่าสินค้าคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่จะได้ประโยชน์จาก Purchase Data จริงหรือไม่
2. E - Engagement Point: ดูว่าจุดที่โฆษณาแสดงอยู่ใกล้การตัดสินใจซื้อแค่ไหน หน้า Search ต่างจากหน้า Category
3. A - Attribution Setting: ตรวจ Window การนับ Conversion ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเทียบตัวเลขข้ามกัน เพราะ Attribution ไม่ได้พิสูจน์ Causation เสมอไป
4. C - Catalog Structure: จัดโครงสร้างสินค้าให้ตรงกับหมวดหมู่ที่แพลตฟอร์มใช้ค้นหา ไม่ใช่แค่ก็อปปี้จาก Facebook Catalog เดิม
5. H - Hybrid Budget: อย่าย้ายงบทั้งหมดในทีเดียว ให้แบ่งทดสอบคู่ขนานระหว่าง Retail Media กับช่องทางเดิมก่อนตัดสินใจสเกล
ถ้าธุรกิจของคุณมีปัญหาเรื่อง Audience กระจายจนวัดผลยาก ก่อนจะย้ายงบข้ามแพลตฟอร์ม แนะนำให้อ่านเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
เจาะเคส Shopee Ads และ Lazada Sponsored
Shopee Ads และ Lazada Sponsored Products เป็นตัวอย่าง Retail Media Network ที่ใกล้ตัวคนไทยที่สุด แบรนด์ที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคหรือความงามมักเห็นผลชัดเจนกว่า เพราะลูกค้าซื้อซ้ำบ่อย และแพลตฟอร์มรู้ Pattern การซื้อได้แม่น แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข ROAS ที่ขึ้นในระบบของแพลตฟอร์มเอง อาจนับ Conversion แบบ Self-Attribution ซึ่งมักสูงกว่าความเป็นจริงเมื่อเทียบกับ Google Analytics หรือระบบวัดผลอิสระ
ก่อนสรุปว่าช่องทางนี้ "คุ้มกว่า" Facebook หรือ Google ต้องดึงตัวเลข GA4 มาเทียบด้วยเสมอ ไม่ใช่ดูแค่ Dashboard ที่แพลตฟอร์มโชว์ให้ เพราะแต่ละที่มีวิธีนับ Conversion Window ไม่เหมือนกัน
Masterclass: 3 มุมมองใช้ Retail Media ให้คุ้ม
1. ใช้ Retail Media เป็นตัวปิดยอด ไม่ใช่ตัวสร้างการรับรู้
แนวคิด: เพราะ Retail Media อยู่ใกล้ Purchase มากที่สุด บทบาทที่เหมาะคือช่วงปิดการขาย ไม่ใช่ช่วงแนะนำแบรนด์ใหม่
วิธีการนำไปปรับใช้: ให้ Facebook Ads หรือ Content ทำหน้าที่สร้างการรับรู้ก่อน แล้วให้ Retail Media จับคนที่กำลังค้นหาสินค้าอยู่แล้วในแอป
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์อาหารเสริมที่ทำคอนเทนต์ให้ความรู้บน Facebook ก่อน แล้วค่อยยิง Shopee Ads ตอนลูกค้าเริ่มค้นหาชื่อแบรนด์ มักได้ Conversion Rate สูงกว่าการยิง Shopee Ads แบบสุ่มหาลูกค้าใหม่
2. อย่าตัดงบ Google Ads ทิ้งทั้งหมด
แนวคิด: คนจำนวนมากยังค้นหาชื่อสินค้าใน Google ก่อนเปิดแอปร้านค้า การตัด Search Ads ทิ้งอาจทำให้เสียลูกค้าตั้งแต่จุดแรกของ Journey
วิธีการนำไปปรับใช้: ใช้ Google Ads จับ Search Intent ตอนต้น Funnel แล้วให้ Retail Media จับตอนลูกค้าอยู่ในแอปพร้อมจ่ายเงินแล้ว
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: ถ้าต้องการวางกลยุทธ์ Search แบบเชื่อมกับ Retail Media ให้ครบวงจร ทีมงานที่วางระบบโฆษณาแบบองค์รวมสามารถช่วยดูภาพรวมได้
3. เช็ก Data Source ก่อนเชื่อ Dashboard เต็มร้อย
แนวคิด: แพลตฟอร์มร้านค้าแต่ละเจ้ามีวิธีนับ Conversion และ Attribution Window ต่างกัน ตัวเลขที่โชว์ในระบบอาจไม่ตรงกับความเป็นจริงทางธุรกิจ
วิธีการนำไปปรับใช้: ดึงข้อมูลยอดขายจริงจากระบบ CRM หรือ GA4 มาเทียบกับตัวเลขที่แพลตฟอร์มโชว์เสมอ ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ: แบรนด์ที่เคยเจอปัญหา Unique Click กับ Conversion ไม่ตรงกันบน Facebook สามารถศึกษาหลักการเดียวกันเพื่อเข้าใจความแตกต่างก่อนเทียบข้ามแพลตฟอร์ม
Danger Zone: จุดพลาดที่พบบ่อย
ข้อผิดพลาดที่ 1: ย้ายงบทั้งหมดในทีเดียวเพราะกลัวตกเทรนด์
หลายแบรนด์เห็นเคสสำเร็จแล้วรีบโยกงบทั้งก้อนจาก Facebook ไป Retail Media ทันที ผลเสียคือถ้าสินค้าคุณไม่ได้อยู่ในหมวดที่ซื้อซ้ำบ่อย อาจเสียโอกาสสร้างการรับรู้ในระยะยาว แนวทางคือทดสอบคู่ขนานก่อนเสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 2: เชื่อ ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์แบบไม่ตรวจสอบ
ROAS ในระบบ Retail Media มักนับแบบ Self-Attribution ผลเสียคือทำให้ประเมินความคุ้มค่าสูงเกินจริง แนวทางคือดึงข้อมูลยอดขายจริงมาเทียบทุกครั้ง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ใช้ Catalog เดิมจาก Facebook มาลงตรง ๆ
โครงสร้างการค้นหาในแอปร้านค้าต่างจาก Facebook มาก ผลเสียคือสินค้าอาจไม่ขึ้นในหมวดที่ลูกค้าค้นหาจริง แนวทางคือจัด Catalog ใหม่ตามพฤติกรรมค้นหาของแต่ละแพลตฟอร์ม
ข้อผิดพลาดที่ 4: มองข้ามบทบาทของ Content ที่สร้างการรับรู้ก่อนหน้า
Retail Media ทำงานได้ดีเมื่อลูกค้ารู้จักแบรนด์มาก่อนแล้ว ผลเสียคือถ้าไม่มีการสร้างการรับรู้เลย ต้นทุนต่อ Conversion จะสูงเพราะต้องแข่งกับคู่แข่งในหน้า Search ตรง ๆ แนวทางคือควบคู่กับ Content Marketing เสมอ
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่เช็ก Attribution Window ก่อนเทียบตัวเลขข้ามแพลตฟอร์ม
แต่ละแพลตฟอร์มนับ Conversion ในช่วงเวลาต่างกัน ผลเสียคือเปรียบเทียบ ROAS ข้ามช่องทางแบบผิด ๆ แนวทางคือปรับ Window ให้เท่ากันก่อนเทียบ หรือใช้ระบบวัดผลกลางแทน
Checklist ก่อนย้ายงบไปลง Retail Media
- ตรวจว่าสินค้าของคุณมีรอบการซื้อซ้ำสั้นพอที่จะได้ประโยชน์จาก Purchase Data หรือไม่
- เทียบ ROAS ในแพลตฟอร์มกับยอดขายจริงใน GA4 หรือ CRM แล้วหรือยัง
- ตรวจ Attribution Window ของแต่ละแพลตฟอร์มก่อนเปรียบเทียบตัวเลข
- จัดโครงสร้าง Catalog ใหม่ให้ตรงกับพฤติกรรมค้นหาของแต่ละแอป
- ทดสอบงบแบบ Hybrid คู่ขนานก่อนย้ายงบทั้งหมด
- ตรวจว่ามี Content สร้างการรับรู้รองรับก่อนลูกค้าเข้าไปค้นหาในแอปหรือยัง
- ดูว่า Retail Media ควรอยู่ช่วงบนหรือช่วงล่างของ Funnel ธุรกิจคุณ
- ตรวจสอบว่าทีมมีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล First-Party Data จากแพลตฟอร์มจริงหรือไม่
- เช็กว่า Search Ads ยังจำเป็นสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ค้นหาชื่อสินค้าก่อนหรือไม่
- วางแผนงบสำรองไว้ทดสอบช่องทางใหม่โดยไม่กระทบแคมเปญหลัก
- ตั้งเป้าวัดผลเป็น Business Outcome จริง ไม่ใช่แค่ Metric ในแพลตฟอร์ม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Retail Media Network
Retail Media Network เหมาะกับธุรกิจแบบไหนมากที่สุด
เหมาะกับธุรกิจที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค ความงาม หรือสินค้าที่มีรอบซื้อซ้ำสั้น เพราะแพลตฟอร์มสามารถใช้ First-Party Purchase Data จับจังหวะที่ลูกค้ากำลังจะซื้อซ้ำได้แม่นกว่า
ควรเลิกใช้ Facebook Ads แล้วย้ายไป Retail Media ทั้งหมดไหม
ไม่ควร เพราะ Facebook Ads ยังทำหน้าที่สร้างการรับรู้ในกลุ่มคนที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ได้ดี ควรใช้ควบคู่กันโดยแบ่งบทบาทตาม Funnel ให้ชัดเจน
ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์เชื่อได้แค่ไหน
ต้องระวัง เพราะหลายแพลตฟอร์มนับ Conversion แบบ Self-Attribution ซึ่งมักสูงกว่าความเป็นจริง ควรดึงยอดขายจริงจาก GA4 หรือ CRM มาเทียบเสมอ
Retail Media Network ต่างจาก Programmatic Ads อย่างไร
Programmatic Ads ซื้อพื้นที่โฆษณาข้ามเว็บไซต์หลายแห่งผ่านระบบประมูล ในขณะที่ Retail Media Network อยู่เฉพาะในแพลตฟอร์มร้านค้าปลีกที่มีข้อมูลการซื้อของลูกค้าโดยตรง ทำให้ Targeting แม่นกว่าในมิติของ Purchase Intent
ต้องใช้งบเท่าไรถึงจะเริ่มทดสอบ Retail Media ได้
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่แนะนำให้เริ่มจากงบทดสอบเล็ก ๆ ควบคู่กับช่องทางเดิม เพื่อเปรียบเทียบ Conversion และ Cost per Purchase จริงก่อนตัดสินใจสเกลงบ
สรุป
Retail Media Network ไม่ใช่กระแสที่จะมาแทนที่ Facebook Ads หรือ Google Ads แบบเบ็ดเสร็จ แต่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำหน้าที่ต่างกันใน Customer Journey สิ่งที่บทความนี้อยากให้คุณกลับไปคิดต่อคือ ธุรกิจของคุณกำลังขาดช่วงไหนของ Funnel มากกว่ากัน ระหว่างการสร้างการรับรู้ การจับ Search Intent หรือการปิดยอดตอนลูกค้าใกล้ตัดสินใจซื้อ
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าตัวเลข ROAS ที่แพลตฟอร์มโชว์คือความจริงทั้งหมด ทั้งที่แต่ละระบบนับ Attribution Window ไม่เหมือนกัน ก่อนย้ายงบก้อนใหญ่ ควรทดสอบแบบ Hybrid และเทียบยอดขายจริงเสมอ ไม่ใช่เชื่อ Dashboard เพียงอย่างเดียว
ถ้าธุรกิจของคุณอยากวางโครงสร้างคอนเทนต์ให้รองรับ Journey ที่ครบทั้งบนลงล่าง ก่อนลูกค้าจะไปเจอโฆษณาใน Retail Media ขอแนะนำให้อ่านเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีจริงในการทำคอนเทนต์การตลาด
สุดท้าย อย่าถามแค่ว่าช่องทางไหนกำลังฮิต ต้องถามต่อว่าช่องทางนั้นเชื่อมกับ Purchase และ Revenue จริงของธุรกิจคุณได้แค่ไหน ในช่วง Customer Journey แต่ละจุด เส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทุกวันนี้ไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป แต่เป็นเส้นที่ซ่อนซับ หลากหลายช่องทาง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการวางโครงสร้างงบโฆษณาให้เชื่อมกับ Retail Media และช่องทางอื่น ๆ รวมถึงการวัดผลข้ามแพลตฟอร์ม ขอแนะนำคอร์สเรียน Facebook Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจโครงสร้างแคมเปญ Funnel การจับ Intent ของลูกค้า และการเชื่อมประสานกับช่องทางอื่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางกลยุทธ์ Retail Media ให้บูรณาการกับ Facebook Ads และ Google Ads อย่างครบวงจร หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
https://digitald2m.com/
https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Retail Media Network 2026 โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
ยิงแอดอสังหาควรใช้ Objective อะไร หา Lead คุณภาพ ไม่ใช่แค่ Lead ถูกแต่ปิดการขายไม่ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229861 มิ.ย. 2569, 07:55:24 -
Lead Form อสังหา ควรถามอะไรบ้าง ลดลีดผีด้วย Higher Intent และคัด Lead คุณภาพก่อนส่งให้เซลส์
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229871 มิ.ย. 2569, 07:55:56 -
ยิงแอดอสังหา ต้องวัดถึงนัดชมบ้าน ไม่ใช่แค่ Lead ถูกแต่ปิดการขายไม่ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229881 มิ.ย. 2569, 07:56:28 -
1-1-1 Facebook Ads ใส่งบที่ Campaign หรือ Ad Set ต่างกันไหม? เช็กก่อนสรุปว่า CBO หรือ ABO ดีกว่า
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220233992 มิ.ย. 2569, 07:49:31 -
Facebook Ads เก็บเงินยังไง? จ่ายต่อทักข้อความ คลิก หรือ Impression กันแน่
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234012 มิ.ย. 2569, 07:50:28 -
Dynamic URL Parameters คืออะไร? ติด UTM Meta Ads ให้รู้ว่า Lead มาจากแคมเปญไหนจริง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234022 มิ.ย. 2569, 07:50:55 -
Significant Edits คืออะไร? แก้แอด Facebook แบบไหนทำให้ Learning รีเซ็ต
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234032 มิ.ย. 2569, 07:51:26 -
Spending Limit คืออะไร? แอด Facebook ไม่ใช้เงิน อาจติดเพดานบัญชี ไม่ใช่แคมเปญพัง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234052 มิ.ย. 2569, 07:52:07 -
Event Match Quality คืออะไร? Pixel/CAPI ยิง Event แล้ว Meta จับคู่ลูกค้าได้ดีแค่ไหน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234062 มิ.ย. 2569, 07:52:43 -
การปรับราคาเสนอขั้นสูงคืออะไร? ดันปุ่มโทร Google Ads ให้เด่นขึ้น แต่ต้องวัดคุณภาพสายด้วย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239953 มิ.ย. 2569, 06:57:01 -
Dynamic Search Ads คืออะไร? ใช้หา Long-tail Keyword ที่คิดไม่ถึงจากเว็บไซต์ของเรา
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239963 มิ.ย. 2569, 06:58:21 -
รายงานแบรนด์ Google Ads คืออะไร? วัด Reach Frequency ให้รู้ว่าคนเห็นจริงหรือแค่ยิงซ้ำคนเดิม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239973 มิ.ย. 2569, 06:59:01 -
Conversion Value Rules คืออะไร? ให้ Lead คุณภาพมีค่ามากกว่า Lead ทั่วไป
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239993 มิ.ย. 2569, 06:59:50 -
Custom Variables คืออะไร? ส่งข้อมูล Lead ให้ลึกขึ้นกว่าคำว่า Lead
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220240003 มิ.ย. 2569, 07:00:21 -
Conversion Paths คืออะไร? แคมเปญไหนเปิดทาง แคมเปญไหนช่วยปิดยอด
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220240013 มิ.ย. 2569, 07:00:59 -
Reach Planner คืออะไร? วาง YouTube Ads ให้คุ้ม ก่อนยิงจริงต้องดู Reach, Frequency และงบประมาณ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245194 มิ.ย. 2569, 07:35:39 -
App Connect คืออะไร? Deep Link ปิดยอดในแอป ไม่ให้ลูกค้าหลุดหลังคลิกโฆษณา
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245204 มิ.ย. 2569, 07:36:47 -
หัวข้อกระทู้: Brand List คืออะไร? คุม PMax ไม่ให้กินคำแบรนด์ จน Report ดูดีเกินจริง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245214 มิ.ย. 2569, 07:37:26 -
Creator Partnerships คืออะไร? ยิงแอดต่อจากครีเอเตอร์ ให้คลิปรีวิวทำงานได้มากกว่าโพสต์เดียว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245224 มิ.ย. 2569, 07:37:59 -
หัวข้อกระทู้: Content Suitability คืออะไร? เลือกพื้นที่โฆษณา Google Ads ให้คุ้ม ไม่ใช่แค่ Reach เยอะ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245234 มิ.ย. 2569, 07:38:28






























