หมายเลขประกาศ22025265
Placement Exclusion คืออะไร? กันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่คุ้มใน Google Ads
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"บางแคมเปญไม่ได้แพ้เพราะโฆษณาไม่ดี แต่อาจแพ้เพราะเงินไหลไปอยู่ในเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่ควรซื้อ Impression ตั้งแต่แรก"
Placement Exclusion ใน Google Ads คือการยกเว้นตำแหน่งโฆษณาที่เราไม่ต้องการให้แอดไปแสดง เช่น เว็บไซต์บางเว็บ แอปบางตัว YouTube Channel บางช่อง หรือวิดีโอบางรายการ
เครื่องมือนี้ใช้เพื่อคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณา ลดคลิกเสีย และป้องกันไม่ให้แบรนด์ไปอยู่ในบริบทที่ไม่เหมาะสม
หัวข้อนี้ Practical มาก เพราะหลายบัญชีที่ยิง Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen หรือ Performance Max แล้วเจอปัญหา “คลิกเยอะ แต่ไม่ขาย” มักรีบไปแก้ที่ Creative, Audience หรือ Bidding ก่อน ทั้งที่บางครั้งต้นเหตุอาจอยู่ที่ Placements คุณภาพต่ำ เช่น แอปเกมที่คนกดพลาด เว็บ Clickbait ช่อง YouTube ที่ไม่ตรงภาพลักษณ์ หรือพื้นที่โฆษณาที่ดูดงบแต่ไม่สร้าง Conversion
Google อธิบายว่า Placement Exclusions สามารถใช้เพื่อยกเว้นเว็บไซต์ วิดีโอ แอป หรือ Placement ที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ได้ และสามารถตั้งค่าได้ในระดับ Campaign, Ad group หรือ Account โดยใส่ URL, app ID หรือ video ID ได้
นอกจากนี้ Google ยังมี Account-level Placement Exclusions ที่ช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงบนบาง Placements ใน Display Network, YouTube หรือ Search Partner Network ได้ โดยการตั้งค่าระดับบัญชีจะมีผลทับกับการตั้งค่าในระดับแคมเปญ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Placement Exclusion คืออะไร ใช้ต่างจาก Content Keyword Exclusion และ Sensitive Content Exclusion อย่างไร ควรดู Placement Report แบบไหน และต้องกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโออย่างไร ไม่ให้ปิดมั่วจนแคมเปญเสีย Reach โดยไม่จำเป็น
สารบัญบทความ
1. Placement Exclusion คืออะไร
2. ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax
3. เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร
4. Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก
5. ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account
6. ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล
7. PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion
8. Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion
9. ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ
10. Danger Zone จุดพลาดของ Placement Exclusion
11. Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion
12. FAQ คำถามที่พบบ่อย
13. สรุป
1. Placement Exclusion คืออะไร
Placement Exclusion คือการระบุว่าไม่ต้องการให้โฆษณา Google Ads ไปแสดงบนตำแหน่งบางประเภท เช่น เว็บไซต์ หน้าเว็บ แอป YouTube Channel หรือ YouTube Video ที่ไม่เหมาะกับเป้าหมายของแคมเปญ
ถ้าพูดให้ง่ายขึ้น Placement Exclusion คือการบอก Google ว่า “ที่ตรงนี้ไม่เอา” เพราะอาจทำให้เสียเงินเปล่า ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของแบรนด์
ตัวอย่างเช่น ถ้า Display Ads ได้คลิกจำนวนมากจากแอปเกม แต่ไม่มี Conversion เลย เราอาจพิจารณากัน App Placements เหล่านั้นออก
ถ้า YouTube Ads ไปแสดงบนช่องที่มีเนื้อหาขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์ เราอาจกันระดับ Channel หรือ Video ออก
หรือถ้าเว็บบางเว็บดูเป็น Clickbait และนำ Traffic คุณภาพต่ำมาให้ ก็สามารถใส่เป็น Placement Exclusion ได้
Placement Exclusion จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุม “แหล่งที่แอดไปโผล่”
ต่างจาก Negative Keyword ที่คุม “คำค้น”
และต่างจาก Content Keyword Exclusion ที่คุม “บริบทเนื้อหาตามคำ” ในภาพกว้าง
2. ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax
แคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max มีโอกาสไปแสดงบนพื้นที่จำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ แอป วิดีโอ และช่อง YouTube ซึ่งแต่ละ Placement มีคุณภาพไม่เท่ากัน
บางตำแหน่งอาจให้ Impression เยอะและคลิกเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าจะสร้าง Lead หรือยอดขายที่ดี
ปัญหาที่เจอบ่อยคือแคมเปญดูเหมือนมี Traffic เยอะ CTR ดี หรือ CPC ถูก แต่เมื่อดู Conversion แล้วกลับไม่คุ้ม เพราะเงินไหลไปที่ Placement ที่คนไม่ได้ตั้งใจซื้อ เช่น แอปเกมที่มีการกดพลาด เว็บเนื้อหาบางเบา หรือช่องวิดีโอที่คนดูไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจริง
อีกมุมหนึ่งคือเรื่อง Brand Safety เพราะบาง Placement อาจไม่ได้ผิดนโยบาย แต่ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
ตัวอย่างเช่น
- แบรนด์การเงินไปอยู่ในเว็บข่าวฉาว
- คลินิกไปอยู่ใกล้วิดีโอภาษาหยาบ
- คอร์สระดับสูงไปอยู่ในแอปที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
- อสังหาพรีเมียมไปอยู่ในช่องคอนเทนต์ที่ดูไม่เหมาะกับภาพลักษณ์โครงการ
- แบรนด์แม่และเด็กไปอยู่ในแอปหรือวิดีโอที่ไม่เหมาะกับครอบครัว
ดังนั้น Placement Exclusion ไม่ใช่แค่เครื่องมือกันเว็บหรือแอปแย่ ๆ แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจคุมคุณภาพของ Media Buying ได้ละเอียดขึ้น
3. เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร
Placement Exclusion ไม่ได้มีแค่การใส่ชื่อเว็บเท่านั้น แต่สามารถกันได้หลายรูปแบบตามประเภท Inventory ที่โฆษณาไปแสดง
Website Placement
คือการกันเว็บไซต์หรือหน้าเว็บที่ไม่ต้องการ เช่น เว็บ Clickbait เว็บเนื้อหาเบาบาง เว็บที่ Traffic ไม่คุ้ม หรือเว็บที่ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
App Placement
คือการกันแอปที่ไม่เหมาะ เช่น แอปเกม แอปเด็ก แอปที่เกิดคลิกพลาดบ่อย หรือแอปที่คลิกเยอะแต่ไม่สร้าง Conversion
YouTube Channel
คือการกันช่อง YouTube ทั้งช่อง ถ้าเนื้อหาโดยรวมไม่เหมาะกับแบรนด์ เช่น ช่องที่ใช้ภาษาหยาบ ดราม่าหนัก หรือคอนเทนต์ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเลย
YouTube Video
คือการกันเฉพาะวิดีโอบางรายการ ถ้าช่องโดยรวมยังโอเค แต่บางวิดีโอไม่เหมาะกับแคมเปญหรือภาพลักษณ์แบรนด์
App ID
คือการใช้รหัสแอปเพื่อระบุแอปอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเวลาต้องกันแอปซ้ำ ๆ ที่เจอใน Placement Report
ในงานจริง ถ้าเจอปัญหาชัดเจนที่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ควรกัน Placement ตรง ๆ จะตรงจุดกว่าการใช้คำกว้าง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเจอแอปหนึ่งใช้เงินเยอะและไม่เคยเกิด Conversion การกัน App ID นั้นออกอาจชัดกว่าใส่ Content Keyword แบบกว้าง ๆ
4. Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก
ก่อนทำ Placement Exclusion ไม่ควรกันจากความรู้สึกอย่างเดียว ควรเริ่มจาก Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดง เพื่อดูว่าแหล่งไหนใช้เงินเยอะ ให้ Traffic เยอะ แต่ไม่สร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ
Metric ที่ควรดู ได้แก่
- Cost: Placement นี้ใช้เงินไปมากแค่ไหน
- Clicks: มีคลิกเยอะผิดปกติหรือไม่
- Impressions: ได้พื้นที่แสดงผลเยอะ แต่มีคุณภาพจริงไหม
- Conversions: มี Conversion จริงหรือเปล่า
- Cost per Conversion: แพงกว่าค่าเฉลี่ยแคมเปญมากไหม
- Engagement Quality: คนที่มาจาก Placement นี้อยู่บนเว็บนานไหม หรือเด้งออกเร็ว
- Lead Quality: Lead ที่ได้จาก Placement นี้มีคุณภาพจริงไหม
- Brand Fit: เนื้อหาเข้ากับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
แนวคิดที่ดีคืออย่า Exclude ทันทีเพราะเห็น Placement แปลก
ให้ดูข้อมูลประกอบก่อน เช่น
- ใช้เงินถึงระดับที่มีนัยสำคัญหรือยัง
- มี Conversion หรือ Assisted Conversion ไหม
- คลิกเยอะเพราะคนสนใจจริง หรือเพราะกดพลาด
- Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์จริงหรือไม่
- เป็นปัญหาเฉพาะ Campaign หรือเป็นปัญหาทั้งบัญชี
ถ้ายังมีข้อมูลน้อยเกินไป อาจจัดไว้ในกลุ่ม “เฝ้าดู” ก่อน ไม่จำเป็นต้องกันออกทันที
5. ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account
Placement Exclusion สามารถคิดได้หลายระดับ โดยแต่ละระดับมีผลต่างกัน การเลือกใช้จึงควรสัมพันธ์กับความรุนแรงของปัญหา
Ad Group Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับกลุ่มโฆษณาบางกลุ่ม แต่ยังอาจใช้ได้กับกลุ่มอื่น
ตัวอย่างเช่น Ad Group หนึ่งขายบริการพรีเมียม อาจไม่ต้องการบาง Placement แต่ Ad Group อีกตัวที่ขายสินค้าราคาทั่วไปอาจยังใช้ได้
Campaign Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับแคมเปญนั้นทั้งแคมเปญ เช่น แคมเปญ Lead Gen ไม่ต้องการแอปเกม หรือแคมเปญ YouTube Awareness ไม่ต้องการช่องบางแนว
Account Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่ควรให้แบรนด์ไปแสดงเลยในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่เป็น Blacklist ของแบรนด์
Manager Account List
เหมาะกับเอเจนซีหรือทีมที่ดูหลายบัญชี และต้องการใช้ Exclusion List ร่วมกันในหลายบัญชี เช่น รายชื่อแอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait หรือช่องที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ส่วนใหญ่
หลักคิดง่าย ๆ คือ
ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะแคมเปญ ให้กันระดับ Campaign
แต่ถ้าเป็นแหล่งที่แบรนด์ไม่ควรไปอยู่เลย ให้กันระดับ Account เพื่อป้องกันหลุดไปแคมเปญอื่นในอนาคต
6. ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล
หลายคนเห็นว่า Display Ads หรือ PMax มี Traffic จากแอปเกมแล้วรีบสรุปว่า “ต้องปิดแอปเกมทั้งหมด”
บางครั้งอาจถูก แต่บางครั้งก็อาจรีบเกินไป เพราะไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ และบางแคมเปญอาจได้ผลจาก App Inventory บางประเภทจริง
ปัญหาคือถ้าปิดกว้างเกินไป ระบบอาจเสีย Inventory ที่ยังพอมีคุณภาพ ทำให้ Reach ลด ต้นทุนสูงขึ้น และแคมเปญ Scale ยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าแคมเปญใช้ Smart Bidding ที่ต้องการข้อมูลเพียงพอในการเรียนรู้
แนวทางที่ดีกว่าคือแยกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มต้องกันทันที
คือ Placement ที่ใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion และไม่ตรงภาพลักษณ์ เช่น แอปเกมที่มีคลิกพลาดจำนวนมาก หรือเว็บ Clickbait ที่ไม่สร้าง Lead คุณภาพ
กลุ่มต้องเฝ้าดู
คือ Placement ที่มี Traffic แต่ข้อมูลยังไม่พอ ต้องรอดู Cost, Conversion และ Lead Quality เพิ่มก่อนตัดสินใจ
กลุ่มควรเก็บไว้
คือ Placement ที่มี Conversion หรือมีสัญญาณคุณภาพดี แม้จะเป็น App Inventory ก็ตาม
การปิดมั่วอาจทำให้แคมเปญดูสะอาดขึ้นในเชิงความรู้สึก แต่เสียโอกาสในเชิง Performance
ดังนั้นควรตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความเชื่อว่า App Traffic ทั้งหมดแย่เสมอไป
7. PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion
PLACE Framework คือกรอบคิดสำหรับตัดสินใจว่าจะกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอใดออกจาก Google Ads โดยไม่ปิดมั่วจนเสีย Performance
1. P - Performance Check
ตรวจ Cost, Clicks, Conversions และ Cost per Conversion ของ Placement ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่ควรถาม:
Placement นี้ใช้เงินไปเยอะแค่ไหน และให้ผลลัพธ์กลับมาคุ้มไหม
2. L - Landing Quality
ดูคุณภาพหลังคลิก เช่น Bounce, Session Quality, Lead Quality หรือ Purchase Quality
คำถามที่ควรถาม:
คนที่มาจาก Placement นี้มีพฤติกรรมดีจริงหรือแค่คลิกแล้วออก
3. A - Audience Fit
ประเมินว่าคนที่อยู่ใน Placement นี้ใกล้เคียงกับลูกค้าจริงหรือไม่
คำถามที่ควรถาม:
ผู้ชมของเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอนี้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจไหม
4. C - Context Risk
ดูว่าบริบทของเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
คำถามที่ควรถาม:
ถ้าแบรนด์ไปอยู่ตรงนี้ ลูกค้าจะรู้สึกดีกับแบรนด์หรือเสียความน่าเชื่อถือ
5. E - Exclusion Level
เลือกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
คำถามที่ควรถาม:
ปัญหานี้ควรกันเฉพาะจุด เฉพาะแคมเปญ หรือกันทั้งบัญชี
วิธีใช้จริงคือ เริ่มจาก Placement ที่ใช้เงินสูงก่อน แล้วแยกว่าควรกันเพราะ Performance แย่ หรือเพราะ Brand Safety เสี่ยง
ถ้า Performance แย่เฉพาะบางแคมเปญ อาจกันระดับ Campaign
แต่ถ้า Brand Safety เสี่ยงทั้งแบรนด์ ควรกันระดับ Account
8. Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion
Masterclass 1: อย่าเริ่มจากการปิด ให้เริ่มจาก Report
แนวคิด:
Placement Exclusion ที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะบาง Placement ที่ดูแปลกอาจยังสร้าง Conversion ได้ ขณะที่บาง Placement ที่ดูปกติอาจกินงบจำนวนมากโดยไม่สร้างผลลัพธ์
วิธีการนำไปปรับใช้:
เปิด Placement Report แล้วเรียงตาม Cost, Clicks หรือ Conversions จากนั้นดู Placement ที่ใช้เงินมากแต่ไม่มีผลลัพธ์ หรือมีบริบทไม่เหมาะกับแบรนด์
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าโปรโมตคอร์ส Google Ads แล้วพบว่า Display Ads ได้คลิกจากแอปเกมจำนวนมากแต่ไม่มี Lead คุณภาพดี ควรพิจารณากันแอปเหล่านั้นออกเป็นชุด
Masterclass 2: กัน Channel ดีกว่ากันวิดีโอทีละตัวเมื่อปัญหาเป็นทั้งช่อง
แนวคิด:
ถ้าปัญหาเกิดจากวิดีโอเฉพาะรายการ ให้กันระดับวิดีโอได้ แต่ถ้าปัญหาเกิดจากแนวทางคอนเทนต์ของช่องโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะเสียเวลาและหลุดง่าย
วิธีการนำไปปรับใช้:
ตรวจว่า YouTube Channel นั้นมีเนื้อหาโดยรวมขัดกับ Brand Safety หรือแค่บางวิดีโอไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะทั้งช่อง ให้กันระดับ Channel เพื่อคุมให้สะอาดกว่า
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์คลินิกหรือการเงินอาจไม่อยากไปอยู่ในช่องที่มีภาษาหยาบหรือเนื้อหาดราม่าเป็นหลัก แม้วิดีโอบางรายการจะไม่ผิดนโยบายก็ตาม
Masterclass 3: Account-level Exclusion เหมาะกับ Blacklist จริง ๆ เท่านั้น
แนวคิด:
การกันระดับ Account มีผลกว้าง เพราะจะกระทบหลายแคมเปญในบัญชี ดังนั้นควรใช้กับ Placement ที่แบรนด์มั่นใจว่าไม่ต้องการให้โฆษณาไปแสดงเลย ไม่ใช่แค่แคมเปญหนึ่งไม่เวิร์ก
วิธีการนำไปปรับใช้:
แยก Blacklist เป็น 2 ระดับ คือ Campaign-specific Exclusion สำหรับปัญหาเฉพาะแคมเปญ และ Account-level Exclusion สำหรับ Placement ที่ขัดกับ Brand Safety หรือคุณภาพต่ำจริงทั้งบัญชี
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าเจอเว็บหรือแอปที่แบรนด์ไม่ต้องการเกี่ยวข้องในทุกกรณี ให้กันระดับ Account
แต่ถ้าเป็นแค่แคมเปญหนึ่งไม่เกิด Conversion อาจกันเฉพาะแคมเปญก่อน เพื่อไม่ให้กระทบแคมเปญอื่นโดยไม่จำเป็น
9. ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ
สถานการณ์: เว็บ Clickbait ใช้เงินเยอะ ไม่มี Conversion
ควรกันระดับไหน:
Website หรือ URL
เหตุผล:
กันแหล่ง Traffic คุณภาพต่ำที่เห็นผลชัดจาก Report
สถานการณ์: แอปเกมคลิกเยอะ แต่ Lead คุณภาพต่ำ
ควรกันระดับไหน:
App ID หรือ App Placement
เหตุผล:
ลดคลิกพลาดและ Traffic ที่ไม่ตรง Intent
สถานการณ์: YouTube Channel ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
ควรกันระดับไหน:
Channel Exclusion
เหตุผล:
กันทั้งช่องเมื่อแนวคอนเทนต์โดยรวมไม่เหมาะ
สถานการณ์: มีแค่วิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะ
ควรกันระดับไหน:
Video Exclusion
เหตุผล:
คุมเฉพาะจุดโดยไม่เสีย Inventory ทั้งช่อง
สถานการณ์: Blacklist ของแบรนด์ทุกแคมเปญ
ควรกันระดับไหน:
Account-level Exclusion
เหตุผล:
ป้องกันไม่ให้หลุดไปแสดงในแคมเปญอื่น
ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่า Placement Exclusion ควรเลือกตามระดับของปัญหา ไม่ใช่กันทุกอย่างระดับ Account ทันที เพราะการกันกว้างเกินไปอาจทำให้แคมเปญเสีย Inventory ที่ยังมีคุณภาพได้
10. Danger Zone จุดพลาดของ Placement Exclusion
ข้อผิดพลาดที่ 1: ปิดแอปทั้งหมดเพราะเห็นคลิกจากแอปเยอะ
ไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ
ผลเสียคืออาจเสีย Inventory ที่ยังสร้างผลลัพธ์ได้
แนวทางคือดู Cost, Conversion และ Lead Quality ก่อนกันออก
ข้อผิดพลาดที่ 2: กันระดับ Account ทั้งที่ปัญหาเกิดแค่บางแคมเปญ
การกันระดับ Account มีผลกว้าง
ผลเสียคือแคมเปญอื่นอาจเสียพื้นที่โฆษณาดี ๆ
แนวทางคือแยกก่อนว่าปัญหาเป็นระดับ Campaign หรือเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์
ข้อผิดพลาดที่ 3: กันทีละ Video ทั้งที่ปัญหาเกิดจากทั้ง Channel
ถ้าช่องมีแนวคอนเทนต์ไม่เหมาะโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะไม่ทันและหลุดง่าย
ผลเสียคือแบรนด์ยังมีโอกาสไปแสดงบนวิดีโอใหม่ในช่องเดิม
แนวทางคือกันระดับ Channel เมื่อเหมาะสม
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ทำ Placement Exclusion List เป็นหมวด
ถ้าไม่จัดหมวด Exclusion List เช่น แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะกับแบรนด์ ทีมจะจัดการยาก
ผลเสียคือทำงานซ้ำและควบคุมหลายแคมเปญไม่สม่ำเสมอ
แนวทางคือจัด List ตามประเภทปัญหา
ข้อผิดพลาดที่ 5: ดูแค่คลิก ไม่ดูคุณภาพหลังคลิก
บาง Placement อาจ CPC ถูกแต่คนเด้งออกเร็วหรือ Lead คุณภาพต่ำ
ผลเสียคือแคมเปญดูดีแค่ผิวเผิน
แนวทางคือดู Engagement, Conversion Quality และ CRM Feedback ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 6: ปิด Placement เร็วเกินไปทั้งที่ข้อมูลยังไม่พอ
บาง Placement อาจเพิ่งเริ่มมี Traffic และยังไม่มีข้อมูลพอให้ตัดสิน
ผลเสียคืออาจตัดแหล่งที่มีโอกาสสร้าง Conversion ออกเร็วเกินไป
แนวทางคือกำหนด Threshold ก่อน เช่น ต้องใช้เงินถึงระดับหนึ่ง หรือมี Click ถึงระดับหนึ่งก่อนตัดสิน
ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ทำ Before / After Report
หลังกัน Placement แล้วไม่ดูผลต่อ Reach, CPM, CPV, Conversion และ Cost per Result
ผลเสียคือไม่รู้ว่าการกันออกช่วยจริงหรือทำให้แคมเปญแย่ลง
แนวทางคือบันทึกวันที่ปรับ และเทียบผลก่อนหลังทุกครั้ง
11. Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion
- เปิด Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดงก่อนตัดสินใจ
- เรียง Placement ตาม Cost เพื่อดูว่าเงินไหลไปที่ไหนมากที่สุด
- ตรวจว่า Placement ที่ใช้เงินสูงมี Conversion หรือไม่
- ดู Cost per Conversion เทียบกับค่าเฉลี่ยแคมเปญ
- ตรวจคุณภาพ Lead หรือยอดขายจาก Placement นั้น ถ้ามีข้อมูล CRM
- ดูว่า Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
- แยกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
- อย่ากันระดับ Account ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะแคมเปญเดียว
- ทำ Exclusion List แยกเป็นหมวด เช่น เกม แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะ
- ใช้ร่วมกับ Sensitive Content, Inventory Type และ Excluded Content Keywords เมื่อจำเป็น
- ทำ Before / After Report หลัง Exclude เพื่อดูว่า Reach, CPM, CPV และ Conversion เปลี่ยนอย่างไร
- รีวิว Exclusion List เป็นระยะ เพราะบาง Placement อาจเปลี่ยนคุณภาพหรือบริบทได้
- ทำ Change Log ทุกครั้งที่เพิ่มหรือลบ Placement
- อย่าปิดจากความรู้สึก ให้ใช้ข้อมูลและ Brand Safety ร่วมกันในการตัดสิน
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Placement Exclusion
Placement Exclusion คืออะไรใน Google Ads
Placement Exclusion คือการกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป YouTube Channel หรือวิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะกับแคมเปญหรือภาพลักษณ์แบรนด์
Placement Exclusion ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร
Placement Exclusion ใช้กันตำแหน่งที่โฆษณาไปแสดง เช่น เว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอ ส่วน Negative Keyword ใช้กันคำค้นที่คนพิมพ์ใน Search หรือ Shopping inventory
ควรปิด App Placements ทั้งหมดไหมถ้าคลิกเยอะไม่ขาย
ไม่ควรปิดทั้งหมดทันที ควรดูข้อมูลก่อนว่าแอปไหนใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion หรือ Lead คุณภาพต่ำ แล้วกันเฉพาะแอปที่มีปัญหาชัดเจนก่อน
ควรกันระดับ Account เมื่อไหร่
ควรกันระดับ Account เมื่อ Placement นั้นเป็น Blacklist ของแบรนด์ หรือไม่ควรให้โฆษณาไปแสดงในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่ขัดกับ Brand Safety อย่างชัดเจน
Placement Exclusion ใช้กับ Performance Max ได้ไหม
การกัน Placement ในระดับบัญชีสามารถช่วยคุมพื้นที่บางส่วนที่ PMax มีโอกาสไปแสดงได้ แต่ควรเข้าใจว่า PMax ทำงานข้าม Inventory และควรใช้ร่วมกับ Content Suitability, Brand Exclusions, Asset Quality และ Conversion Tracking ที่ถูกต้อง
ถ้าเจอ YouTube Channel ไม่เหมาะ ควรกันวิดีโอหรือกันทั้งช่อง
ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะบางวิดีโอ ให้กันเฉพาะวิดีโอนั้น แต่ถ้าแนวคอนเทนต์ทั้งช่องไม่เหมาะกับแบรนด์ ควรกันระดับ Channel เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนวิดีโออื่นในช่องเดียวกัน
Placement Exclusion ทำให้แคมเปญแพงขึ้นไหม
มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้ากัน Placement ออกมากเกินไป Inventory จะน้อยลง ทำให้ Reach ลดหรือ CPM/CPV สูงขึ้นได้ ดังนั้นควรกันเฉพาะ Placement ที่มีปัญหาชัดเจน และดูผลหลังปรับทุกครั้ง
13. สรุป: Placement Exclusion ช่วยกันงบไหลไปเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่คุ้ม
Placement Exclusion คือเครื่องมือสำคัญสำหรับคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณาใน Google Ads โดยเฉพาะแคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max ที่มีโอกาสไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป ช่อง หรือวิดีโอจำนวนมาก
หัวใจสำคัญคือ อย่ากันจากความรู้สึกอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก Placement Report ดูว่าเงินไหลไปที่ไหน Placement ไหนใช้เงินเยอะแต่ไม่สร้าง Conversion และ Placement ไหนขัดกับ Brand Safety ของธุรกิจ
การกันที่ดีควรเลือกให้ถูกระดับ
ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะวิดีโอให้กันวิดีโอ
ถ้าเป็นทั้งช่องให้กัน Channel
ถ้าเป็นแอปคุณภาพต่ำให้กัน App ID
และถ้าเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์จึงค่อยกันระดับ Account
สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าปิดแอป เว็บไซต์ หรือช่องแบบเหมารวมโดยไม่มีข้อมูล เพราะบาง Placement อาจยังมีคุณภาพและช่วยให้แคมเปญ Scale ได้
ถ้าจะเริ่มต้น ให้ใช้ PLACE Framework โดยตรวจ Performance, Landing Quality, Audience Fit, Context Risk และเลือกระดับ Exclusion ให้เหมาะกับปัญหา
อย่าปล่อยให้งบโฆษณาไหลไปเว็บ แอป หรือช่องที่ไม่สร้างยอดขายจริง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการยิง Google Ads ให้เข้าใจ Placement Exclusion, Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen, Performance Max, Brand Safety และการอ่าน Placement Report ขอแนะนำ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการวางโครงสร้างแคมเปญ การอ่าน Placement Report การกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่คุ้ม การตั้งค่า Brand Safety และการตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ปิดมั่วจากความรู้สึกจนแคมเปญเสีย Reach สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้กับธุรกิจจริงได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบการตลาดออนไลน์ ทำคอนเทนต์ ออกแบบเว็บไซต์ วาง Funnel วิเคราะห์ Google Ads, Placement Report, Display Ads, Demand Gen, Performance Max หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Placement Exclusion โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
Placement Exclusion ใน Google Ads คือการยกเว้นตำแหน่งโฆษณาที่เราไม่ต้องการให้แอดไปแสดง เช่น เว็บไซต์บางเว็บ แอปบางตัว YouTube Channel บางช่อง หรือวิดีโอบางรายการ
เครื่องมือนี้ใช้เพื่อคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณา ลดคลิกเสีย และป้องกันไม่ให้แบรนด์ไปอยู่ในบริบทที่ไม่เหมาะสม
หัวข้อนี้ Practical มาก เพราะหลายบัญชีที่ยิง Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen หรือ Performance Max แล้วเจอปัญหา “คลิกเยอะ แต่ไม่ขาย” มักรีบไปแก้ที่ Creative, Audience หรือ Bidding ก่อน ทั้งที่บางครั้งต้นเหตุอาจอยู่ที่ Placements คุณภาพต่ำ เช่น แอปเกมที่คนกดพลาด เว็บ Clickbait ช่อง YouTube ที่ไม่ตรงภาพลักษณ์ หรือพื้นที่โฆษณาที่ดูดงบแต่ไม่สร้าง Conversion
Google อธิบายว่า Placement Exclusions สามารถใช้เพื่อยกเว้นเว็บไซต์ วิดีโอ แอป หรือ Placement ที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ได้ และสามารถตั้งค่าได้ในระดับ Campaign, Ad group หรือ Account โดยใส่ URL, app ID หรือ video ID ได้
นอกจากนี้ Google ยังมี Account-level Placement Exclusions ที่ช่วยป้องกันไม่ให้โฆษณาแสดงบนบาง Placements ใน Display Network, YouTube หรือ Search Partner Network ได้ โดยการตั้งค่าระดับบัญชีจะมีผลทับกับการตั้งค่าในระดับแคมเปญ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Placement Exclusion คืออะไร ใช้ต่างจาก Content Keyword Exclusion และ Sensitive Content Exclusion อย่างไร ควรดู Placement Report แบบไหน และต้องกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโออย่างไร ไม่ให้ปิดมั่วจนแคมเปญเสีย Reach โดยไม่จำเป็น
สารบัญบทความ
1. Placement Exclusion คืออะไร
2. ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax
3. เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร
4. Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก
5. ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account
6. ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล
7. PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion
8. Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion
9. ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ
10. Danger Zone จุดพลาดของ Placement Exclusion
11. Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion
12. FAQ คำถามที่พบบ่อย
13. สรุป
1. Placement Exclusion คืออะไร
Placement Exclusion คือการระบุว่าไม่ต้องการให้โฆษณา Google Ads ไปแสดงบนตำแหน่งบางประเภท เช่น เว็บไซต์ หน้าเว็บ แอป YouTube Channel หรือ YouTube Video ที่ไม่เหมาะกับเป้าหมายของแคมเปญ
ถ้าพูดให้ง่ายขึ้น Placement Exclusion คือการบอก Google ว่า “ที่ตรงนี้ไม่เอา” เพราะอาจทำให้เสียเงินเปล่า ไม่ได้คุณภาพ หรือไม่เหมาะกับภาพลักษณ์ของแบรนด์
ตัวอย่างเช่น ถ้า Display Ads ได้คลิกจำนวนมากจากแอปเกม แต่ไม่มี Conversion เลย เราอาจพิจารณากัน App Placements เหล่านั้นออก
ถ้า YouTube Ads ไปแสดงบนช่องที่มีเนื้อหาขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์ เราอาจกันระดับ Channel หรือ Video ออก
หรือถ้าเว็บบางเว็บดูเป็น Clickbait และนำ Traffic คุณภาพต่ำมาให้ ก็สามารถใส่เป็น Placement Exclusion ได้
Placement Exclusion จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยคุม “แหล่งที่แอดไปโผล่”
ต่างจาก Negative Keyword ที่คุม “คำค้น”
และต่างจาก Content Keyword Exclusion ที่คุม “บริบทเนื้อหาตามคำ” ในภาพกว้าง
2. ทำไม Placement Exclusion สำคัญกับ Display, YouTube และ PMax
แคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max มีโอกาสไปแสดงบนพื้นที่จำนวนมาก ทั้งเว็บไซต์ แอป วิดีโอ และช่อง YouTube ซึ่งแต่ละ Placement มีคุณภาพไม่เท่ากัน
บางตำแหน่งอาจให้ Impression เยอะและคลิกเยอะ แต่ไม่ได้แปลว่าจะสร้าง Lead หรือยอดขายที่ดี
ปัญหาที่เจอบ่อยคือแคมเปญดูเหมือนมี Traffic เยอะ CTR ดี หรือ CPC ถูก แต่เมื่อดู Conversion แล้วกลับไม่คุ้ม เพราะเงินไหลไปที่ Placement ที่คนไม่ได้ตั้งใจซื้อ เช่น แอปเกมที่มีการกดพลาด เว็บเนื้อหาบางเบา หรือช่องวิดีโอที่คนดูไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายจริง
อีกมุมหนึ่งคือเรื่อง Brand Safety เพราะบาง Placement อาจไม่ได้ผิดนโยบาย แต่ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
ตัวอย่างเช่น
- แบรนด์การเงินไปอยู่ในเว็บข่าวฉาว
- คลินิกไปอยู่ใกล้วิดีโอภาษาหยาบ
- คอร์สระดับสูงไปอยู่ในแอปที่ไม่สอดคล้องกับภาพลักษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
- อสังหาพรีเมียมไปอยู่ในช่องคอนเทนต์ที่ดูไม่เหมาะกับภาพลักษณ์โครงการ
- แบรนด์แม่และเด็กไปอยู่ในแอปหรือวิดีโอที่ไม่เหมาะกับครอบครัว
ดังนั้น Placement Exclusion ไม่ใช่แค่เครื่องมือกันเว็บหรือแอปแย่ ๆ แต่เป็นเครื่องมือช่วยให้ธุรกิจคุมคุณภาพของ Media Buying ได้ละเอียดขึ้น
3. เว็บ แอป ช่อง วิดีโอ และ App ID ต่างกันอย่างไร
Placement Exclusion ไม่ได้มีแค่การใส่ชื่อเว็บเท่านั้น แต่สามารถกันได้หลายรูปแบบตามประเภท Inventory ที่โฆษณาไปแสดง
Website Placement
คือการกันเว็บไซต์หรือหน้าเว็บที่ไม่ต้องการ เช่น เว็บ Clickbait เว็บเนื้อหาเบาบาง เว็บที่ Traffic ไม่คุ้ม หรือเว็บที่ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
App Placement
คือการกันแอปที่ไม่เหมาะ เช่น แอปเกม แอปเด็ก แอปที่เกิดคลิกพลาดบ่อย หรือแอปที่คลิกเยอะแต่ไม่สร้าง Conversion
YouTube Channel
คือการกันช่อง YouTube ทั้งช่อง ถ้าเนื้อหาโดยรวมไม่เหมาะกับแบรนด์ เช่น ช่องที่ใช้ภาษาหยาบ ดราม่าหนัก หรือคอนเทนต์ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเลย
YouTube Video
คือการกันเฉพาะวิดีโอบางรายการ ถ้าช่องโดยรวมยังโอเค แต่บางวิดีโอไม่เหมาะกับแคมเปญหรือภาพลักษณ์แบรนด์
App ID
คือการใช้รหัสแอปเพื่อระบุแอปอย่างแม่นยำ โดยเฉพาะเวลาต้องกันแอปซ้ำ ๆ ที่เจอใน Placement Report
ในงานจริง ถ้าเจอปัญหาชัดเจนที่แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ควรกัน Placement ตรง ๆ จะตรงจุดกว่าการใช้คำกว้าง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเจอแอปหนึ่งใช้เงินเยอะและไม่เคยเกิด Conversion การกัน App ID นั้นออกอาจชัดกว่าใส่ Content Keyword แบบกว้าง ๆ
4. Placement Report ควรดูอะไรบ้างก่อนกันออก
ก่อนทำ Placement Exclusion ไม่ควรกันจากความรู้สึกอย่างเดียว ควรเริ่มจาก Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดง เพื่อดูว่าแหล่งไหนใช้เงินเยอะ ให้ Traffic เยอะ แต่ไม่สร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ
Metric ที่ควรดู ได้แก่
- Cost: Placement นี้ใช้เงินไปมากแค่ไหน
- Clicks: มีคลิกเยอะผิดปกติหรือไม่
- Impressions: ได้พื้นที่แสดงผลเยอะ แต่มีคุณภาพจริงไหม
- Conversions: มี Conversion จริงหรือเปล่า
- Cost per Conversion: แพงกว่าค่าเฉลี่ยแคมเปญมากไหม
- Engagement Quality: คนที่มาจาก Placement นี้อยู่บนเว็บนานไหม หรือเด้งออกเร็ว
- Lead Quality: Lead ที่ได้จาก Placement นี้มีคุณภาพจริงไหม
- Brand Fit: เนื้อหาเข้ากับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
แนวคิดที่ดีคืออย่า Exclude ทันทีเพราะเห็น Placement แปลก
ให้ดูข้อมูลประกอบก่อน เช่น
- ใช้เงินถึงระดับที่มีนัยสำคัญหรือยัง
- มี Conversion หรือ Assisted Conversion ไหม
- คลิกเยอะเพราะคนสนใจจริง หรือเพราะกดพลาด
- Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์จริงหรือไม่
- เป็นปัญหาเฉพาะ Campaign หรือเป็นปัญหาทั้งบัญชี
ถ้ายังมีข้อมูลน้อยเกินไป อาจจัดไว้ในกลุ่ม “เฝ้าดู” ก่อน ไม่จำเป็นต้องกันออกทันที
5. ควรกันระดับ Campaign, Ad Group หรือ Account
Placement Exclusion สามารถคิดได้หลายระดับ โดยแต่ละระดับมีผลต่างกัน การเลือกใช้จึงควรสัมพันธ์กับความรุนแรงของปัญหา
Ad Group Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับกลุ่มโฆษณาบางกลุ่ม แต่ยังอาจใช้ได้กับกลุ่มอื่น
ตัวอย่างเช่น Ad Group หนึ่งขายบริการพรีเมียม อาจไม่ต้องการบาง Placement แต่ Ad Group อีกตัวที่ขายสินค้าราคาทั่วไปอาจยังใช้ได้
Campaign Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่เหมาะกับแคมเปญนั้นทั้งแคมเปญ เช่น แคมเปญ Lead Gen ไม่ต้องการแอปเกม หรือแคมเปญ YouTube Awareness ไม่ต้องการช่องบางแนว
Account Level
ใช้เมื่อ Placement นั้นไม่ควรให้แบรนด์ไปแสดงเลยในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่เป็น Blacklist ของแบรนด์
Manager Account List
เหมาะกับเอเจนซีหรือทีมที่ดูหลายบัญชี และต้องการใช้ Exclusion List ร่วมกันในหลายบัญชี เช่น รายชื่อแอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait หรือช่องที่ไม่เหมาะกับแบรนด์ส่วนใหญ่
หลักคิดง่าย ๆ คือ
ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะแคมเปญ ให้กันระดับ Campaign
แต่ถ้าเป็นแหล่งที่แบรนด์ไม่ควรไปอยู่เลย ให้กันระดับ Account เพื่อป้องกันหลุดไปแคมเปญอื่นในอนาคต
6. ทำไมไม่ควรปิดแอปเกมมั่ว ๆ โดยไม่ดูข้อมูล
หลายคนเห็นว่า Display Ads หรือ PMax มี Traffic จากแอปเกมแล้วรีบสรุปว่า “ต้องปิดแอปเกมทั้งหมด”
บางครั้งอาจถูก แต่บางครั้งก็อาจรีบเกินไป เพราะไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ และบางแคมเปญอาจได้ผลจาก App Inventory บางประเภทจริง
ปัญหาคือถ้าปิดกว้างเกินไป ระบบอาจเสีย Inventory ที่ยังพอมีคุณภาพ ทำให้ Reach ลด ต้นทุนสูงขึ้น และแคมเปญ Scale ยากขึ้น โดยเฉพาะถ้าแคมเปญใช้ Smart Bidding ที่ต้องการข้อมูลเพียงพอในการเรียนรู้
แนวทางที่ดีกว่าคือแยกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มต้องกันทันที
คือ Placement ที่ใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion และไม่ตรงภาพลักษณ์ เช่น แอปเกมที่มีคลิกพลาดจำนวนมาก หรือเว็บ Clickbait ที่ไม่สร้าง Lead คุณภาพ
กลุ่มต้องเฝ้าดู
คือ Placement ที่มี Traffic แต่ข้อมูลยังไม่พอ ต้องรอดู Cost, Conversion และ Lead Quality เพิ่มก่อนตัดสินใจ
กลุ่มควรเก็บไว้
คือ Placement ที่มี Conversion หรือมีสัญญาณคุณภาพดี แม้จะเป็น App Inventory ก็ตาม
การปิดมั่วอาจทำให้แคมเปญดูสะอาดขึ้นในเชิงความรู้สึก แต่เสียโอกาสในเชิง Performance
ดังนั้นควรตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความเชื่อว่า App Traffic ทั้งหมดแย่เสมอไป
7. PLACE Framework สำหรับจัดการ Placement Exclusion
PLACE Framework คือกรอบคิดสำหรับตัดสินใจว่าจะกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอใดออกจาก Google Ads โดยไม่ปิดมั่วจนเสีย Performance
1. P - Performance Check
ตรวจ Cost, Clicks, Conversions และ Cost per Conversion ของ Placement ก่อนตัดสินใจ
คำถามที่ควรถาม:
Placement นี้ใช้เงินไปเยอะแค่ไหน และให้ผลลัพธ์กลับมาคุ้มไหม
2. L - Landing Quality
ดูคุณภาพหลังคลิก เช่น Bounce, Session Quality, Lead Quality หรือ Purchase Quality
คำถามที่ควรถาม:
คนที่มาจาก Placement นี้มีพฤติกรรมดีจริงหรือแค่คลิกแล้วออก
3. A - Audience Fit
ประเมินว่าคนที่อยู่ใน Placement นี้ใกล้เคียงกับลูกค้าจริงหรือไม่
คำถามที่ควรถาม:
ผู้ชมของเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอนี้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจไหม
4. C - Context Risk
ดูว่าบริบทของเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
คำถามที่ควรถาม:
ถ้าแบรนด์ไปอยู่ตรงนี้ ลูกค้าจะรู้สึกดีกับแบรนด์หรือเสียความน่าเชื่อถือ
5. E - Exclusion Level
เลือกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
คำถามที่ควรถาม:
ปัญหานี้ควรกันเฉพาะจุด เฉพาะแคมเปญ หรือกันทั้งบัญชี
วิธีใช้จริงคือ เริ่มจาก Placement ที่ใช้เงินสูงก่อน แล้วแยกว่าควรกันเพราะ Performance แย่ หรือเพราะ Brand Safety เสี่ยง
ถ้า Performance แย่เฉพาะบางแคมเปญ อาจกันระดับ Campaign
แต่ถ้า Brand Safety เสี่ยงทั้งแบรนด์ ควรกันระดับ Account
8. Masterclass 3 กล่องสำหรับ Placement Exclusion
Masterclass 1: อย่าเริ่มจากการปิด ให้เริ่มจาก Report
แนวคิด:
Placement Exclusion ที่ดีต้องเริ่มจากข้อมูล ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะบาง Placement ที่ดูแปลกอาจยังสร้าง Conversion ได้ ขณะที่บาง Placement ที่ดูปกติอาจกินงบจำนวนมากโดยไม่สร้างผลลัพธ์
วิธีการนำไปปรับใช้:
เปิด Placement Report แล้วเรียงตาม Cost, Clicks หรือ Conversions จากนั้นดู Placement ที่ใช้เงินมากแต่ไม่มีผลลัพธ์ หรือมีบริบทไม่เหมาะกับแบรนด์
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าโปรโมตคอร์ส Google Ads แล้วพบว่า Display Ads ได้คลิกจากแอปเกมจำนวนมากแต่ไม่มี Lead คุณภาพดี ควรพิจารณากันแอปเหล่านั้นออกเป็นชุด
Masterclass 2: กัน Channel ดีกว่ากันวิดีโอทีละตัวเมื่อปัญหาเป็นทั้งช่อง
แนวคิด:
ถ้าปัญหาเกิดจากวิดีโอเฉพาะรายการ ให้กันระดับวิดีโอได้ แต่ถ้าปัญหาเกิดจากแนวทางคอนเทนต์ของช่องโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะเสียเวลาและหลุดง่าย
วิธีการนำไปปรับใช้:
ตรวจว่า YouTube Channel นั้นมีเนื้อหาโดยรวมขัดกับ Brand Safety หรือแค่บางวิดีโอไม่เหมาะ ถ้าไม่เหมาะทั้งช่อง ให้กันระดับ Channel เพื่อคุมให้สะอาดกว่า
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
แบรนด์คลินิกหรือการเงินอาจไม่อยากไปอยู่ในช่องที่มีภาษาหยาบหรือเนื้อหาดราม่าเป็นหลัก แม้วิดีโอบางรายการจะไม่ผิดนโยบายก็ตาม
Masterclass 3: Account-level Exclusion เหมาะกับ Blacklist จริง ๆ เท่านั้น
แนวคิด:
การกันระดับ Account มีผลกว้าง เพราะจะกระทบหลายแคมเปญในบัญชี ดังนั้นควรใช้กับ Placement ที่แบรนด์มั่นใจว่าไม่ต้องการให้โฆษณาไปแสดงเลย ไม่ใช่แค่แคมเปญหนึ่งไม่เวิร์ก
วิธีการนำไปปรับใช้:
แยก Blacklist เป็น 2 ระดับ คือ Campaign-specific Exclusion สำหรับปัญหาเฉพาะแคมเปญ และ Account-level Exclusion สำหรับ Placement ที่ขัดกับ Brand Safety หรือคุณภาพต่ำจริงทั้งบัญชี
ตัวอย่างเชิงธุรกิจ:
ถ้าเจอเว็บหรือแอปที่แบรนด์ไม่ต้องการเกี่ยวข้องในทุกกรณี ให้กันระดับ Account
แต่ถ้าเป็นแค่แคมเปญหนึ่งไม่เกิด Conversion อาจกันเฉพาะแคมเปญก่อน เพื่อไม่ให้กระทบแคมเปญอื่นโดยไม่จำเป็น
9. ตาราง Use Case สำหรับการกันเว็บ แอป ช่อง และวิดีโอ
สถานการณ์: เว็บ Clickbait ใช้เงินเยอะ ไม่มี Conversion
ควรกันระดับไหน:
Website หรือ URL
เหตุผล:
กันแหล่ง Traffic คุณภาพต่ำที่เห็นผลชัดจาก Report
สถานการณ์: แอปเกมคลิกเยอะ แต่ Lead คุณภาพต่ำ
ควรกันระดับไหน:
App ID หรือ App Placement
เหตุผล:
ลดคลิกพลาดและ Traffic ที่ไม่ตรง Intent
สถานการณ์: YouTube Channel ไม่เข้าภาพลักษณ์แบรนด์
ควรกันระดับไหน:
Channel Exclusion
เหตุผล:
กันทั้งช่องเมื่อแนวคอนเทนต์โดยรวมไม่เหมาะ
สถานการณ์: มีแค่วิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะ
ควรกันระดับไหน:
Video Exclusion
เหตุผล:
คุมเฉพาะจุดโดยไม่เสีย Inventory ทั้งช่อง
สถานการณ์: Blacklist ของแบรนด์ทุกแคมเปญ
ควรกันระดับไหน:
Account-level Exclusion
เหตุผล:
ป้องกันไม่ให้หลุดไปแสดงในแคมเปญอื่น
ตารางนี้ช่วยให้เห็นว่า Placement Exclusion ควรเลือกตามระดับของปัญหา ไม่ใช่กันทุกอย่างระดับ Account ทันที เพราะการกันกว้างเกินไปอาจทำให้แคมเปญเสีย Inventory ที่ยังมีคุณภาพได้
10. Danger Zone จุดพลาดของ Placement Exclusion
ข้อผิดพลาดที่ 1: ปิดแอปทั้งหมดเพราะเห็นคลิกจากแอปเยอะ
ไม่ใช่ทุกแอปจะคุณภาพต่ำ
ผลเสียคืออาจเสีย Inventory ที่ยังสร้างผลลัพธ์ได้
แนวทางคือดู Cost, Conversion และ Lead Quality ก่อนกันออก
ข้อผิดพลาดที่ 2: กันระดับ Account ทั้งที่ปัญหาเกิดแค่บางแคมเปญ
การกันระดับ Account มีผลกว้าง
ผลเสียคือแคมเปญอื่นอาจเสียพื้นที่โฆษณาดี ๆ
แนวทางคือแยกก่อนว่าปัญหาเป็นระดับ Campaign หรือเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์
ข้อผิดพลาดที่ 3: กันทีละ Video ทั้งที่ปัญหาเกิดจากทั้ง Channel
ถ้าช่องมีแนวคอนเทนต์ไม่เหมาะโดยรวม การกันทีละวิดีโอจะไม่ทันและหลุดง่าย
ผลเสียคือแบรนด์ยังมีโอกาสไปแสดงบนวิดีโอใหม่ในช่องเดิม
แนวทางคือกันระดับ Channel เมื่อเหมาะสม
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่ทำ Placement Exclusion List เป็นหมวด
ถ้าไม่จัดหมวด Exclusion List เช่น แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะกับแบรนด์ ทีมจะจัดการยาก
ผลเสียคือทำงานซ้ำและควบคุมหลายแคมเปญไม่สม่ำเสมอ
แนวทางคือจัด List ตามประเภทปัญหา
ข้อผิดพลาดที่ 5: ดูแค่คลิก ไม่ดูคุณภาพหลังคลิก
บาง Placement อาจ CPC ถูกแต่คนเด้งออกเร็วหรือ Lead คุณภาพต่ำ
ผลเสียคือแคมเปญดูดีแค่ผิวเผิน
แนวทางคือดู Engagement, Conversion Quality และ CRM Feedback ร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 6: ปิด Placement เร็วเกินไปทั้งที่ข้อมูลยังไม่พอ
บาง Placement อาจเพิ่งเริ่มมี Traffic และยังไม่มีข้อมูลพอให้ตัดสิน
ผลเสียคืออาจตัดแหล่งที่มีโอกาสสร้าง Conversion ออกเร็วเกินไป
แนวทางคือกำหนด Threshold ก่อน เช่น ต้องใช้เงินถึงระดับหนึ่ง หรือมี Click ถึงระดับหนึ่งก่อนตัดสิน
ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ทำ Before / After Report
หลังกัน Placement แล้วไม่ดูผลต่อ Reach, CPM, CPV, Conversion และ Cost per Result
ผลเสียคือไม่รู้ว่าการกันออกช่วยจริงหรือทำให้แคมเปญแย่ลง
แนวทางคือบันทึกวันที่ปรับ และเทียบผลก่อนหลังทุกครั้ง
11. Checklist ก่อนทำ Placement Exclusion
- เปิด Placement Report หรือข้อมูลตำแหน่งที่โฆษณาแสดงก่อนตัดสินใจ
- เรียง Placement ตาม Cost เพื่อดูว่าเงินไหลไปที่ไหนมากที่สุด
- ตรวจว่า Placement ที่ใช้เงินสูงมี Conversion หรือไม่
- ดู Cost per Conversion เทียบกับค่าเฉลี่ยแคมเปญ
- ตรวจคุณภาพ Lead หรือยอดขายจาก Placement นั้น ถ้ามีข้อมูล CRM
- ดูว่า Placement นั้นขัดกับภาพลักษณ์แบรนด์หรือไม่
- แยกว่าจะกันระดับ Video, Channel, App, Website, Campaign หรือ Account
- อย่ากันระดับ Account ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะแคมเปญเดียว
- ทำ Exclusion List แยกเป็นหมวด เช่น เกม แอปคุณภาพต่ำ เว็บ Clickbait ช่องไม่เหมาะ
- ใช้ร่วมกับ Sensitive Content, Inventory Type และ Excluded Content Keywords เมื่อจำเป็น
- ทำ Before / After Report หลัง Exclude เพื่อดูว่า Reach, CPM, CPV และ Conversion เปลี่ยนอย่างไร
- รีวิว Exclusion List เป็นระยะ เพราะบาง Placement อาจเปลี่ยนคุณภาพหรือบริบทได้
- ทำ Change Log ทุกครั้งที่เพิ่มหรือลบ Placement
- อย่าปิดจากความรู้สึก ให้ใช้ข้อมูลและ Brand Safety ร่วมกันในการตัดสิน
12. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Placement Exclusion
Placement Exclusion คืออะไรใน Google Ads
Placement Exclusion คือการกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป YouTube Channel หรือวิดีโอบางรายการที่ไม่เหมาะกับแคมเปญหรือภาพลักษณ์แบรนด์
Placement Exclusion ต่างจาก Negative Keyword อย่างไร
Placement Exclusion ใช้กันตำแหน่งที่โฆษณาไปแสดง เช่น เว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอ ส่วน Negative Keyword ใช้กันคำค้นที่คนพิมพ์ใน Search หรือ Shopping inventory
ควรปิด App Placements ทั้งหมดไหมถ้าคลิกเยอะไม่ขาย
ไม่ควรปิดทั้งหมดทันที ควรดูข้อมูลก่อนว่าแอปไหนใช้เงินเยอะ คลิกเยอะ ไม่มี Conversion หรือ Lead คุณภาพต่ำ แล้วกันเฉพาะแอปที่มีปัญหาชัดเจนก่อน
ควรกันระดับ Account เมื่อไหร่
ควรกันระดับ Account เมื่อ Placement นั้นเป็น Blacklist ของแบรนด์ หรือไม่ควรให้โฆษณาไปแสดงในทุกแคมเปญ เช่น เว็บ แอป หรือช่องที่ขัดกับ Brand Safety อย่างชัดเจน
Placement Exclusion ใช้กับ Performance Max ได้ไหม
การกัน Placement ในระดับบัญชีสามารถช่วยคุมพื้นที่บางส่วนที่ PMax มีโอกาสไปแสดงได้ แต่ควรเข้าใจว่า PMax ทำงานข้าม Inventory และควรใช้ร่วมกับ Content Suitability, Brand Exclusions, Asset Quality และ Conversion Tracking ที่ถูกต้อง
ถ้าเจอ YouTube Channel ไม่เหมาะ ควรกันวิดีโอหรือกันทั้งช่อง
ถ้าปัญหาเกิดเฉพาะบางวิดีโอ ให้กันเฉพาะวิดีโอนั้น แต่ถ้าแนวคอนเทนต์ทั้งช่องไม่เหมาะกับแบรนด์ ควรกันระดับ Channel เพื่อป้องกันไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนวิดีโออื่นในช่องเดียวกัน
Placement Exclusion ทำให้แคมเปญแพงขึ้นไหม
มีโอกาสเป็นไปได้ ถ้ากัน Placement ออกมากเกินไป Inventory จะน้อยลง ทำให้ Reach ลดหรือ CPM/CPV สูงขึ้นได้ ดังนั้นควรกันเฉพาะ Placement ที่มีปัญหาชัดเจน และดูผลหลังปรับทุกครั้ง
13. สรุป: Placement Exclusion ช่วยกันงบไหลไปเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่คุ้ม
Placement Exclusion คือเครื่องมือสำคัญสำหรับคุมคุณภาพพื้นที่โฆษณาใน Google Ads โดยเฉพาะแคมเปญ Display, YouTube, Demand Gen และ Performance Max ที่มีโอกาสไปแสดงบนเว็บไซต์ แอป ช่อง หรือวิดีโอจำนวนมาก
หัวใจสำคัญคือ อย่ากันจากความรู้สึกอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มจาก Placement Report ดูว่าเงินไหลไปที่ไหน Placement ไหนใช้เงินเยอะแต่ไม่สร้าง Conversion และ Placement ไหนขัดกับ Brand Safety ของธุรกิจ
การกันที่ดีควรเลือกให้ถูกระดับ
ถ้าเป็นปัญหาเฉพาะวิดีโอให้กันวิดีโอ
ถ้าเป็นทั้งช่องให้กัน Channel
ถ้าเป็นแอปคุณภาพต่ำให้กัน App ID
และถ้าเป็น Blacklist ทั้งแบรนด์จึงค่อยกันระดับ Account
สิ่งที่ควรระวังคือ อย่าปิดแอป เว็บไซต์ หรือช่องแบบเหมารวมโดยไม่มีข้อมูล เพราะบาง Placement อาจยังมีคุณภาพและช่วยให้แคมเปญ Scale ได้
ถ้าจะเริ่มต้น ให้ใช้ PLACE Framework โดยตรวจ Performance, Landing Quality, Audience Fit, Context Risk และเลือกระดับ Exclusion ให้เหมาะกับปัญหา
อย่าปล่อยให้งบโฆษณาไหลไปเว็บ แอป หรือช่องที่ไม่สร้างยอดขายจริง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีการยิง Google Ads ให้เข้าใจ Placement Exclusion, Display Ads, YouTube Ads, Demand Gen, Performance Max, Brand Safety และการอ่าน Placement Report ขอแนะนำ คอร์ส Google Ads Beginner to Expert จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการวางโครงสร้างแคมเปญ การอ่าน Placement Report การกันเว็บ แอป ช่อง หรือวิดีโอที่ไม่คุ้ม การตั้งค่า Brand Safety และการตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ปิดมั่วจากความรู้สึกจนแคมเปญเสีย Reach สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้กับธุรกิจจริงได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบการตลาดออนไลน์ ทำคอนเทนต์ ออกแบบเว็บไซต์ วาง Funnel วิเคราะห์ Google Ads, Placement Report, Display Ads, Demand Gen, Performance Max หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Placement Exclusion โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
Inventory Filter คืออะไร กรองแชทผีได้จริงไหมใน Meta Ads หรือจริง ๆ ต้องแก้ที่ระบบคัดกรอง Lead
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229851 มิ.ย. 2569, 07:54:43 -
ยิงแอดอสังหาควรใช้ Objective อะไร หา Lead คุณภาพ ไม่ใช่แค่ Lead ถูกแต่ปิดการขายไม่ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229861 มิ.ย. 2569, 07:55:24 -
Lead Form อสังหา ควรถามอะไรบ้าง ลดลีดผีด้วย Higher Intent และคัด Lead คุณภาพก่อนส่งให้เซลส์
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229871 มิ.ย. 2569, 07:55:56 -
ยิงแอดอสังหา ต้องวัดถึงนัดชมบ้าน ไม่ใช่แค่ Lead ถูกแต่ปิดการขายไม่ได้
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220229881 มิ.ย. 2569, 07:56:28 -
1-1-1 Facebook Ads ใส่งบที่ Campaign หรือ Ad Set ต่างกันไหม? เช็กก่อนสรุปว่า CBO หรือ ABO ดีกว่า
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220233992 มิ.ย. 2569, 07:49:31 -
Facebook Ads เก็บเงินยังไง? จ่ายต่อทักข้อความ คลิก หรือ Impression กันแน่
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234012 มิ.ย. 2569, 07:50:28 -
Dynamic URL Parameters คืออะไร? ติด UTM Meta Ads ให้รู้ว่า Lead มาจากแคมเปญไหนจริง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234022 มิ.ย. 2569, 07:50:55 -
Significant Edits คืออะไร? แก้แอด Facebook แบบไหนทำให้ Learning รีเซ็ต
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234032 มิ.ย. 2569, 07:51:26 -
Spending Limit คืออะไร? แอด Facebook ไม่ใช้เงิน อาจติดเพดานบัญชี ไม่ใช่แคมเปญพัง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234052 มิ.ย. 2569, 07:52:07 -
Event Match Quality คืออะไร? Pixel/CAPI ยิง Event แล้ว Meta จับคู่ลูกค้าได้ดีแค่ไหน
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220234062 มิ.ย. 2569, 07:52:43 -
การปรับราคาเสนอขั้นสูงคืออะไร? ดันปุ่มโทร Google Ads ให้เด่นขึ้น แต่ต้องวัดคุณภาพสายด้วย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239953 มิ.ย. 2569, 06:57:01 -
Dynamic Search Ads คืออะไร? ใช้หา Long-tail Keyword ที่คิดไม่ถึงจากเว็บไซต์ของเรา
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239963 มิ.ย. 2569, 06:58:21 -
รายงานแบรนด์ Google Ads คืออะไร? วัด Reach Frequency ให้รู้ว่าคนเห็นจริงหรือแค่ยิงซ้ำคนเดิม
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239973 มิ.ย. 2569, 06:59:01 -
Conversion Value Rules คืออะไร? ให้ Lead คุณภาพมีค่ามากกว่า Lead ทั่วไป
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220239993 มิ.ย. 2569, 06:59:50 -
Custom Variables คืออะไร? ส่งข้อมูล Lead ให้ลึกขึ้นกว่าคำว่า Lead
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220240003 มิ.ย. 2569, 07:00:21 -
Conversion Paths คืออะไร? แคมเปญไหนเปิดทาง แคมเปญไหนช่วยปิดยอด
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220240013 มิ.ย. 2569, 07:00:59 -
Reach Planner คืออะไร? วาง YouTube Ads ให้คุ้ม ก่อนยิงจริงต้องดู Reach, Frequency และงบประมาณ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245194 มิ.ย. 2569, 07:35:39 -
App Connect คืออะไร? Deep Link ปิดยอดในแอป ไม่ให้ลูกค้าหลุดหลังคลิกโฆษณา
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245204 มิ.ย. 2569, 07:36:47 -
หัวข้อกระทู้: Brand List คืออะไร? คุม PMax ไม่ให้กินคำแบรนด์ จน Report ดูดีเกินจริง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245214 มิ.ย. 2569, 07:37:26 -
Creator Partnerships คืออะไร? ยิงแอดต่อจากครีเอเตอร์ ให้คลิปรีวิวทำงานได้มากกว่าโพสต์เดียว
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailสอบถามรายละเอียด
ID: 220245224 มิ.ย. 2569, 07:37:59































