หมายเลขประกาศ22034065
Phone-through Rate คืออะไร? Google Ads พาคนโทรจริงไหม
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"ถ้าธุรกิจของคุณปิดการขายผ่านโทรศัพท์ อย่าดูแค่ว่า Google Ads ได้คลิกกี่ครั้ง ต้องดูด้วยว่าโฆษณาทำให้คนกดโทรจริงไหม รับสายทันไหม และสายนั้นมีโอกาสกลายเป็นลูกค้าหรือเปล่า"
Phone-through Rate หรือ PTR คือ Metric ใน Google Ads ที่ใช้วัดว่า จากจำนวนครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรมีโอกาสถูกเห็น มีคนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
Metric นี้เหมาะมากกับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามาเป็น Lead หลัก เช่น คลินิก ร้านซ่อม โรงเรียนสอนพิเศษ อสังหา ทนายความ ประกันภัย บริการฉุกเฉิน หรือธุรกิจ Local Service ที่ต้องคุยกับลูกค้าก่อนปิดการขาย
หลายธุรกิจยิง Google Ads แล้วดูแค่
- Clicks
- CTR
- CPC
- Conversion บนเว็บไซต์
- Landing Page Views
- Form Submit
- Cost per Click
- Cost per Conversion
แต่ในความจริง บางธุรกิจไม่ได้ขายจบบนหน้าเว็บ
ลูกค้าอาจต้องโทรเพื่อ
- ถามราคา
- จองคิว
- เช็กพื้นที่ให้บริการ
- ขอใบเสนอราคา
- ปรึกษาเบื้องต้น
- ถามรายละเอียดคอร์ส
- ถามโปรโมชัน
- นัดหมายเข้ารับบริการ
- คุยกับทีมขายก่อนตัดสินใจ
ดังนั้น ถ้าเป้าหมายจริงคือ “สายโทร” การดูแค่ Clicks อาจทำให้วิเคราะห์ผิด
เพราะคลิกเข้าเว็บเยอะไม่ได้แปลว่าสายโทรเยอะ
และสายโทรเยอะก็ยังไม่ได้แปลว่าสายมีคุณภาพเสมอไป
ต้องดูต่อว่า
- ลูกค้าโทรจริงไหม
- ทีมรับสายทันไหม
- สายคุยนานพอไหม
- เป็นสายโทรผิดหรือไม่
- โทรมาจากพื้นที่ให้บริการไหม
- คนโทรมีความต้องการจริงไหม
- โทรแล้วนัดหมายหรือปิดการขายได้ไหม
- ต้นทุนต่อสายคุ้มกับธุรกิจหรือเปล่า
นี่คือเหตุผลที่ Phone-through Rate สำคัญ
เพราะมันช่วยเปลี่ยนมุมจากการดูว่า
“แอดมีคนคลิกไหม”
เป็น
“แอดทำให้คนโทรหาธุรกิจจริงไหม”
ซึ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ยอดขายไม่ได้เกิดจากหน้าเว็บทันที แต่เกิดจากการคุยกับลูกค้าผ่านโทรศัพท์
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Phone-through Rate คืออะไร คำนวณอย่างไร ต่างจาก Clicks และ CTR อย่างไร ควรดูคู่กับ Phone Calls, Call Clicks, Call Duration, Missed Calls และ Cost per Call อย่างไร
รวมถึงวิธีวิเคราะห์ว่า Google Ads พาคนโทรเข้าธุรกิจจริง หรือแค่สร้างคลิกที่ยังไม่กลายเป็น Lead
สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือยิงแอดเอง เรื่องนี้สำคัญมาก
เพราะแคมเปญที่ดีสำหรับธุรกิจรับสาย ไม่ได้วัดแค่คลิกเยอะ
แต่ต้องวัดให้ลึกว่า
- คนกดโทรจริงไหม
- สายโทรมีคุณภาพไหม
- ทีมรับสายพร้อมไหม
- สายที่ได้คุยนานพอไหม
- สายโทรกลายเป็น Lead หรือยอดขายจริงไหม
- งบที่จ่ายไปคุ้มกับจำนวนสายคุณภาพหรือไม่
สารบัญบทความ
1. Phone-through Rate คืออะไร
2. ทำไมธุรกิจที่รับสายโทรไม่ควรดูแค่ Clicks
3. สูตรคำนวณ Phone-through Rate
4. Metric ที่ควรใช้ร่วมกัน
5. Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions ต่างกันอย่างไร
6. ถ้า Phone-through Rate ต่ำ บอกปัญหาอะไรได้บ้าง
7. วิธีเพิ่ม Phone-through Rate ให้คนโทรมากขึ้น
8. Framework CALL สำหรับวิเคราะห์สายโทรจาก Google Ads
9. Masterclass วิธีใช้ Phone-through Rate แบบมืออาชีพ
10. Danger Zone จุดพลาดในการอ่านสายโทรจาก Google Ads
11. Checklist ก่อนตัดสินว่าแอดพาคนโทรได้ดีไหม
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phone-through Rate
13. สรุปก่อนนำไปใช้จริง
1. Phone-through Rate คืออะไร
Phone-through Rate หรือ PTR คืออัตราที่ใช้ดูว่า โฆษณา Google Ads สามารถทำให้คนกดโทรหาธุรกิจได้ดีแค่ไหน
โดยมักใช้ในบริบทของ
- Call Reporting
- Call Assets
- Location Assets
- Call Ads
- Phone Calls
- Call Clicks
- ธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามา
พูดให้ง่ายที่สุด
CTR บอกว่า
“คนเห็นโฆษณาแล้วคลิกมากน้อยแค่ไหน”
ส่วน Phone-through Rate บอกว่า
“คนเห็นโฆษณาหรือเบอร์โทรแล้วกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน”
ถ้าแคมเปญมีเป้าหมายให้คนเข้าเว็บไซต์ CTR อาจเป็น Metric ที่สำคัญ
แต่ถ้าแคมเปญมีเป้าหมายให้ลูกค้าโทร เช่น โทรจองคิว โทรถามราคา โทรขอใบเสนอราคา หรือโทรปรึกษา Phone-through Rate จะใกล้กับเป้าหมายธุรกิจมากกว่า
ตัวอย่าง
แคมเปญ A:
ได้ Clicks เยอะมาก แต่ Phone Calls ต่ำ
แปลว่าแอดอาจพาคนเข้าเว็บได้ แต่ยังไม่กระตุ้นให้ลูกค้าโทร
แคมเปญ B:
ได้ Clicks น้อยกว่า แต่ Phone-through Rate สูง และมีสายโทรคุณภาพ
แปลว่าแคมเปญ B อาจเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Lead ผ่านสายโทรมากกว่า
ดังนั้น Phone-through Rate ไม่ใช่แค่ Metric เสริม
แต่เป็น Metric สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ Google Ads พาคนโทรจริง ไม่ใช่แค่พาคนเข้าเว็บแล้วหายไป
Metric นี้เหมาะมากกับธุรกิจที่ลูกค้ามักต้องโทรก่อนซื้อ เช่น
- คลินิก
- ร้านซ่อม
- โรงเรียนสอนพิเศษ
- อสังหา
- ทนายความ
- ประกันภัย
- บริการฉุกเฉิน
- ร้านอาหารที่รับจองโต๊ะ
- ธุรกิจรับเหมา
- ธุรกิจบริการท้องถิ่น
- ธุรกิจที่ต้องคุยกับลูกค้าก่อนปิดการขาย
2. ทำไมธุรกิจที่รับสายโทรไม่ควรดูแค่ Clicks
Clicks เป็น Metric สำคัญของ Google Ads
แต่สำหรับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทรศัพท์ Clicks อย่างเดียวอาจยังไม่พอ
เพราะคลิกเข้าเว็บไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะโทร
และลูกค้าที่โทรก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นสายคุณภาพเสมอไป
ตัวอย่างเช่น
คลินิกอาจมีคนคลิกเข้าเว็บเยอะ แต่ไม่มีใครโทรจองคิว
ร้านซ่อมอาจมีคนกดโทรเยอะ แต่เป็นสายที่โทรผิดพื้นที่ ถามเล่น หรือคุยสั้นมากจนไม่มีโอกาสปิดการขาย
บริการฉุกเฉินอาจได้สายโทรจำนวนมาก แต่ถ้าทีมรับสายไม่ทัน ก็เสีย Lead ทันที
โรงเรียนสอนพิเศษอาจได้คลิกเยอะ แต่ผู้ปกครองอาจยังไม่โทร เพราะข้อความโฆษณาไม่ได้บอกชัดว่าโทรแล้วได้ข้อมูลอะไร
ถ้าธุรกิจดูแค่ Clicks อาจเข้าใจผิดว่าแคมเปญดีเพราะมี Traffic เยอะ
ทั้งที่เป้าหมายจริงคือ Phone Calls หรือสายโทรที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้า
สำหรับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทร คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่
“คนคลิกไหม”
แต่ควรถามว่า
- คนโทรไหม
- โทรจากพื้นที่ที่ให้บริการจริงไหม
- โทรในช่วงเวลาที่มีคนรับสายไหม
- คุยนานพอไหม
- ทีมขายรับสายได้จริงไหม
- สายที่ได้มีคุณภาพไหม
- สายโทรกลายเป็นนัดหมายหรือยอดขายไหม
- ต้นทุนต่อสายคุ้มกับกำไรไหม
Phone-through Rate จึงช่วยเปลี่ยนมุมวิเคราะห์จาก
“แอดมีคนคลิกไหม”
เป็น
“แอดทำให้คนโทรไหม”
ซึ่งใกล้กับเป้าหมายธุรกิจมากกว่าในกรณีที่ลูกค้าต้องคุยกับทีมขายก่อนตัดสินใจ
3. สูตรคำนวณ Phone-through Rate
สูตรพื้นฐานในการเข้าใจ Phone-through Rate คือการนำจำนวน Phone Calls มาเทียบกับ Phone Impressions หรือจำนวนครั้งที่เบอร์โทรหรือโฆษณาที่มีฟังก์ชันโทรถูกแสดง
สูตรคือ
Phone-through Rate = Phone Calls ÷ Phone Impressions × 100
ตัวอย่าง
โฆษณามี Phone Impressions 10,000 ครั้ง
และมี Phone Calls 300 สาย
คำนวณได้ว่า
Phone-through Rate = 300 ÷ 10,000 × 100 = 3 เปอร์เซ็นต์
แปลว่า จากทุก 100 ครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดง มีประมาณ 3 ครั้งที่เกิดการโทรหาธุรกิจ
อีกสูตรที่ควรดูคู่กันคือ Cost per Call
เพื่อดูว่าธุรกิจจ่ายเงินเฉลี่ยเท่าไหร่ต่อสายโทรหนึ่งสาย
สูตรคือ
Cost per Call = Cost ÷ Phone Calls
ตัวอย่าง
ใช้งบ 3,000 บาท
ได้ Phone Calls 100 สาย
Cost per Call = 3,000 ÷ 100 = 30 บาทต่อสาย
แต่ต้องระวังว่า Cost per Call ต่ำไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป
เพราะสายโทรแต่ละสายมีคุณค่าไม่เท่ากัน
ตัวอย่าง
สาย A:
คุย 5 วินาทีแล้ววาง
สาย B:
คุย 2 นาที ถามราคา นัดหมาย และมีโอกาสซื้อ
ทั้งสองสายอาจถูกนับเป็น Phone Calls เหมือนกัน
แต่คุณค่าทางธุรกิจไม่เท่ากัน
ดังนั้น ถ้า Phone-through Rate ดี แต่ Cost per Call สูง ต้องดูต่อว่าสายที่ได้มีคุณภาพไหม คุยนานพอไหม และปิดการขายได้จริงหรือไม่
ถ้า Phone-through Rate ต่ำ ต้องดูว่าโฆษณา เบอร์โทร CTA เวลาแสดงผล หรือกลุ่มเป้าหมายมีปัญหาตรงไหน
4. Metric ที่ควรใช้ร่วมกัน
การวิเคราะห์ Phone-through Rate ให้แม่น ต้องดูร่วมกับ Metric อื่น
เพราะสายโทรหนึ่งสายไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันเสมอไป
บางสายอาจเป็นลูกค้าพร้อมซื้อ
บางสายอาจเป็นสายสั้น สายพลาด สายโทรผิด หรือสายที่ไม่ตรงพื้นที่
1. Phone Calls
Phone Calls ใช้ดูจำนวนสายโทรที่ได้รับจากโฆษณา
เป็น Metric หลักสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามา
แต่จำนวนสายโทรอย่างเดียวไม่พอ
เพราะ Phone Calls สูงอาจดูดี แต่ถ้าสายส่วนใหญ่เป็นสายสั้นหรือไม่ตรงกลุ่ม ก็อาจไม่คุ้มกับงบโฆษณา
2. Phone-through Rate
Phone-through Rate ใช้ดูอัตราการโทรเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดง
ถ้าค่านี้ต่ำ อาจแปลว่าโฆษณายังไม่กระตุ้นให้โทรมากพอ หรือ Call Asset ยังไม่เด่นพอ
สิ่งที่ควรตรวจคือ
- CTA ชัดไหม
- ข้อเสนอทำให้คนอยากโทรไหม
- โฆษณาบอกเหตุผลให้โทรหรือไม่
- เบอร์โทรหรือปุ่มโทรมองเห็นชัดไหม
- แสดงโฆษณาในช่วงเวลาที่ลูกค้าพร้อมโทรหรือไม่
- Keyword ตรงกับ Intent ที่พร้อมโทรหรือไม่
3. Call Clicks
Call Clicks ใช้ดูจำนวนครั้งที่คนกดปุ่มโทรหรือกดเบอร์โทรจากโฆษณา
เหมาะสำหรับดูพฤติกรรมการกดโทรเบื้องต้น
แต่ต้องดูต่อว่าสายนั้นเกิดขึ้นและมีคุณภาพหรือไม่
บางครั้งคนอาจกดปุ่มโทร แต่ไม่ได้คุยจริง หรือกดผิดแล้ววางเร็ว
ดังนั้น Call Clicks ต้องดูร่วมกับ Phone Calls และ Call Duration เสมอ
4. Call Duration
Call Duration ใช้ดูระยะเวลาการคุย
สายที่คุยนานพออาจมีโอกาสเป็น Lead คุณภาพมากกว่าสายสั้น ๆ ที่โทรผิด ถามเล่น หรือวางสายเร็ว
ตัวอย่างการอ่าน
สาย 5 วินาที:
อาจเป็นสายกดผิดหรือโทรผิด
สาย 30 วินาที:
อาจเริ่มมีการสอบถามจริง
สาย 1-3 นาที:
อาจมีโอกาสเป็น Lead คุณภาพ ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
สายยาวมาก:
อาจเป็นการให้คำปรึกษาจริง หรืออาจเป็นสายที่ใช้เวลานานแต่ไม่ซื้อ ต้องดูผลหลังบ้านต่อ
5. Missed Calls
Missed Calls ใช้ดูสายที่โทรเข้ามาแต่ธุรกิจไม่ได้รับ
ถ้าสายพลาดเยอะมาก ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โฆษณา
แต่อยู่ที่ทีมรับสาย เวลาทำการ หรือการตั้งเวลาการแสดงโฆษณา
ตัวอย่าง
ถ้าโฆษณาแสดงตอนกลางคืน แต่ไม่มีทีมรับสาย
คุณอาจเสียโอกาสจากคนที่พร้อมตัดสินใจทันที
หรือถ้าโฆษณาทำให้มีสายโทรเข้ามาช่วงพักเที่ยง แต่ทีมขายไม่มีคนรับ ก็อาจเสีย Lead คุณภาพไป
6. Cost per Call
Cost per Call ใช้ดูต้นทุนต่อสายโทร
ถ้าสายโทรมีคุณภาพและปิดการขายได้ ต้นทุนต่อสายที่สูงกว่าคลิกทั่วไปอาจยังคุ้ม
แต่ถ้าสายไม่มีคุณภาพ ต้องกลับไปตรวจ
- Keyword
- Location
- Search Terms
- Ad Copy
- Offer
- Call Asset
- ช่วงเวลาแสดงโฆษณา
- คุณภาพทีมรับสาย
- ข้อมูลหลังบ้านหลังรับสาย
7. Call Conversions
Call Conversions ใช้ดูสายที่ยาวพอหรือมีคุณค่าพอจนถูกนับเป็น Conversion
ธุรกิจควรตั้ง Minimum Call Length ให้เหมาะกับลักษณะงาน
เช่น ธุรกิจที่ต้องให้คำปรึกษาอาจตั้งสายที่คุยเกิน 60 วินาทีขึ้นไปเป็น Conversion
ส่วนธุรกิจที่จองคิวเร็วอาจตั้งสั้นกว่านั้นได้
5. Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions
เพราะทั้งหมดเกี่ยวกับการโทร
แต่จริง ๆ แล้วแต่ละตัวตอบคำถามคนละจุดใน Funnel
Call Clicks
คำถามที่ตอบ:
มีคนกดปุ่มโทรหรือกดเบอร์โทรกี่ครั้ง
เหมาะใช้วิเคราะห์:
ความตั้งใจเริ่มต้นในการโทร
ข้อควรระวัง:
คนกดปุ่มโทรไม่ได้แปลว่าจะคุยจริงเสมอไป
Phone Calls
คำถามที่ตอบ:
เกิดสายโทรจากโฆษณากี่สาย
เหมาะใช้วิเคราะห์:
จำนวนสายที่ธุรกิจได้รับจาก Google Ads
ข้อควรระวัง:
จำนวนสายเยอะไม่ได้แปลว่าสายคุณภาพดีเสมอไป
Call Duration
คำถามที่ตอบ:
แต่ละสายคุยนานแค่ไหน
เหมาะใช้วิเคราะห์:
คุณภาพเบื้องต้นของสายโทร
ข้อควรระวัง:
สายยาวไม่ได้แปลว่าปิดการขายได้เสมอไป ต้องดูผลหลังบ้านต่อ
Call Conversions
คำถามที่ตอบ:
สายไหนยาวพอหรือมีคุณค่าจนถูกนับเป็น Conversion
เหมาะใช้วิเคราะห์:
สายที่มีโอกาสเป็น Lead คุณภาพหรือยอดขาย
ข้อควรระวัง:
ถ้าตั้ง Minimum Call Length สั้นเกินไป อาจนับสายไม่มีคุณภาพเป็น Conversion
สรุปง่าย ๆ คือ
Call Clicks = คนกดเริ่มโทร
Phone Calls = เกิดสายโทรจริง
Call Duration = คุยนานแค่ไหน
Call Conversions = สายที่ถูกนับเป็น Conversion ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้
ดังนั้น ธุรกิจไม่ควรดูแค่จำนวนสายโทร
แต่ควรดูว่าสายที่ได้ยาวพอไหม รับสายได้จริงไหม และมีโอกาสปิดการขายหรือไม่
6. ถ้า Phone-through Rate ต่ำ บอกปัญหาอะไรได้บ้าง
ถ้า Phone-through Rate ต่ำ แปลว่าโฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดงแล้ว แต่คนยังไม่กดโทรมากพอ
ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
1. CTA ยังไม่ชัดว่าควรโทรทำไม
ถ้าโฆษณาใส่เบอร์โทรไว้เฉย ๆ แต่ไม่บอกเหตุผลให้โทร คนอาจไม่มีแรงจูงใจพอที่จะกดโทร
ตัวอย่าง CTA ที่กว้างเกินไป
- โทรเลย
- ติดต่อเรา
- สอบถามเพิ่มเติม
ตัวอย่าง CTA ที่ชัดกว่า
- โทรปรึกษาเบื้องต้น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรเช็กพื้นที่ให้บริการ
- โทรขอราคาประเมิน
- โทรสอบถามคอร์สที่เหมาะกับคุณ
- โทรให้ทีมงานแนะนำแพ็กเกจที่เหมาะกับธุรกิจ
CTA ที่ดีต้องบอกลูกค้าว่า โทรแล้วได้อะไร
ไม่ใช่แค่บอกให้โทร
2. โฆษณาแสดงผิดช่วงเวลารับสาย
ถ้าโฆษณาแสดงนอกเวลาทำการหรือช่วงที่ไม่มีคนรับสาย คนอาจโทรแล้วไม่มีคนรับ
ทำให้เสียโอกาสและเกิด Missed Calls สูง
ตัวอย่าง
ทีมขายรับสายได้ 09:00-18:00 น.
แต่แคมเปญยังแสดงช่วง 22:00 น.
ถ้ามีคนโทรเข้ามาแล้วไม่มีคนรับ โฆษณาอาจทำหน้าที่พาคนสนใจมาแล้ว แต่ธุรกิจเสียโอกาสเอง
3. Keyword หรือ Location ไม่ตรงกลุ่ม
ถ้าคนที่เห็นโฆษณาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ให้บริการ หรือค้นหาด้วย Intent ที่ไม่พร้อมโทร Phone-through Rate อาจต่ำ
หรือถ้าโทรเข้ามาก็อาจเป็นสายที่ปิดการขายยาก
ตัวอย่าง
ร้านซ่อมให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ
แต่โฆษณาไปแสดงในต่างจังหวัด
คนอาจไม่โทร เพราะรู้ว่าไม่อยู่ในพื้นที่
หรืออาจโทรมาแล้วปิดไม่ได้เพราะอยู่นอกพื้นที่ให้บริการ
4. Offer ยังไม่เร่งให้โทร
บางธุรกิจต้องใช้ข้อเสนอที่ชัดเพื่อให้คนโทรทันที เช่น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรรับคำปรึกษาเบื้องต้น
- โทรเช็กคิวว่าง
- โทรรับราคาเฉพาะเคส
- โทรสอบถามโปรประจำเดือน
- โทรประเมินเบื้องต้นก่อนเข้ารับบริการ
ถ้า Offer ไม่ชัด ลูกค้าอาจเลือกดูเว็บต่อ เก็บไว้ก่อน หรือไปเปรียบเทียบคู่แข่งแทนโทรทันที
5. ความน่าเชื่อถือยังไม่พอ
สำหรับธุรกิจที่ลูกค้าต้องโทรคุย เช่น คลินิก อสังหา หรือบริการ B2B
ลูกค้าอาจไม่อยากโทรถ้าไม่มั่นใจว่าแบรนด์น่าเชื่อถือพอ
สิ่งที่ลูกค้าอาจต้องการเห็นก่อนโทร เช่น
- รีวิว
- ที่อยู่จริง
- ชื่อบริษัท
- รูปทีมงาน
- ประสบการณ์
- ผลงาน
- ใบอนุญาต ถ้ามี
- ราคาเบื้องต้น
- ขั้นตอนบริการ
- ข้อมูลที่ช่วยลดความเสี่ยง
- ช่องทางติดต่อที่ชัดเจน
ถ้าแอดหรือหน้าเว็บยังไม่สร้างความมั่นใจ ลูกค้าอาจไม่กล้าโทร
6. Call Asset ไม่เด่นหรือไม่ได้ตั้งค่าเหมาะสม
ถ้า Call Asset ไม่แสดง หรือแสดงไม่เด่นพอ ลูกค้าอาจไม่รู้ว่ากดโทรได้ทันที
ควรตรวจว่า
- เปิดใช้ Call Asset แล้วหรือยัง
- เบอร์ถูกต้องไหม
- แสดงในช่วงเวลาที่รับสายได้ไหม
- ใช้ร่วมกับ Location Asset หรือไม่
- Call Reporting เปิดถูกต้องไหม
- Campaign Type รองรับตามที่ต้องการไหม
7. วิธีเพิ่ม Phone-through Rate ให้คนโทรมากขึ้น
การเพิ่ม Phone-through Rate ไม่ใช่แค่เปิด Call Asset แล้วจบ
แต่ต้องออกแบบให้ลูกค้ารู้ว่า
“โทรแล้วได้อะไร”
และต้องแน่ใจว่าธุรกิจพร้อมรับสายจริงในช่วงที่โฆษณาแสดง
1. เขียน CTA ให้ชัดว่าโทรแล้วได้อะไร
ใช้ข้อความที่เจาะจง เช่น
- โทรปรึกษาเบื้องต้น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรเช็กพื้นที่ให้บริการ
- โทรขอราคาประเมิน
- โทรสอบถามคอร์สที่เหมาะกับคุณ
- โทรให้ทีมงานแนะนำบริการที่เหมาะกับปัญหาของคุณ
- โทรสอบถามโปรและเวลาว่าง
แทนการใส่เบอร์โทรเฉย ๆ
เพราะลูกค้าต้องรู้ว่าเขาจะได้อะไรหลังโทร
2. ตั้งเวลาแสดงโฆษณาตามเวลารับสายจริง
ถ้าทีมรับสายทำงาน 09:00-18:00 น.
ควรให้แคมเปญที่เน้นโทรแสดงในช่วงที่รับสายได้จริง
เพื่อลด Missed Calls และเพิ่มโอกาสปิดการขาย
แต่ถ้าธุรกิจมีทีมรับสาย 24 ชั่วโมง เช่น บริการฉุกเฉิน หรือบริการซ่อมเร่งด่วน ก็สามารถแสดงนอกเวลาทำการทั่วไปได้
หลักการคือ อย่าให้แอดพาคนโทรเข้ามาในช่วงที่ไม่มีคนรับ
3. ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำ
ไม่ใช่ทุกสายควรถูกนับเป็น Conversion
ควรตั้งระยะเวลาขั้นต่ำ เช่น
- 30 วินาที
- 60 วินาที
- 90 วินาที
- หรือมากกว่านั้นตามบริบทธุรกิจ
เพื่อแยกสายคุณภาพออกจากสายสั้นหรือสายผิด
ตัวอย่าง
ธุรกิจคลินิกอาจตั้งสายที่คุยเกิน 60 วินาทีเป็น Conversion
เพราะคนที่คุยนานพอมีโอกาสถามราคา นัดหมาย หรือสอบถามรายละเอียดจริง
แต่ถ้าตั้งสั้นเกินไป เช่น 5 วินาที อาจทำให้สายไม่มีคุณภาพถูกนับเป็น Conversion
4. ตรวจ Search Terms และ Location
ถ้าสายที่เข้ามาไม่ตรงกลุ่ม ให้ตรวจคำค้นหาและพื้นที่ที่แอดแสดง
อาจต้องเพิ่ม Negative Keywords หรือปรับ Location Targeting เพื่อให้ได้สายจากคนที่มีโอกาสซื้อจริง
ตัวอย่าง
ถ้าธุรกิจรับทำ Google Ads แบบมีค่าใช้จ่าย
แต่ Search Terms มีคำว่า “ฟรี” เยอะมาก
สายที่โทรเข้ามาอาจไม่พร้อมซื้อ
หรือถ้าธุรกิจให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ แต่มีสายจากต่างจังหวัดจำนวนมาก อาจต้องปรับพื้นที่ให้แม่นขึ้น
5. ฝึกทีมรับสายและบันทึกผลหลังโทร
โฆษณาทำหน้าที่พาคนโทร
แต่ยอดขายเกิดจากการรับสายด้วย
ถ้าทีมรับสายไม่มีสคริปต์ ไม่ถามความต้องการ ไม่คัดกรองลูกค้า หรือไม่บันทึกสถานะ Lead จะวัดคุณภาพสายจริงได้ยาก
สิ่งที่ทีมรับสายควรบันทึก เช่น
- ชื่อผู้โทร
- บริการที่สนใจ
- พื้นที่
- งบประมาณ
- ความเร่งด่วน
- ปัญหาที่ต้องการแก้
- นัดหมายแล้วหรือยัง
- ปิดการขายได้หรือไม่
- ไม่ตรงกลุ่มเพราะอะไร
- ต้อง Follow-up เมื่อไหร่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Google Ads ไม่ได้วัดแค่สายโทร
แต่เชื่อมไปถึงยอดขายจริง
6. ทำหน้า Landing Page ให้ช่วยเสริมการโทร
แม้เป้าหมายคือให้โทร แต่หลายคนอาจกดเข้าเว็บก่อนตัดสินใจโทร
ดังนั้นหน้าเว็บควรช่วยให้ลูกค้ากล้าโทรมากขึ้น เช่น
- มีปุ่มโทรเด่น
- มีรีวิว
- มีราคาเบื้องต้น
- มีคำอธิบายบริการ
- มี FAQ
- มีที่อยู่หรือพื้นที่ให้บริการ
- มีรูปทีมงานหรือผลงาน
- มีข้อความว่าทีมงานจะช่วยอะไรหลังโทร
ถ้าเว็บทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น Phone-through Rate อาจดีขึ้นตาม
8. Framework CALL สำหรับวิเคราะห์สายโทรจาก Google Ads
ก่อนตัดสินว่า Google Ads พาคนโทรได้ดีหรือไม่ ให้ใช้ Framework CALL เพื่อเช็กตั้งแต่ก่อนโทร ระหว่างโทร และหลังโทร
1. C - Call Intent
คนที่เห็นโฆษณามีเจตนาพอจะโทรหรือไม่ เช่น ค้นหาด้วยคำที่พร้อมซื้อ พร้อมจอง หรือพร้อมสอบถามราคา
คำถามที่ควรถาม
- Keyword มี Intent โทรจริงไหม
- Search Terms ตรงกับบริการหรือไม่
- คนค้นหาพร้อมคุยกับธุรกิจหรือยัง
- CTA ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการไหม
- สายที่เข้ามามาจากคนที่มีโอกาสซื้อจริงหรือไม่
2. A - Availability
ธุรกิจพร้อมรับสายตอนโฆษณาแสดงหรือไม่
ถ้าไม่มีคนรับ Missed Calls จะทำให้เสียโอกาสทันที
คำถามที่ควรถาม
- โฆษณาแสดงตรงเวลาที่รับสายได้ไหม
- มีคนรับสายพอหรือไม่
- ช่วงไหนมี Missed Calls สูง
- ควรปรับ Ad Schedule หรือเพิ่มทีมรับสายไหม
- วันหยุดหรือหลังเวลางานควรเปิดแอดโทรหรือไม่
3. L - Length of Call
สายโทรมีระยะเวลาคุยนานพอจะถือเป็น Lead คุณภาพหรือไม่ หรือเป็นสายสั้นที่ไม่มีโอกาสขาย
คำถามที่ควรถาม
- สายเฉลี่ยคุยนานเท่าไหร่
- สายที่คุยนานมีโอกาสขายจริงไหม
- Minimum Call Length ตั้งเหมาะสมหรือไม่
- สายสั้นมาจาก Keyword หรือ Location ไหน
- Call Duration สัมพันธ์กับยอดขายจริงไหม
4. L - Lead Outcome
หลังจากรับสายแล้ว ผลลัพธ์คืออะไร เช่น นัดหมาย ขอใบเสนอราคา ปิดการขาย หรือไม่ตรงกลุ่ม
คำถามที่ควรถาม
- สายโทรกลายเป็น Lead คุณภาพกี่สาย
- นัดหมายได้กี่สาย
- ปิดการขายได้กี่สาย
- สายไม่ตรงกลุ่มเกิดจากอะไร
- ทีมขายบันทึกผลหลังโทรหรือไม่
- Cost per Call คุ้มกับยอดขายจริงไหม
วิธีนำไปใช้จริงคือ
อย่าดูแค่ว่า Phone Calls เยอะไหม
ให้ดูต่อว่า โทรมาจากคำค้นหาอะไร โทรช่วงเวลาไหน รับสายได้ไหม คุยนานพอไหม และสุดท้ายกลายเป็นลูกค้าจริงกี่คน
9. Masterclass วิธีใช้ Phone-through Rate แบบมืออาชีพ
Masterclass 1: ใช้ Phone-through Rate แยกแคมเปญที่ทำให้คนโทรจริง
แนวคิด:
แคมเปญบางตัวอาจมี Clicks เยอะ แต่ไม่ทำให้คนโทร
ขณะที่บางแคมเปญคลิกไม่เยอะมาก แต่สร้างสายโทรคุณภาพได้ดีกว่า
วิธีการนำไปปรับใช้:
เพิ่มคอลัมน์เหล่านี้ใน Google Ads
- Phone Calls
- Phone-through Rate
- Call Clicks
- Call Duration
- Call Conversions
- Cost per Call
แล้วเปรียบเทียบตาม
- Campaign
- Keyword
- Search Terms
- Device
- Location
- ช่วงเวลา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าโปรโมตคอร์ส Google Ads แล้วพบว่าคีย์เวิร์ดบางคำทำให้คนโทรสอบถามจริงมากกว่าคำอื่น
ควรเพิ่มงบให้กลุ่มคำที่สร้างสายคุณภาพ
ไม่ใช่กลุ่มที่ได้คลิกเยอะอย่างเดียว
Masterclass 2: ใช้ Call Duration แยกสายจริงออกจากสายเบา
แนวคิด:
สายโทรทุกสายไม่เท่ากัน
สาย 5 วินาทีกับสาย 2 นาทีมีคุณค่าไม่เท่ากัน
การดูแค่จำนวน Phone Calls อาจทำให้ตีความผิด
วิธีการนำไปปรับใช้:
ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำที่สะท้อนโอกาสขายจริง
เช่น สายที่คุยเกิน 60 วินาทีจึงนับเป็น Conversion สำหรับธุรกิจที่ต้องให้คำปรึกษา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
คลินิกอาจมีสายโทรจำนวนมาก
แต่ถ้าหลายสายวางภายใน 10 วินาที อาจไม่ควรถูกนับเท่ากับสายที่คุยเรื่องราคาและนัดหมายจริง
Masterclass 3: อย่าโทษแอดถ้าธุรกิจรับสายไม่ทัน
แนวคิด:
ถ้าโฆษณาพาคนโทรแล้ว แต่ไม่มีคนรับสายหรือรับสายไม่ดี ยอดขายอาจไม่เกิด
ทั้งที่แคมเปญทำหน้าที่สร้างโอกาสแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้:
ดู Missed Calls, ช่วงเวลาที่โทรเข้า และความพร้อมของทีมรับสาย
ถ้า Missed Calls สูง ให้ปรับ Ad Schedule หรือเพิ่มทีมรับสายก่อนตัดสินว่าแอดไม่ดี
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าแคมเปญร้านซ่อมฉุกเฉินมีสายโทรเข้าช่วงกลางคืน แต่ไม่มีคนรับสาย
โฆษณาอาจไม่ได้ล้มเหลว
ปัญหาอาจอยู่ที่การตั้งเวลาแสดงแอดไม่ตรงกับเวลารับงานจริง
Masterclass 4: เชื่อมข้อมูลสายโทรกับยอดขายจริง
แนวคิด:
Google Ads บอกได้ว่าสายโทรเกิดขึ้น
แต่ธุรกิจต้องรู้ต่อว่าสายนั้นกลายเป็นยอดขายจริงหรือไม่
วิธีการนำไปปรับใช้:
ให้ทีมขายบันทึกสถานะหลังรับสาย เช่น
- โทรผิด
- ไม่ตรงพื้นที่
- ถามราคา
- ขอรายละเอียด
- นัดหมายแล้ว
- รอ Follow-up
- ปิดการขายแล้ว
- ไม่ซื้อเพราะราคา
- ไม่ซื้อเพราะไม่ตรงบริการ
แล้วนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ร่วมกับ Campaign, Keyword, Location และช่วงเวลา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้า Keyword หนึ่งสร้างสายโทรเยอะ แต่ทีมขายบอกว่าส่วนใหญ่เป็นคนถามเล่นหรือไม่มีงบ
ควรลดงบหรือปรับข้อความให้คัดกรองคนมากขึ้น
แต่ถ้า Keyword อีกตัวสร้างสายน้อยกว่าแต่ปิดการขายได้มากกว่า ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนั้นมากกว่า
10. Danger Zone จุดพลาดในการอ่านสายโทรจาก Google Ads
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดู Clicks แล้วคิดว่าได้ Lead โทรเยอะ
คลิกเข้าเว็บไม่ได้แปลว่าลูกค้าโทร
ผลเสียคือเข้าใจผิดว่าแคมเปญสร้างโอกาสขายแล้ว
แนวทางคือดู Phone Calls, Phone-through Rate และ Call Conversions ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 2: นับทุกสายเป็น Conversion
บางสายอาจโทรผิด วางเร็ว หรือไม่มีคุณภาพ
ผลเสียคือ Conversion ดูดีเกินจริง
แนวทางคือตั้ง Minimum Call Length เพื่อคัดสายที่มีโอกาสขายจริง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่ดู Missed Calls
ถ้ามีคนโทรแต่ธุรกิจไม่รับสาย จะเสีย Lead ทันที
ผลเสียคือโฆษณาพาโอกาสมาแล้วแต่ทีมขายรับไม่ทัน
แนวทางคือดูสายพลาดและปรับเวลายิงแอดหรือทีมรับสาย
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่แยกคุณภาพสายตาม Keyword และ Location
บางคำค้นหาหรือบางพื้นที่อาจสร้างสายคุณภาพต่ำ
ผลเสียคือใช้งบกับ Traffic ที่ไม่ปิดการขาย
แนวทางคือวิเคราะห์สายโทรตาม Search Terms, Location และ Device
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่มีระบบบันทึกผลหลังรับสาย
Google Ads บอกว่าสายเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าสายนั้นปิดการขายได้ไหม
ผลเสียคือวิเคราะห์ ROI จริงไม่ได้
แนวทางคือให้ทีมบันทึกสถานะสาย เช่น นัดหมายแล้ว ปิดขายแล้ว ไม่ตรงกลุ่ม หรือโทรซ้ำ
ข้อผิดพลาดที่ 6: ตั้ง Call Conversion สั้นเกินไป
ถ้าตั้งสาย 5-10 วินาทีเป็น Conversion อาจนับสายโทรผิดหรือสายวางเร็วเป็น Conversion
ผลเสียคือระบบ Optimize จากข้อมูลคุณภาพต่ำ
แนวทางคือตั้ง Minimum Call Length ให้สะท้อนสายที่มีโอกาสขายจริง
ข้อผิดพลาดที่ 7: ยิงแอดนอกเวลารับสายแล้วโทษว่าแคมเปญไม่ดี
ถ้าโฆษณาทำให้คนโทรแต่ไม่มีคนรับ ปัญหาอาจอยู่ที่เวลารับสาย ไม่ใช่แอด
ผลเสียคือเสีย Lead คุณภาพโดยไม่จำเป็น
แนวทางคือปรับ Ad Schedule ให้ตรงกับเวลาที่รับสายได้จริง
11. Checklist ก่อนตัดสินว่าแอดพาคนโทรได้ดีไหม
- เปิด Call Reporting ใน Google Ads ให้ถูกต้อง
- ตรวจว่ามี Call Assets, Location Assets หรือ Call Ads ตามเป้าหมายแคมเปญ
- เพิ่มคอลัมน์ Phone Calls และ Phone-through Rate ในรายงาน
- ดู Call Clicks เพื่อวัดจำนวนคนที่กดเริ่มโทร
- ดู Call Duration เพื่อแยกสายคุณภาพออกจากสายสั้น
- ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำที่เหมาะกับธุรกิจ
- ดู Missed Calls ว่าธุรกิจพลาดรับสายมากแค่ไหน
- ดู Cost per Call และ Cost per Call Conversion
- แยกดูตาม Keyword, Search Terms, Device, Location และช่วงเวลา
- ตั้ง Ad Schedule ให้ตรงกับเวลาที่ทีมรับสายได้จริง
- ตรวจว่า CTA ในโฆษณาบอกชัดไหมว่าโทรแล้วได้อะไร
- ตรวจว่า Call Asset แสดงถูกเบอร์และถูกช่วงเวลาหรือไม่
- ตรวจว่า Location Targeting ตรงกับพื้นที่ให้บริการจริงไหม
- ตรวจว่า Search Terms มี Intent พร้อมโทรหรือไม่
- ตรวจว่าสคริปต์รับสายช่วยปิดการขายหรือคัดกรองลูกค้าได้ดีไหม
- บันทึกผลหลังรับสาย เช่น นัดหมาย ปิดการขาย หรือไม่ตรงกลุ่ม เพื่อวัด ROI จริง
- ตรวจว่าสายโทรคุณภาพมาจาก Campaign หรือ Keyword ไหน
- ตรวจว่าสายที่ Missed เกิดช่วงเวลาไหนและแก้อย่างไรได้บ้าง
- อย่าดู Phone Calls แยกจาก Call Duration และผลหลังบ้าน
- ก่อนเพิ่มงบ ต้องรู้ก่อนว่าสายโทรที่ได้มีคุณภาพจริง ไม่ใช่แค่จำนวนสายสวยในรายงาน
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phone-through Rate
Phone-through Rate คืออะไรแบบสั้น ๆ
Phone-through Rate คืออัตราที่วัดว่า โฆษณาหรือเบอร์โทรใน Google Ads ทำให้คนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
ใช้กับแคมเปญที่ต้องการสายโทรเป็น Lead
Phone-through Rate ต่างจาก CTR อย่างไร
CTR วัดว่าคนเห็นโฆษณาแล้วคลิกมากน้อยแค่ไหน
ส่วน Phone-through Rate วัดว่าคนเห็นโฆษณาหรือเบอร์โทรแล้วโทรหาธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
จึงเหมาะกับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทรศัพท์
Phone Calls เยอะแปลว่าแคมเปญดีไหม
ยังสรุปไม่ได้ทันที
ต้องดู Call Duration, Missed Calls, Call Conversions, คุณภาพสายหลังบ้าน และยอดขายจริงด้วย
เพราะสายโทรจำนวนมากอาจไม่มีคุณภาพก็ได้
ควรตั้ง Call Conversion จากระยะเวลากี่วินาที
ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
ถ้าเป็นบริการที่ต้องคุยรายละเอียด อาจตั้ง 60 วินาทีขึ้นไป
แต่ถ้าเป็นบริการฉุกเฉินหรือจองคิวง่าย อาจใช้เวลาสั้นกว่านั้นได้
ควรตั้งตามระยะเวลาที่สะท้อนสายคุณภาพจริง
ถ้า Phone-through Rate ต่ำควรแก้อะไรก่อน
ควรตรวจ
- CTA ในโฆษณา
- Call Asset
- ช่วงเวลาแสดงโฆษณา
- Keyword
- Search Terms
- Location
- Offer
- ความชัดเจนของเหตุผลที่ลูกค้าควรโทร
- ความน่าเชื่อถือก่อนโทร
Missed Calls สำคัญไหม
สำคัญมาก
เพราะถ้ามีคนโทรเข้ามาแต่ธุรกิจไม่ได้รับสาย แปลว่าโฆษณาพาโอกาสมาแล้ว แต่ธุรกิจเสีย Lead ที่อาจมีคุณภาพไป
ถ้า Missed Calls สูง ควรปรับเวลายิงแอดหรือเพิ่มทีมรับสายก่อนโทษว่าแคมเปญไม่ดี
Cost per Call สูงแปลว่าแคมเปญแย่ไหม
ไม่เสมอไป
ถ้าสายที่ได้เป็นสายคุณภาพ มีโอกาสปิดการขายสูง หรือมูลค่าลูกค้าสูง Cost per Call ที่สูงกว่าคลิกทั่วไปอาจยังคุ้ม
แต่ถ้าสายไม่มีคุณภาพ ต้องตรวจ Keyword, Location, Ad Copy และทีมรับสาย
13. สรุปก่อนนำไปใช้จริง: ถ้าธุรกิจปิดการขายผ่านโทร ต้องดูมากกว่า Clicks
Phone-through Rate คือ Metric ใน Google Ads ที่ช่วยวัดว่า โฆษณาหรือเบอร์โทรสามารถทำให้คนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
เหมาะมากกับธุรกิจที่ Lead หรือยอดขายเกิดจากการคุยโทรศัพท์
ถ้าธุรกิจของคุณเป็นคลินิก โรงเรียนสอนพิเศษ ร้านซ่อม อสังหา บริการฉุกเฉิน หรือธุรกิจ Local Service การดูแค่ Clicks หรือ CTR อาจไม่พอ
เพราะเป้าหมายจริงคือสายโทรที่มีคุณภาพและมีโอกาสปิดการขาย
การวิเคราะห์ที่ดีควรดู Phone Calls, Phone-through Rate, Call Clicks, Call Duration, Missed Calls, Cost per Call และ Call Conversions ร่วมกัน
เพื่อแยกว่าสายที่ได้เป็นสายคุณภาพจริงหรือไม่
ถ้าใช้ Metric นี้เป็น ธุรกิจจะรู้ว่า Google Ads พาคนโทรได้จริงไหม ทีมรับสายพร้อมไหม และสายโทรที่ได้คุ้มกับงบโฆษณาหรือไม่
ไม่ใช่ตัดสินจากคลิกเข้าเว็บเพียงอย่างเดียว
Best Practice คือใช้ Framework CALL ตรวจ Call Intent, Availability, Length of Call และ Lead Outcome
เพื่อดูตั้งแต่ก่อนโทร ระหว่างโทร และหลังโทรว่าสายที่ได้มีคุณค่าทางธุรกิจจริงหรือไม่
จำไว้ว่า
Clicks เยอะไม่ได้แปลว่าสายโทรเยอะ
Phone Calls เยอะไม่ได้แปลว่าสายคุณภาพดี
Call Duration ช่วยแยกสายเบาออกจากสายที่มีโอกาสขาย
Missed Calls คือเงินที่อาจหลุดไปโดยไม่รู้ตัว
และก่อนเพิ่มงบ ต้องรู้ว่าสายโทรที่ได้ปิดการขายได้จริงหรือไม่
ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Phone-through Rate, Call Assets, Call Ads, Call Reporting, Call Conversions, Conversion Tracking และการอ่านผลจากยอดขายจริง ขอแนะนำคอร์ส Google Ads และบริการของ DigitalD2M ครับ
ดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
ดูบริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/
ดูคอร์สเรียนทั้งหมดได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/courses-list/
ถ้าต้องการเรียนรู้การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Call Script, สรุปคุณภาพสายโทร, จัดกลุ่ม Lead และอ่าน Google Ads Report สามารถดูคอร์ส AI Driven Marketing & Advertising ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/ai-course-driven-marketing-advertising/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Call Assets, Call Ads, Phone-through Rate, Call Reporting, Call Conversions, Conversion Tracking, Landing Page หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Phone-through Rate Google Ads โดย DigitalD2M - คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้จริง
Phone-through Rate หรือ PTR คือ Metric ใน Google Ads ที่ใช้วัดว่า จากจำนวนครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรมีโอกาสถูกเห็น มีคนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
Metric นี้เหมาะมากกับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามาเป็น Lead หลัก เช่น คลินิก ร้านซ่อม โรงเรียนสอนพิเศษ อสังหา ทนายความ ประกันภัย บริการฉุกเฉิน หรือธุรกิจ Local Service ที่ต้องคุยกับลูกค้าก่อนปิดการขาย
หลายธุรกิจยิง Google Ads แล้วดูแค่
- Clicks
- CTR
- CPC
- Conversion บนเว็บไซต์
- Landing Page Views
- Form Submit
- Cost per Click
- Cost per Conversion
แต่ในความจริง บางธุรกิจไม่ได้ขายจบบนหน้าเว็บ
ลูกค้าอาจต้องโทรเพื่อ
- ถามราคา
- จองคิว
- เช็กพื้นที่ให้บริการ
- ขอใบเสนอราคา
- ปรึกษาเบื้องต้น
- ถามรายละเอียดคอร์ส
- ถามโปรโมชัน
- นัดหมายเข้ารับบริการ
- คุยกับทีมขายก่อนตัดสินใจ
ดังนั้น ถ้าเป้าหมายจริงคือ “สายโทร” การดูแค่ Clicks อาจทำให้วิเคราะห์ผิด
เพราะคลิกเข้าเว็บเยอะไม่ได้แปลว่าสายโทรเยอะ
และสายโทรเยอะก็ยังไม่ได้แปลว่าสายมีคุณภาพเสมอไป
ต้องดูต่อว่า
- ลูกค้าโทรจริงไหม
- ทีมรับสายทันไหม
- สายคุยนานพอไหม
- เป็นสายโทรผิดหรือไม่
- โทรมาจากพื้นที่ให้บริการไหม
- คนโทรมีความต้องการจริงไหม
- โทรแล้วนัดหมายหรือปิดการขายได้ไหม
- ต้นทุนต่อสายคุ้มกับธุรกิจหรือเปล่า
นี่คือเหตุผลที่ Phone-through Rate สำคัญ
เพราะมันช่วยเปลี่ยนมุมจากการดูว่า
“แอดมีคนคลิกไหม”
เป็น
“แอดทำให้คนโทรหาธุรกิจจริงไหม”
ซึ่งสำคัญมากสำหรับธุรกิจที่ยอดขายไม่ได้เกิดจากหน้าเว็บทันที แต่เกิดจากการคุยกับลูกค้าผ่านโทรศัพท์
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Phone-through Rate คืออะไร คำนวณอย่างไร ต่างจาก Clicks และ CTR อย่างไร ควรดูคู่กับ Phone Calls, Call Clicks, Call Duration, Missed Calls และ Cost per Call อย่างไร
รวมถึงวิธีวิเคราะห์ว่า Google Ads พาคนโทรเข้าธุรกิจจริง หรือแค่สร้างคลิกที่ยังไม่กลายเป็น Lead
สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือยิงแอดเอง เรื่องนี้สำคัญมาก
เพราะแคมเปญที่ดีสำหรับธุรกิจรับสาย ไม่ได้วัดแค่คลิกเยอะ
แต่ต้องวัดให้ลึกว่า
- คนกดโทรจริงไหม
- สายโทรมีคุณภาพไหม
- ทีมรับสายพร้อมไหม
- สายที่ได้คุยนานพอไหม
- สายโทรกลายเป็น Lead หรือยอดขายจริงไหม
- งบที่จ่ายไปคุ้มกับจำนวนสายคุณภาพหรือไม่
สารบัญบทความ
1. Phone-through Rate คืออะไร
2. ทำไมธุรกิจที่รับสายโทรไม่ควรดูแค่ Clicks
3. สูตรคำนวณ Phone-through Rate
4. Metric ที่ควรใช้ร่วมกัน
5. Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions ต่างกันอย่างไร
6. ถ้า Phone-through Rate ต่ำ บอกปัญหาอะไรได้บ้าง
7. วิธีเพิ่ม Phone-through Rate ให้คนโทรมากขึ้น
8. Framework CALL สำหรับวิเคราะห์สายโทรจาก Google Ads
9. Masterclass วิธีใช้ Phone-through Rate แบบมืออาชีพ
10. Danger Zone จุดพลาดในการอ่านสายโทรจาก Google Ads
11. Checklist ก่อนตัดสินว่าแอดพาคนโทรได้ดีไหม
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phone-through Rate
13. สรุปก่อนนำไปใช้จริง
1. Phone-through Rate คืออะไร
Phone-through Rate หรือ PTR คืออัตราที่ใช้ดูว่า โฆษณา Google Ads สามารถทำให้คนกดโทรหาธุรกิจได้ดีแค่ไหน
โดยมักใช้ในบริบทของ
- Call Reporting
- Call Assets
- Location Assets
- Call Ads
- Phone Calls
- Call Clicks
- ธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามา
พูดให้ง่ายที่สุด
CTR บอกว่า
“คนเห็นโฆษณาแล้วคลิกมากน้อยแค่ไหน”
ส่วน Phone-through Rate บอกว่า
“คนเห็นโฆษณาหรือเบอร์โทรแล้วกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน”
ถ้าแคมเปญมีเป้าหมายให้คนเข้าเว็บไซต์ CTR อาจเป็น Metric ที่สำคัญ
แต่ถ้าแคมเปญมีเป้าหมายให้ลูกค้าโทร เช่น โทรจองคิว โทรถามราคา โทรขอใบเสนอราคา หรือโทรปรึกษา Phone-through Rate จะใกล้กับเป้าหมายธุรกิจมากกว่า
ตัวอย่าง
แคมเปญ A:
ได้ Clicks เยอะมาก แต่ Phone Calls ต่ำ
แปลว่าแอดอาจพาคนเข้าเว็บได้ แต่ยังไม่กระตุ้นให้ลูกค้าโทร
แคมเปญ B:
ได้ Clicks น้อยกว่า แต่ Phone-through Rate สูง และมีสายโทรคุณภาพ
แปลว่าแคมเปญ B อาจเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Lead ผ่านสายโทรมากกว่า
ดังนั้น Phone-through Rate ไม่ใช่แค่ Metric เสริม
แต่เป็น Metric สำคัญสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ Google Ads พาคนโทรจริง ไม่ใช่แค่พาคนเข้าเว็บแล้วหายไป
Metric นี้เหมาะมากกับธุรกิจที่ลูกค้ามักต้องโทรก่อนซื้อ เช่น
- คลินิก
- ร้านซ่อม
- โรงเรียนสอนพิเศษ
- อสังหา
- ทนายความ
- ประกันภัย
- บริการฉุกเฉิน
- ร้านอาหารที่รับจองโต๊ะ
- ธุรกิจรับเหมา
- ธุรกิจบริการท้องถิ่น
- ธุรกิจที่ต้องคุยกับลูกค้าก่อนปิดการขาย
2. ทำไมธุรกิจที่รับสายโทรไม่ควรดูแค่ Clicks
Clicks เป็น Metric สำคัญของ Google Ads
แต่สำหรับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทรศัพท์ Clicks อย่างเดียวอาจยังไม่พอ
เพราะคลิกเข้าเว็บไม่ได้แปลว่าลูกค้าจะโทร
และลูกค้าที่โทรก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นสายคุณภาพเสมอไป
ตัวอย่างเช่น
คลินิกอาจมีคนคลิกเข้าเว็บเยอะ แต่ไม่มีใครโทรจองคิว
ร้านซ่อมอาจมีคนกดโทรเยอะ แต่เป็นสายที่โทรผิดพื้นที่ ถามเล่น หรือคุยสั้นมากจนไม่มีโอกาสปิดการขาย
บริการฉุกเฉินอาจได้สายโทรจำนวนมาก แต่ถ้าทีมรับสายไม่ทัน ก็เสีย Lead ทันที
โรงเรียนสอนพิเศษอาจได้คลิกเยอะ แต่ผู้ปกครองอาจยังไม่โทร เพราะข้อความโฆษณาไม่ได้บอกชัดว่าโทรแล้วได้ข้อมูลอะไร
ถ้าธุรกิจดูแค่ Clicks อาจเข้าใจผิดว่าแคมเปญดีเพราะมี Traffic เยอะ
ทั้งที่เป้าหมายจริงคือ Phone Calls หรือสายโทรที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้า
สำหรับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทร คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่
“คนคลิกไหม”
แต่ควรถามว่า
- คนโทรไหม
- โทรจากพื้นที่ที่ให้บริการจริงไหม
- โทรในช่วงเวลาที่มีคนรับสายไหม
- คุยนานพอไหม
- ทีมขายรับสายได้จริงไหม
- สายที่ได้มีคุณภาพไหม
- สายโทรกลายเป็นนัดหมายหรือยอดขายไหม
- ต้นทุนต่อสายคุ้มกับกำไรไหม
Phone-through Rate จึงช่วยเปลี่ยนมุมวิเคราะห์จาก
“แอดมีคนคลิกไหม”
เป็น
“แอดทำให้คนโทรไหม”
ซึ่งใกล้กับเป้าหมายธุรกิจมากกว่าในกรณีที่ลูกค้าต้องคุยกับทีมขายก่อนตัดสินใจ
3. สูตรคำนวณ Phone-through Rate
สูตรพื้นฐานในการเข้าใจ Phone-through Rate คือการนำจำนวน Phone Calls มาเทียบกับ Phone Impressions หรือจำนวนครั้งที่เบอร์โทรหรือโฆษณาที่มีฟังก์ชันโทรถูกแสดง
สูตรคือ
Phone-through Rate = Phone Calls ÷ Phone Impressions × 100
ตัวอย่าง
โฆษณามี Phone Impressions 10,000 ครั้ง
และมี Phone Calls 300 สาย
คำนวณได้ว่า
Phone-through Rate = 300 ÷ 10,000 × 100 = 3 เปอร์เซ็นต์
แปลว่า จากทุก 100 ครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดง มีประมาณ 3 ครั้งที่เกิดการโทรหาธุรกิจ
อีกสูตรที่ควรดูคู่กันคือ Cost per Call
เพื่อดูว่าธุรกิจจ่ายเงินเฉลี่ยเท่าไหร่ต่อสายโทรหนึ่งสาย
สูตรคือ
Cost per Call = Cost ÷ Phone Calls
ตัวอย่าง
ใช้งบ 3,000 บาท
ได้ Phone Calls 100 สาย
Cost per Call = 3,000 ÷ 100 = 30 บาทต่อสาย
แต่ต้องระวังว่า Cost per Call ต่ำไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป
เพราะสายโทรแต่ละสายมีคุณค่าไม่เท่ากัน
ตัวอย่าง
สาย A:
คุย 5 วินาทีแล้ววาง
สาย B:
คุย 2 นาที ถามราคา นัดหมาย และมีโอกาสซื้อ
ทั้งสองสายอาจถูกนับเป็น Phone Calls เหมือนกัน
แต่คุณค่าทางธุรกิจไม่เท่ากัน
ดังนั้น ถ้า Phone-through Rate ดี แต่ Cost per Call สูง ต้องดูต่อว่าสายที่ได้มีคุณภาพไหม คุยนานพอไหม และปิดการขายได้จริงหรือไม่
ถ้า Phone-through Rate ต่ำ ต้องดูว่าโฆษณา เบอร์โทร CTA เวลาแสดงผล หรือกลุ่มเป้าหมายมีปัญหาตรงไหน
4. Metric ที่ควรใช้ร่วมกัน
การวิเคราะห์ Phone-through Rate ให้แม่น ต้องดูร่วมกับ Metric อื่น
เพราะสายโทรหนึ่งสายไม่ได้มีคุณค่าเท่ากันเสมอไป
บางสายอาจเป็นลูกค้าพร้อมซื้อ
บางสายอาจเป็นสายสั้น สายพลาด สายโทรผิด หรือสายที่ไม่ตรงพื้นที่
1. Phone Calls
Phone Calls ใช้ดูจำนวนสายโทรที่ได้รับจากโฆษณา
เป็น Metric หลักสำหรับธุรกิจที่ต้องการให้ลูกค้าโทรเข้ามา
แต่จำนวนสายโทรอย่างเดียวไม่พอ
เพราะ Phone Calls สูงอาจดูดี แต่ถ้าสายส่วนใหญ่เป็นสายสั้นหรือไม่ตรงกลุ่ม ก็อาจไม่คุ้มกับงบโฆษณา
2. Phone-through Rate
Phone-through Rate ใช้ดูอัตราการโทรเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดง
ถ้าค่านี้ต่ำ อาจแปลว่าโฆษณายังไม่กระตุ้นให้โทรมากพอ หรือ Call Asset ยังไม่เด่นพอ
สิ่งที่ควรตรวจคือ
- CTA ชัดไหม
- ข้อเสนอทำให้คนอยากโทรไหม
- โฆษณาบอกเหตุผลให้โทรหรือไม่
- เบอร์โทรหรือปุ่มโทรมองเห็นชัดไหม
- แสดงโฆษณาในช่วงเวลาที่ลูกค้าพร้อมโทรหรือไม่
- Keyword ตรงกับ Intent ที่พร้อมโทรหรือไม่
3. Call Clicks
Call Clicks ใช้ดูจำนวนครั้งที่คนกดปุ่มโทรหรือกดเบอร์โทรจากโฆษณา
เหมาะสำหรับดูพฤติกรรมการกดโทรเบื้องต้น
แต่ต้องดูต่อว่าสายนั้นเกิดขึ้นและมีคุณภาพหรือไม่
บางครั้งคนอาจกดปุ่มโทร แต่ไม่ได้คุยจริง หรือกดผิดแล้ววางเร็ว
ดังนั้น Call Clicks ต้องดูร่วมกับ Phone Calls และ Call Duration เสมอ
4. Call Duration
Call Duration ใช้ดูระยะเวลาการคุย
สายที่คุยนานพออาจมีโอกาสเป็น Lead คุณภาพมากกว่าสายสั้น ๆ ที่โทรผิด ถามเล่น หรือวางสายเร็ว
ตัวอย่างการอ่าน
สาย 5 วินาที:
อาจเป็นสายกดผิดหรือโทรผิด
สาย 30 วินาที:
อาจเริ่มมีการสอบถามจริง
สาย 1-3 นาที:
อาจมีโอกาสเป็น Lead คุณภาพ ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
สายยาวมาก:
อาจเป็นการให้คำปรึกษาจริง หรืออาจเป็นสายที่ใช้เวลานานแต่ไม่ซื้อ ต้องดูผลหลังบ้านต่อ
5. Missed Calls
Missed Calls ใช้ดูสายที่โทรเข้ามาแต่ธุรกิจไม่ได้รับ
ถ้าสายพลาดเยอะมาก ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โฆษณา
แต่อยู่ที่ทีมรับสาย เวลาทำการ หรือการตั้งเวลาการแสดงโฆษณา
ตัวอย่าง
ถ้าโฆษณาแสดงตอนกลางคืน แต่ไม่มีทีมรับสาย
คุณอาจเสียโอกาสจากคนที่พร้อมตัดสินใจทันที
หรือถ้าโฆษณาทำให้มีสายโทรเข้ามาช่วงพักเที่ยง แต่ทีมขายไม่มีคนรับ ก็อาจเสีย Lead คุณภาพไป
6. Cost per Call
Cost per Call ใช้ดูต้นทุนต่อสายโทร
ถ้าสายโทรมีคุณภาพและปิดการขายได้ ต้นทุนต่อสายที่สูงกว่าคลิกทั่วไปอาจยังคุ้ม
แต่ถ้าสายไม่มีคุณภาพ ต้องกลับไปตรวจ
- Keyword
- Location
- Search Terms
- Ad Copy
- Offer
- Call Asset
- ช่วงเวลาแสดงโฆษณา
- คุณภาพทีมรับสาย
- ข้อมูลหลังบ้านหลังรับสาย
7. Call Conversions
Call Conversions ใช้ดูสายที่ยาวพอหรือมีคุณค่าพอจนถูกนับเป็น Conversion
ธุรกิจควรตั้ง Minimum Call Length ให้เหมาะกับลักษณะงาน
เช่น ธุรกิจที่ต้องให้คำปรึกษาอาจตั้งสายที่คุยเกิน 60 วินาทีขึ้นไปเป็น Conversion
ส่วนธุรกิจที่จองคิวเร็วอาจตั้งสั้นกว่านั้นได้
5. Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions ต่างกันอย่างไร
หลายคนสับสนระหว่าง Call Clicks, Phone Calls และ Call Conversions
เพราะทั้งหมดเกี่ยวกับการโทร
แต่จริง ๆ แล้วแต่ละตัวตอบคำถามคนละจุดใน Funnel
Call Clicks
คำถามที่ตอบ:
มีคนกดปุ่มโทรหรือกดเบอร์โทรกี่ครั้ง
เหมาะใช้วิเคราะห์:
ความตั้งใจเริ่มต้นในการโทร
ข้อควรระวัง:
คนกดปุ่มโทรไม่ได้แปลว่าจะคุยจริงเสมอไป
Phone Calls
คำถามที่ตอบ:
เกิดสายโทรจากโฆษณากี่สาย
เหมาะใช้วิเคราะห์:
จำนวนสายที่ธุรกิจได้รับจาก Google Ads
ข้อควรระวัง:
จำนวนสายเยอะไม่ได้แปลว่าสายคุณภาพดีเสมอไป
Call Duration
คำถามที่ตอบ:
แต่ละสายคุยนานแค่ไหน
เหมาะใช้วิเคราะห์:
คุณภาพเบื้องต้นของสายโทร
ข้อควรระวัง:
สายยาวไม่ได้แปลว่าปิดการขายได้เสมอไป ต้องดูผลหลังบ้านต่อ
Call Conversions
คำถามที่ตอบ:
สายไหนยาวพอหรือมีคุณค่าจนถูกนับเป็น Conversion
เหมาะใช้วิเคราะห์:
สายที่มีโอกาสเป็น Lead คุณภาพหรือยอดขาย
ข้อควรระวัง:
ถ้าตั้ง Minimum Call Length สั้นเกินไป อาจนับสายไม่มีคุณภาพเป็น Conversion
สรุปง่าย ๆ คือ
Call Clicks = คนกดเริ่มโทร
Phone Calls = เกิดสายโทรจริง
Call Duration = คุยนานแค่ไหน
Call Conversions = สายที่ถูกนับเป็น Conversion ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้
ดังนั้น ธุรกิจไม่ควรดูแค่จำนวนสายโทร
แต่ควรดูว่าสายที่ได้ยาวพอไหม รับสายได้จริงไหม และมีโอกาสปิดการขายหรือไม่
6. ถ้า Phone-through Rate ต่ำ บอกปัญหาอะไรได้บ้าง
ถ้า Phone-through Rate ต่ำ แปลว่าโฆษณาหรือเบอร์โทรถูกแสดงแล้ว แต่คนยังไม่กดโทรมากพอ
ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ
1. CTA ยังไม่ชัดว่าควรโทรทำไม
ถ้าโฆษณาใส่เบอร์โทรไว้เฉย ๆ แต่ไม่บอกเหตุผลให้โทร คนอาจไม่มีแรงจูงใจพอที่จะกดโทร
ตัวอย่าง CTA ที่กว้างเกินไป
- โทรเลย
- ติดต่อเรา
- สอบถามเพิ่มเติม
ตัวอย่าง CTA ที่ชัดกว่า
- โทรปรึกษาเบื้องต้น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรเช็กพื้นที่ให้บริการ
- โทรขอราคาประเมิน
- โทรสอบถามคอร์สที่เหมาะกับคุณ
- โทรให้ทีมงานแนะนำแพ็กเกจที่เหมาะกับธุรกิจ
CTA ที่ดีต้องบอกลูกค้าว่า โทรแล้วได้อะไร
ไม่ใช่แค่บอกให้โทร
2. โฆษณาแสดงผิดช่วงเวลารับสาย
ถ้าโฆษณาแสดงนอกเวลาทำการหรือช่วงที่ไม่มีคนรับสาย คนอาจโทรแล้วไม่มีคนรับ
ทำให้เสียโอกาสและเกิด Missed Calls สูง
ตัวอย่าง
ทีมขายรับสายได้ 09:00-18:00 น.
แต่แคมเปญยังแสดงช่วง 22:00 น.
ถ้ามีคนโทรเข้ามาแล้วไม่มีคนรับ โฆษณาอาจทำหน้าที่พาคนสนใจมาแล้ว แต่ธุรกิจเสียโอกาสเอง
3. Keyword หรือ Location ไม่ตรงกลุ่ม
ถ้าคนที่เห็นโฆษณาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ให้บริการ หรือค้นหาด้วย Intent ที่ไม่พร้อมโทร Phone-through Rate อาจต่ำ
หรือถ้าโทรเข้ามาก็อาจเป็นสายที่ปิดการขายยาก
ตัวอย่าง
ร้านซ่อมให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ
แต่โฆษณาไปแสดงในต่างจังหวัด
คนอาจไม่โทร เพราะรู้ว่าไม่อยู่ในพื้นที่
หรืออาจโทรมาแล้วปิดไม่ได้เพราะอยู่นอกพื้นที่ให้บริการ
4. Offer ยังไม่เร่งให้โทร
บางธุรกิจต้องใช้ข้อเสนอที่ชัดเพื่อให้คนโทรทันที เช่น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรรับคำปรึกษาเบื้องต้น
- โทรเช็กคิวว่าง
- โทรรับราคาเฉพาะเคส
- โทรสอบถามโปรประจำเดือน
- โทรประเมินเบื้องต้นก่อนเข้ารับบริการ
ถ้า Offer ไม่ชัด ลูกค้าอาจเลือกดูเว็บต่อ เก็บไว้ก่อน หรือไปเปรียบเทียบคู่แข่งแทนโทรทันที
5. ความน่าเชื่อถือยังไม่พอ
สำหรับธุรกิจที่ลูกค้าต้องโทรคุย เช่น คลินิก อสังหา หรือบริการ B2B
ลูกค้าอาจไม่อยากโทรถ้าไม่มั่นใจว่าแบรนด์น่าเชื่อถือพอ
สิ่งที่ลูกค้าอาจต้องการเห็นก่อนโทร เช่น
- รีวิว
- ที่อยู่จริง
- ชื่อบริษัท
- รูปทีมงาน
- ประสบการณ์
- ผลงาน
- ใบอนุญาต ถ้ามี
- ราคาเบื้องต้น
- ขั้นตอนบริการ
- ข้อมูลที่ช่วยลดความเสี่ยง
- ช่องทางติดต่อที่ชัดเจน
ถ้าแอดหรือหน้าเว็บยังไม่สร้างความมั่นใจ ลูกค้าอาจไม่กล้าโทร
6. Call Asset ไม่เด่นหรือไม่ได้ตั้งค่าเหมาะสม
ถ้า Call Asset ไม่แสดง หรือแสดงไม่เด่นพอ ลูกค้าอาจไม่รู้ว่ากดโทรได้ทันที
ควรตรวจว่า
- เปิดใช้ Call Asset แล้วหรือยัง
- เบอร์ถูกต้องไหม
- แสดงในช่วงเวลาที่รับสายได้ไหม
- ใช้ร่วมกับ Location Asset หรือไม่
- Call Reporting เปิดถูกต้องไหม
- Campaign Type รองรับตามที่ต้องการไหม
7. วิธีเพิ่ม Phone-through Rate ให้คนโทรมากขึ้น
การเพิ่ม Phone-through Rate ไม่ใช่แค่เปิด Call Asset แล้วจบ
แต่ต้องออกแบบให้ลูกค้ารู้ว่า
“โทรแล้วได้อะไร”
และต้องแน่ใจว่าธุรกิจพร้อมรับสายจริงในช่วงที่โฆษณาแสดง
1. เขียน CTA ให้ชัดว่าโทรแล้วได้อะไร
ใช้ข้อความที่เจาะจง เช่น
- โทรปรึกษาเบื้องต้น
- โทรจองคิววันนี้
- โทรเช็กพื้นที่ให้บริการ
- โทรขอราคาประเมิน
- โทรสอบถามคอร์สที่เหมาะกับคุณ
- โทรให้ทีมงานแนะนำบริการที่เหมาะกับปัญหาของคุณ
- โทรสอบถามโปรและเวลาว่าง
แทนการใส่เบอร์โทรเฉย ๆ
เพราะลูกค้าต้องรู้ว่าเขาจะได้อะไรหลังโทร
2. ตั้งเวลาแสดงโฆษณาตามเวลารับสายจริง
ถ้าทีมรับสายทำงาน 09:00-18:00 น.
ควรให้แคมเปญที่เน้นโทรแสดงในช่วงที่รับสายได้จริง
เพื่อลด Missed Calls และเพิ่มโอกาสปิดการขาย
แต่ถ้าธุรกิจมีทีมรับสาย 24 ชั่วโมง เช่น บริการฉุกเฉิน หรือบริการซ่อมเร่งด่วน ก็สามารถแสดงนอกเวลาทำการทั่วไปได้
หลักการคือ อย่าให้แอดพาคนโทรเข้ามาในช่วงที่ไม่มีคนรับ
3. ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำ
ไม่ใช่ทุกสายควรถูกนับเป็น Conversion
ควรตั้งระยะเวลาขั้นต่ำ เช่น
- 30 วินาที
- 60 วินาที
- 90 วินาที
- หรือมากกว่านั้นตามบริบทธุรกิจ
เพื่อแยกสายคุณภาพออกจากสายสั้นหรือสายผิด
ตัวอย่าง
ธุรกิจคลินิกอาจตั้งสายที่คุยเกิน 60 วินาทีเป็น Conversion
เพราะคนที่คุยนานพอมีโอกาสถามราคา นัดหมาย หรือสอบถามรายละเอียดจริง
แต่ถ้าตั้งสั้นเกินไป เช่น 5 วินาที อาจทำให้สายไม่มีคุณภาพถูกนับเป็น Conversion
4. ตรวจ Search Terms และ Location
ถ้าสายที่เข้ามาไม่ตรงกลุ่ม ให้ตรวจคำค้นหาและพื้นที่ที่แอดแสดง
อาจต้องเพิ่ม Negative Keywords หรือปรับ Location Targeting เพื่อให้ได้สายจากคนที่มีโอกาสซื้อจริง
ตัวอย่าง
ถ้าธุรกิจรับทำ Google Ads แบบมีค่าใช้จ่าย
แต่ Search Terms มีคำว่า “ฟรี” เยอะมาก
สายที่โทรเข้ามาอาจไม่พร้อมซื้อ
หรือถ้าธุรกิจให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ แต่มีสายจากต่างจังหวัดจำนวนมาก อาจต้องปรับพื้นที่ให้แม่นขึ้น
5. ฝึกทีมรับสายและบันทึกผลหลังโทร
โฆษณาทำหน้าที่พาคนโทร
แต่ยอดขายเกิดจากการรับสายด้วย
ถ้าทีมรับสายไม่มีสคริปต์ ไม่ถามความต้องการ ไม่คัดกรองลูกค้า หรือไม่บันทึกสถานะ Lead จะวัดคุณภาพสายจริงได้ยาก
สิ่งที่ทีมรับสายควรบันทึก เช่น
- ชื่อผู้โทร
- บริการที่สนใจ
- พื้นที่
- งบประมาณ
- ความเร่งด่วน
- ปัญหาที่ต้องการแก้
- นัดหมายแล้วหรือยัง
- ปิดการขายได้หรือไม่
- ไม่ตรงกลุ่มเพราะอะไร
- ต้อง Follow-up เมื่อไหร่
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ Google Ads ไม่ได้วัดแค่สายโทร
แต่เชื่อมไปถึงยอดขายจริง
6. ทำหน้า Landing Page ให้ช่วยเสริมการโทร
แม้เป้าหมายคือให้โทร แต่หลายคนอาจกดเข้าเว็บก่อนตัดสินใจโทร
ดังนั้นหน้าเว็บควรช่วยให้ลูกค้ากล้าโทรมากขึ้น เช่น
- มีปุ่มโทรเด่น
- มีรีวิว
- มีราคาเบื้องต้น
- มีคำอธิบายบริการ
- มี FAQ
- มีที่อยู่หรือพื้นที่ให้บริการ
- มีรูปทีมงานหรือผลงาน
- มีข้อความว่าทีมงานจะช่วยอะไรหลังโทร
ถ้าเว็บทำให้ลูกค้ามั่นใจมากขึ้น Phone-through Rate อาจดีขึ้นตาม
8. Framework CALL สำหรับวิเคราะห์สายโทรจาก Google Ads
ก่อนตัดสินว่า Google Ads พาคนโทรได้ดีหรือไม่ ให้ใช้ Framework CALL เพื่อเช็กตั้งแต่ก่อนโทร ระหว่างโทร และหลังโทร
1. C - Call Intent
คนที่เห็นโฆษณามีเจตนาพอจะโทรหรือไม่ เช่น ค้นหาด้วยคำที่พร้อมซื้อ พร้อมจอง หรือพร้อมสอบถามราคา
คำถามที่ควรถาม
- Keyword มี Intent โทรจริงไหม
- Search Terms ตรงกับบริการหรือไม่
- คนค้นหาพร้อมคุยกับธุรกิจหรือยัง
- CTA ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการไหม
- สายที่เข้ามามาจากคนที่มีโอกาสซื้อจริงหรือไม่
2. A - Availability
ธุรกิจพร้อมรับสายตอนโฆษณาแสดงหรือไม่
ถ้าไม่มีคนรับ Missed Calls จะทำให้เสียโอกาสทันที
คำถามที่ควรถาม
- โฆษณาแสดงตรงเวลาที่รับสายได้ไหม
- มีคนรับสายพอหรือไม่
- ช่วงไหนมี Missed Calls สูง
- ควรปรับ Ad Schedule หรือเพิ่มทีมรับสายไหม
- วันหยุดหรือหลังเวลางานควรเปิดแอดโทรหรือไม่
3. L - Length of Call
สายโทรมีระยะเวลาคุยนานพอจะถือเป็น Lead คุณภาพหรือไม่ หรือเป็นสายสั้นที่ไม่มีโอกาสขาย
คำถามที่ควรถาม
- สายเฉลี่ยคุยนานเท่าไหร่
- สายที่คุยนานมีโอกาสขายจริงไหม
- Minimum Call Length ตั้งเหมาะสมหรือไม่
- สายสั้นมาจาก Keyword หรือ Location ไหน
- Call Duration สัมพันธ์กับยอดขายจริงไหม
4. L - Lead Outcome
หลังจากรับสายแล้ว ผลลัพธ์คืออะไร เช่น นัดหมาย ขอใบเสนอราคา ปิดการขาย หรือไม่ตรงกลุ่ม
คำถามที่ควรถาม
- สายโทรกลายเป็น Lead คุณภาพกี่สาย
- นัดหมายได้กี่สาย
- ปิดการขายได้กี่สาย
- สายไม่ตรงกลุ่มเกิดจากอะไร
- ทีมขายบันทึกผลหลังโทรหรือไม่
- Cost per Call คุ้มกับยอดขายจริงไหม
วิธีนำไปใช้จริงคือ
อย่าดูแค่ว่า Phone Calls เยอะไหม
ให้ดูต่อว่า โทรมาจากคำค้นหาอะไร โทรช่วงเวลาไหน รับสายได้ไหม คุยนานพอไหม และสุดท้ายกลายเป็นลูกค้าจริงกี่คน
9. Masterclass วิธีใช้ Phone-through Rate แบบมืออาชีพ
Masterclass 1: ใช้ Phone-through Rate แยกแคมเปญที่ทำให้คนโทรจริง
แนวคิด:
แคมเปญบางตัวอาจมี Clicks เยอะ แต่ไม่ทำให้คนโทร
ขณะที่บางแคมเปญคลิกไม่เยอะมาก แต่สร้างสายโทรคุณภาพได้ดีกว่า
วิธีการนำไปปรับใช้:
เพิ่มคอลัมน์เหล่านี้ใน Google Ads
- Phone Calls
- Phone-through Rate
- Call Clicks
- Call Duration
- Call Conversions
- Cost per Call
แล้วเปรียบเทียบตาม
- Campaign
- Keyword
- Search Terms
- Device
- Location
- ช่วงเวลา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าโปรโมตคอร์ส Google Ads แล้วพบว่าคีย์เวิร์ดบางคำทำให้คนโทรสอบถามจริงมากกว่าคำอื่น
ควรเพิ่มงบให้กลุ่มคำที่สร้างสายคุณภาพ
ไม่ใช่กลุ่มที่ได้คลิกเยอะอย่างเดียว
Masterclass 2: ใช้ Call Duration แยกสายจริงออกจากสายเบา
แนวคิด:
สายโทรทุกสายไม่เท่ากัน
สาย 5 วินาทีกับสาย 2 นาทีมีคุณค่าไม่เท่ากัน
การดูแค่จำนวน Phone Calls อาจทำให้ตีความผิด
วิธีการนำไปปรับใช้:
ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำที่สะท้อนโอกาสขายจริง
เช่น สายที่คุยเกิน 60 วินาทีจึงนับเป็น Conversion สำหรับธุรกิจที่ต้องให้คำปรึกษา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
คลินิกอาจมีสายโทรจำนวนมาก
แต่ถ้าหลายสายวางภายใน 10 วินาที อาจไม่ควรถูกนับเท่ากับสายที่คุยเรื่องราคาและนัดหมายจริง
Masterclass 3: อย่าโทษแอดถ้าธุรกิจรับสายไม่ทัน
แนวคิด:
ถ้าโฆษณาพาคนโทรแล้ว แต่ไม่มีคนรับสายหรือรับสายไม่ดี ยอดขายอาจไม่เกิด
ทั้งที่แคมเปญทำหน้าที่สร้างโอกาสแล้ว
วิธีการนำไปปรับใช้:
ดู Missed Calls, ช่วงเวลาที่โทรเข้า และความพร้อมของทีมรับสาย
ถ้า Missed Calls สูง ให้ปรับ Ad Schedule หรือเพิ่มทีมรับสายก่อนตัดสินว่าแอดไม่ดี
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าแคมเปญร้านซ่อมฉุกเฉินมีสายโทรเข้าช่วงกลางคืน แต่ไม่มีคนรับสาย
โฆษณาอาจไม่ได้ล้มเหลว
ปัญหาอาจอยู่ที่การตั้งเวลาแสดงแอดไม่ตรงกับเวลารับงานจริง
Masterclass 4: เชื่อมข้อมูลสายโทรกับยอดขายจริง
แนวคิด:
Google Ads บอกได้ว่าสายโทรเกิดขึ้น
แต่ธุรกิจต้องรู้ต่อว่าสายนั้นกลายเป็นยอดขายจริงหรือไม่
วิธีการนำไปปรับใช้:
ให้ทีมขายบันทึกสถานะหลังรับสาย เช่น
- โทรผิด
- ไม่ตรงพื้นที่
- ถามราคา
- ขอรายละเอียด
- นัดหมายแล้ว
- รอ Follow-up
- ปิดการขายแล้ว
- ไม่ซื้อเพราะราคา
- ไม่ซื้อเพราะไม่ตรงบริการ
แล้วนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ร่วมกับ Campaign, Keyword, Location และช่วงเวลา
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้า Keyword หนึ่งสร้างสายโทรเยอะ แต่ทีมขายบอกว่าส่วนใหญ่เป็นคนถามเล่นหรือไม่มีงบ
ควรลดงบหรือปรับข้อความให้คัดกรองคนมากขึ้น
แต่ถ้า Keyword อีกตัวสร้างสายน้อยกว่าแต่ปิดการขายได้มากกว่า ควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนั้นมากกว่า
10. Danger Zone จุดพลาดในการอ่านสายโทรจาก Google Ads
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดู Clicks แล้วคิดว่าได้ Lead โทรเยอะ
คลิกเข้าเว็บไม่ได้แปลว่าลูกค้าโทร
ผลเสียคือเข้าใจผิดว่าแคมเปญสร้างโอกาสขายแล้ว
แนวทางคือดู Phone Calls, Phone-through Rate และ Call Conversions ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 2: นับทุกสายเป็น Conversion
บางสายอาจโทรผิด วางเร็ว หรือไม่มีคุณภาพ
ผลเสียคือ Conversion ดูดีเกินจริง
แนวทางคือตั้ง Minimum Call Length เพื่อคัดสายที่มีโอกาสขายจริง
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่ดู Missed Calls
ถ้ามีคนโทรแต่ธุรกิจไม่รับสาย จะเสีย Lead ทันที
ผลเสียคือโฆษณาพาโอกาสมาแล้วแต่ทีมขายรับไม่ทัน
แนวทางคือดูสายพลาดและปรับเวลายิงแอดหรือทีมรับสาย
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่แยกคุณภาพสายตาม Keyword และ Location
บางคำค้นหาหรือบางพื้นที่อาจสร้างสายคุณภาพต่ำ
ผลเสียคือใช้งบกับ Traffic ที่ไม่ปิดการขาย
แนวทางคือวิเคราะห์สายโทรตาม Search Terms, Location และ Device
ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่มีระบบบันทึกผลหลังรับสาย
Google Ads บอกว่าสายเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าสายนั้นปิดการขายได้ไหม
ผลเสียคือวิเคราะห์ ROI จริงไม่ได้
แนวทางคือให้ทีมบันทึกสถานะสาย เช่น นัดหมายแล้ว ปิดขายแล้ว ไม่ตรงกลุ่ม หรือโทรซ้ำ
ข้อผิดพลาดที่ 6: ตั้ง Call Conversion สั้นเกินไป
ถ้าตั้งสาย 5-10 วินาทีเป็น Conversion อาจนับสายโทรผิดหรือสายวางเร็วเป็น Conversion
ผลเสียคือระบบ Optimize จากข้อมูลคุณภาพต่ำ
แนวทางคือตั้ง Minimum Call Length ให้สะท้อนสายที่มีโอกาสขายจริง
ข้อผิดพลาดที่ 7: ยิงแอดนอกเวลารับสายแล้วโทษว่าแคมเปญไม่ดี
ถ้าโฆษณาทำให้คนโทรแต่ไม่มีคนรับ ปัญหาอาจอยู่ที่เวลารับสาย ไม่ใช่แอด
ผลเสียคือเสีย Lead คุณภาพโดยไม่จำเป็น
แนวทางคือปรับ Ad Schedule ให้ตรงกับเวลาที่รับสายได้จริง
11. Checklist ก่อนตัดสินว่าแอดพาคนโทรได้ดีไหม
- เปิด Call Reporting ใน Google Ads ให้ถูกต้อง
- ตรวจว่ามี Call Assets, Location Assets หรือ Call Ads ตามเป้าหมายแคมเปญ
- เพิ่มคอลัมน์ Phone Calls และ Phone-through Rate ในรายงาน
- ดู Call Clicks เพื่อวัดจำนวนคนที่กดเริ่มโทร
- ดู Call Duration เพื่อแยกสายคุณภาพออกจากสายสั้น
- ตั้ง Call Conversion จากระยะเวลาสายขั้นต่ำที่เหมาะกับธุรกิจ
- ดู Missed Calls ว่าธุรกิจพลาดรับสายมากแค่ไหน
- ดู Cost per Call และ Cost per Call Conversion
- แยกดูตาม Keyword, Search Terms, Device, Location และช่วงเวลา
- ตั้ง Ad Schedule ให้ตรงกับเวลาที่ทีมรับสายได้จริง
- ตรวจว่า CTA ในโฆษณาบอกชัดไหมว่าโทรแล้วได้อะไร
- ตรวจว่า Call Asset แสดงถูกเบอร์และถูกช่วงเวลาหรือไม่
- ตรวจว่า Location Targeting ตรงกับพื้นที่ให้บริการจริงไหม
- ตรวจว่า Search Terms มี Intent พร้อมโทรหรือไม่
- ตรวจว่าสคริปต์รับสายช่วยปิดการขายหรือคัดกรองลูกค้าได้ดีไหม
- บันทึกผลหลังรับสาย เช่น นัดหมาย ปิดการขาย หรือไม่ตรงกลุ่ม เพื่อวัด ROI จริง
- ตรวจว่าสายโทรคุณภาพมาจาก Campaign หรือ Keyword ไหน
- ตรวจว่าสายที่ Missed เกิดช่วงเวลาไหนและแก้อย่างไรได้บ้าง
- อย่าดู Phone Calls แยกจาก Call Duration และผลหลังบ้าน
- ก่อนเพิ่มงบ ต้องรู้ก่อนว่าสายโทรที่ได้มีคุณภาพจริง ไม่ใช่แค่จำนวนสายสวยในรายงาน
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Phone-through Rate
Phone-through Rate คืออะไรแบบสั้น ๆ
Phone-through Rate คืออัตราที่วัดว่า โฆษณาหรือเบอร์โทรใน Google Ads ทำให้คนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
ใช้กับแคมเปญที่ต้องการสายโทรเป็น Lead
Phone-through Rate ต่างจาก CTR อย่างไร
CTR วัดว่าคนเห็นโฆษณาแล้วคลิกมากน้อยแค่ไหน
ส่วน Phone-through Rate วัดว่าคนเห็นโฆษณาหรือเบอร์โทรแล้วโทรหาธุรกิจมากน้อยแค่ไหน
จึงเหมาะกับธุรกิจที่ปิดการขายผ่านโทรศัพท์
Phone Calls เยอะแปลว่าแคมเปญดีไหม
ยังสรุปไม่ได้ทันที
ต้องดู Call Duration, Missed Calls, Call Conversions, คุณภาพสายหลังบ้าน และยอดขายจริงด้วย
เพราะสายโทรจำนวนมากอาจไม่มีคุณภาพก็ได้
ควรตั้ง Call Conversion จากระยะเวลากี่วินาที
ขึ้นอยู่กับธุรกิจ
ถ้าเป็นบริการที่ต้องคุยรายละเอียด อาจตั้ง 60 วินาทีขึ้นไป
แต่ถ้าเป็นบริการฉุกเฉินหรือจองคิวง่าย อาจใช้เวลาสั้นกว่านั้นได้
ควรตั้งตามระยะเวลาที่สะท้อนสายคุณภาพจริง
ถ้า Phone-through Rate ต่ำควรแก้อะไรก่อน
ควรตรวจ
- CTA ในโฆษณา
- Call Asset
- ช่วงเวลาแสดงโฆษณา
- Keyword
- Search Terms
- Location
- Offer
- ความชัดเจนของเหตุผลที่ลูกค้าควรโทร
- ความน่าเชื่อถือก่อนโทร
Missed Calls สำคัญไหม
สำคัญมาก
เพราะถ้ามีคนโทรเข้ามาแต่ธุรกิจไม่ได้รับสาย แปลว่าโฆษณาพาโอกาสมาแล้ว แต่ธุรกิจเสีย Lead ที่อาจมีคุณภาพไป
ถ้า Missed Calls สูง ควรปรับเวลายิงแอดหรือเพิ่มทีมรับสายก่อนโทษว่าแคมเปญไม่ดี
Cost per Call สูงแปลว่าแคมเปญแย่ไหม
ไม่เสมอไป
ถ้าสายที่ได้เป็นสายคุณภาพ มีโอกาสปิดการขายสูง หรือมูลค่าลูกค้าสูง Cost per Call ที่สูงกว่าคลิกทั่วไปอาจยังคุ้ม
แต่ถ้าสายไม่มีคุณภาพ ต้องตรวจ Keyword, Location, Ad Copy และทีมรับสาย
13. สรุปก่อนนำไปใช้จริง: ถ้าธุรกิจปิดการขายผ่านโทร ต้องดูมากกว่า Clicks
Phone-through Rate คือ Metric ใน Google Ads ที่ช่วยวัดว่า โฆษณาหรือเบอร์โทรสามารถทำให้คนกดโทรหาธุรกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
เหมาะมากกับธุรกิจที่ Lead หรือยอดขายเกิดจากการคุยโทรศัพท์
ถ้าธุรกิจของคุณเป็นคลินิก โรงเรียนสอนพิเศษ ร้านซ่อม อสังหา บริการฉุกเฉิน หรือธุรกิจ Local Service การดูแค่ Clicks หรือ CTR อาจไม่พอ
เพราะเป้าหมายจริงคือสายโทรที่มีคุณภาพและมีโอกาสปิดการขาย
การวิเคราะห์ที่ดีควรดู Phone Calls, Phone-through Rate, Call Clicks, Call Duration, Missed Calls, Cost per Call และ Call Conversions ร่วมกัน
เพื่อแยกว่าสายที่ได้เป็นสายคุณภาพจริงหรือไม่
ถ้าใช้ Metric นี้เป็น ธุรกิจจะรู้ว่า Google Ads พาคนโทรได้จริงไหม ทีมรับสายพร้อมไหม และสายโทรที่ได้คุ้มกับงบโฆษณาหรือไม่
ไม่ใช่ตัดสินจากคลิกเข้าเว็บเพียงอย่างเดียว
Best Practice คือใช้ Framework CALL ตรวจ Call Intent, Availability, Length of Call และ Lead Outcome
เพื่อดูตั้งแต่ก่อนโทร ระหว่างโทร และหลังโทรว่าสายที่ได้มีคุณค่าทางธุรกิจจริงหรือไม่
จำไว้ว่า
Clicks เยอะไม่ได้แปลว่าสายโทรเยอะ
Phone Calls เยอะไม่ได้แปลว่าสายคุณภาพดี
Call Duration ช่วยแยกสายเบาออกจากสายที่มีโอกาสขาย
Missed Calls คือเงินที่อาจหลุดไปโดยไม่รู้ตัว
และก่อนเพิ่มงบ ต้องรู้ว่าสายโทรที่ได้ปิดการขายได้จริงหรือไม่
ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Phone-through Rate, Call Assets, Call Ads, Call Reporting, Call Conversions, Conversion Tracking และการอ่านผลจากยอดขายจริง ขอแนะนำคอร์ส Google Ads และบริการของ DigitalD2M ครับ
ดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
ดูบริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/
ดูคอร์สเรียนทั้งหมดได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/courses-list/
ถ้าต้องการเรียนรู้การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Call Script, สรุปคุณภาพสายโทร, จัดกลุ่ม Lead และอ่าน Google Ads Report สามารถดูคอร์ส AI Driven Marketing & Advertising ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/ai-course-driven-marketing-advertising/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Call Assets, Call Ads, Phone-through Rate, Call Reporting, Call Conversions, Conversion Tracking, Landing Page หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Phone-through Rate Google Ads โดย DigitalD2M - คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้จริง
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
Advantage+ Placements คืออะไร? เรียน Facebook Ads ให้คุ้มก่อนปิดตำแหน่งโฆษณา
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202909911 มิ.ย. 2569, 08:34:59 -
Advantage+ Creative คืออะไร? คอร์ส Facebook Ads ต้องรู้ก่อนให้ AI ปรับครีเอทีฟ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202910011 มิ.ย. 2569, 08:36:03 -
Spending Limit คืออะไร? คอร์ส Facebook Ads ต้องรู้ก่อนกันงบไหล
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202910111 มิ.ย. 2569, 08:37:05 -
Ad Objective กับ Performance Goal ต่างกันยังไง? เลือกผิดอาจได้ผลลัพธ์ผิดประเภท
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973312 มิ.ย. 2569, 04:58:15 -
Standard Events กับ Custom Conversions คืออะไร? ตั้งค่าผิด Facebook Ads อาจวัดผลเพี้ยน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973512 มิ.ย. 2569, 04:59:50 -
Offline Conversions Facebook Ads คืออะไร? วัดยอดขายหลังบ้านให้แม่นกว่าแค่ดู Lead
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973612 มิ.ย. 2569, 05:00:50 -
UTM ใน Facebook Ads คืออะไร? ดูผลต่อใน GA4 ให้แม่นก่อนเพิ่มงบ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973712 มิ.ย. 2569, 05:01:41 -
Domain Verification Facebook Ads คืออะไร? เช็กสิทธิ์โดเมนก่อนยิงแอดเข้าเว็บ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973812 มิ.ย. 2569, 05:02:29 -
Advantage+ Catalog Ads คืออะไร? ยิงสินค้าหลาย SKU ให้คุ้มกว่าเดิม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2202973912 มิ.ย. 2569, 05:04:08 -
Search Terms Report คืออะไร? ดูคำค้นหาจริงก่อนเสียงบฟรีใน Google Ads
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203035313 มิ.ย. 2569, 07:16:57 -
Negative Keywords คืออะไร? ตัดคำค้นหาที่ทำให้เสียงบฟรีใน Google Ads
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203035513 มิ.ย. 2569, 07:17:41 -
Auction Insights คืออะไร? ดูคู่แข่ง Google Ads ก่อนเพิ่มงบ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203035713 มิ.ย. 2569, 07:18:17 -
Primary Conversion กับ Secondary Conversion คืออะไร? ตั้งผิด Google Ads อาจ Optimize ผิดเป้าหมาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203035813 มิ.ย. 2569, 07:19:31 -
Asset Performance ใน Responsive Search Ads คืออะไร? อ่านผล Headline และ Description ก่อนปรับ Google Ads
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203035913 มิ.ย. 2569, 07:20:08 -
Targeting กับ Observation ใน Google Ads ต่างกันยังไง? ใช้ Audience Segments ผิด แคมเปญอาจแสดงน้อยลง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203036013 มิ.ย. 2569, 07:20:52 -
Keyword Match Types คืออะไร? Broad Phrase Exact ต่างกันยังไง ก่อนงบไหลใน Google Ads
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203074014 มิ.ย. 2569, 03:14:49 -
Ad Rank คืออะไร? ทำไม Google Ads ไม่ใช่ใครจ่ายแพงกว่าก็ชนะ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203074114 มิ.ย. 2569, 03:15:16 -
Impression Share คืออะไร? เช็กว่าแพ้เพราะงบไม่พอหรืออันดับโฆษณาต่ำ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203074214 มิ.ย. 2569, 03:15:46 -
Location Targeting คืออะไร? ตั้งค่าพื้นที่ผิด งบ Google Ads อาจไหลโดยไม่รู้ตัว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203074314 มิ.ย. 2569, 03:16:13 -
Ad Assets คืออะไร? เพิ่มพื้นที่โฆษณา Google Ads โดยไม่ต้องเพิ่มงบทันที
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 2203074414 มิ.ย. 2569, 03:16:38


























