22030353 Search Terms Report คืออะไร? ดูคำค้นหาจริงก่อนเสียงบฟรีใน Google Ads

"Keyword ที่เราตั้งใน Google Ads คือสิ่งที่เราคิดว่าลูกค้าจะค้นหา แต่ Search Terms คือสิ่งที่ลูกค้าพิมพ์จริงก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา ซึ่งสองอย่างนี้อาจไม่ใช่คำเดียวกันเสมอไป"

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่ช่วยให้คนยิงแอดเห็นว่า ผู้ใช้พิมพ์คำค้นหาอะไรจริง ๆ ก่อนที่โฆษณาจะถูกแสดงหรือถูกคลิก

รายงานนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้เราไม่ต้องเดาว่า Keyword ที่ซื้ออยู่กำลังพาโฆษณาไปเจอคำค้นหาแบบไหน

หลายคนดูแค่ Keyword ที่ตัวเองใส่ในแคมเปญ เช่น

- รับทำเว็บไซต์
- คอร์ส Google Ads
- คลินิกผิวหนัง
- รับสร้างบ้าน
- บริษัทรับทำ SEO
- รับทำโฆษณา Google
- เรียนยิงแอด Google
- บ้านเดี่ยวใกล้ฉัน

แล้วคิดว่าโฆษณาจะขึ้นเฉพาะคำเหล่านี้

แต่ในความจริง Google Ads อาจจับคู่ Keyword ของเรากับ Search Terms ที่กว้างกว่า ใกล้เคียงกว่า หรือมีเจตนาค้นหาที่ต่างจากที่เราคิด

ตัวอย่างเช่น เราซื้อ Keyword คำว่า “รับทำเว็บไซต์”

แต่ Search Terms จริงอาจเป็น

- รับทำเว็บไซต์ฟรี
- วิธีทำเว็บไซต์เอง
- รับสมัครงานทำเว็บไซต์
- บริษัทรับทำเว็บไซต์ pantip
- รับทำเว็บไซต์ราคาถูกมาก
- รับทำเว็บไซต์บริษัท
- รับทำเว็บไซต์ WordPress
- รับทำเว็บไซต์พร้อมยิงแอด

บางคำอาจตรงกับธุรกิจ

แต่บางคำอาจไม่ใช่ลูกค้าที่พร้อมซื้อเลย

นี่คือเหตุผลที่ Search Terms Report เป็นเมนูที่คนทำ Google Ads ต้องเปิดดูสม่ำเสมอ

เพราะถ้าไม่ดู เราอาจจ่ายเงินให้กับคำค้นหาที่ไม่ตรงบริการ คำที่เป็นงานฟรี คำสมัครงาน คำหาข้อมูลเฉย ๆ คำที่มีเจตนาซื้อไม่ชัด หรือคำที่ทำให้เกิดคลิกแต่ไม่เกิด Lead และยอดขายจริง

บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Search Terms Report คืออะไร ต่างจาก Keywords อย่างไร ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนบอกว่า Keyword ไม่เวิร์ก วิธีใช้รายงานนี้เพื่อตัดคำเสียเงิน เพิ่ม Negative Keywords หา Keyword ใหม่ และอ่าน Metric สำคัญ เช่น Clicks, Cost, Conversions, Cost per Conversion และ Conversion Rate

สำหรับคนที่กำลังเรียน Google Ads หรือกำลังยิงแอดให้ธุรกิจตัวเอง เรื่องนี้เป็นพื้นฐานที่ไม่ควรข้าม

เพราะการ Optimize Search Campaign ให้คุ้ม ไม่ใช่แค่เพิ่มงบหรือเปลี่ยนคำโฆษณา

แต่ต้องรู้ก่อนว่าเงินกำลังไหลไปกับคำค้นหาแบบไหน

สารบัญบทความ

1. Search Terms Report คืออะไร
2. Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง
3. ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนสรุปว่า Keyword ไม่เวิร์ก
4. คำค้นหาแบบไหนที่ทำให้งบ Google Ads รั่ว
5. Negative Keywords เกี่ยวข้องกับ Search Terms Report อย่างไร
6. ใช้ Search Terms Report หา Keyword ใหม่ได้อย่างไร
7. Keyword Match Type มีผลต่อ Search Terms อย่างไร
8. Metric ที่ควรดูใน Search Terms Report
9. วิธีอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพ
10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
11. QUERY Framework สำหรับวิเคราะห์คำค้นหาจริง
12. Routine การเช็ก Search Terms Report รายสัปดาห์
13. Masterclass 3 กล่อง
14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท
15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย
16. Checklist ก่อนสรุปว่า Keyword ดีหรือไม่ดี
17. FAQ คำถามที่พบบ่อย
18. สรุป

1. Search Terms Report คืออะไร

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิกบน Search Network

พูดง่าย ๆ คือรายงานนี้ตอบคำถามว่า

“ลูกค้าพิมพ์คำว่าอะไรจริง ๆ ก่อนมาเจอโฆษณาเรา”

สิ่งที่มักเห็นใน Search Terms Report เช่น

- คำค้นหาที่ตรงกับบริการและมีโอกาสเป็นลูกค้า
- คำค้นหาที่ใกล้เคียงแต่เจตนายังไม่ชัด
- คำค้นหาที่เป็นข้อมูลฟรี วิธีทำเอง หรือสมัครงาน
- คำค้นหาที่เกี่ยวกับคู่แข่ง
- คำค้นหาที่ใช้เงินแต่ไม่สร้าง Conversion
- คำค้นหาที่น่าสนใจและควรนำไปเพิ่มเป็น Keyword ใหม่
- คำค้นหาที่ควรนำไปปรับ Ad Copy หรือ Landing Page
- คำค้นหาที่บอกภาษาจริงของลูกค้า

Search Terms Report จึงไม่ใช่แค่รายงานเสริม

แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการลดงบเสีย เพิ่มความแม่นของ Keyword และปรับคุณภาพ Traffic ใน Google Ads

ถ้าไม่ดูรายงานนี้ คนยิงแอดอาจคิดว่า Keyword ไม่ดี ทั้งที่จริงปัญหาอาจอยู่ที่คำค้นหาจริงที่ระบบจับคู่มาให้กว้างเกินไป

2. Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง

หลายคนสับสนระหว่าง Keywords กับ Search Terms ทั้งที่สองคำนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

Keywords คือคำที่ผู้ลงโฆษณาเลือกใส่ในแคมเปญ เพื่อบอก Google ว่าอยากให้โฆษณาเกี่ยวข้องกับคำค้นหาแนวไหน

Search Terms คือคำที่ผู้ใช้พิมพ์จริงใน Google ก่อนที่โฆษณาจะถูกแสดงหรือถูกคลิก

ตัวอย่าง

Keyword ที่ซื้อ:
รับทำเว็บไซต์

Search Term จริง:
รับทำเว็บไซต์บริษัท ราคา

Search Term จริง:
รับทำเว็บไซต์ฟรี

Search Term จริง:
หางานรับทำเว็บไซต์

Search Term จริง:
บริษัทรับทำเว็บไซต์แนะนำ

Search Term จริง:
รับทำเว็บไซต์ WordPress พร้อมดูแล

จะเห็นว่า Keyword เดียวกันอาจพาโฆษณาไปแสดงกับ Search Terms หลายแบบ

บางคำมีเจตนาซื้อสูง

บางคำหาข้อมูลเฉย ๆ

บางคำไม่ใช่ลูกค้าของเราเลย

ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Google Ads ห้ามดูแค่ Keyword ที่เราใส่ในบัญชี

แต่ต้องดู Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงด้วย

เพราะเงินค่าโฆษณาถูกใช้จากสิ่งที่ระบบจับคู่ให้แสดงกับคำค้นหาของลูกค้าจริง

พูดให้ชัดคือ

Keyword คือคำที่เราซื้อ

Search Term คือคำที่ลูกค้าพิมพ์จริง

และกำไรหรือขาดทุนของ Search Ads มักซ่อนอยู่ในความต่างของสองคำนี้

3. ทำไมต้องดูคำค้นหาจริงก่อนสรุปว่า Keyword ไม่เวิร์ก

หลายครั้งเจ้าของธุรกิจเห็น Keyword หนึ่งใช้เงินเยอะ แต่ไม่มี Conversion แล้วรีบสรุปว่า Keyword นั้นไม่เวิร์ก

แต่ความจริงอาจไม่ใช่ Keyword ผิด

อาจเป็น Search Terms ที่ระบบจับคู่ผิดเจตนา

ตัวอย่าง

Keyword “รับทำเว็บไซต์” อาจไม่ได้แย่

แต่ Search Terms ที่คลิกเข้ามาอาจเป็น “วิธีทำเว็บไซต์ฟรี”

Keyword “คอร์ส Google Ads” อาจมีลูกค้าที่ดี

แต่ Search Terms บางส่วนอาจเป็น “เรียน Google Ads ฟรี”

Keyword “คลินิกผิวหนัง” อาจมีเจตนาซื้อ

แต่ Search Terms บางคำอาจเป็น “สมัครงานคลินิกผิวหนัง”

Keyword “รับสร้างบ้าน” อาจมีลูกค้าจริง

แต่ Search Terms บางคำอาจเป็น “แบบบ้านฟรี” หรือ “รับสมัครช่างสร้างบ้าน”

ถ้าไม่เปิด Search Terms Report ดู เราอาจลบ Keyword ที่มีโอกาสขายออกไป ทั้งที่ควรแก้ด้วยการเพิ่ม Negative Keywords หรือตั้ง Match Type ให้เหมาะขึ้น

ดังนั้นก่อนตัดสินว่า Keyword ไม่ดี ให้ถามก่อนว่า

- Search Terms ที่เกิดขึ้นจริงคืออะไร
- คำที่เสียเงินตรงกับบริการหรือไม่
- คำเหล่านั้นมีเจตนาซื้อหรือแค่หาข้อมูล
- มีคำที่ควรเพิ่มเป็น Negative Keywords หรือไม่
- มี Search Terms ดี ๆ ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
- คำที่มี Cost สูง ไม่มี Conversion เพราะ Intent ผิด หรือเพราะ Landing Page ไม่ตอบโจทย์
- คำที่มี Conversion เป็น Lead คุณภาพจริงหรือไม่

นี่คือวิธีคิดของการ Optimize แบบไม่เดา

และช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลจริงมากขึ้น

4. คำค้นหาแบบไหนที่ทำให้งบ Google Ads รั่ว

คำค้นหาที่ทำให้งบรั่วคือคำที่ทำให้เกิด Impression หรือ Click แต่ไม่มีโอกาสสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ หรือมีโอกาสต่ำมากเมื่อเทียบกับต้นทุนที่จ่าย

ตัวอย่างคำที่ควรระวัง

คำว่า ฟรี

เช่น

- เรียนฟรี
- ใช้ฟรี
- ดาวน์โหลดฟรี
- ทำเว็บไซต์ฟรี
- คอร์สฟรี
- template ฟรี

ถ้าธุรกิจขายบริการหรือคอร์สเสียเงิน คำกลุ่มนี้อาจพาคนที่ไม่พร้อมจ่ายเข้ามามากเกินไป

คำสมัครงาน

เช่น

- สมัครงาน
- เงินเดือน
- ฝึกงาน
- หางาน
- รับสมัคร
- ตำแหน่งงาน

ถ้าธุรกิจต้องการลูกค้า ไม่ได้ต้องการพนักงาน คำกลุ่มนี้ควรถูกตรวจใกล้ชิด

คำทำเอง

เช่น

- วิธีทำเอง
- สอนทำเอง
- DIY
- ทำเองได้ไหม
- วิธีตั้งค่าเอง

บางธุรกิจอาจใช้คำกลุ่มนี้ทำ Content หรือ Remarketing ได้ แต่ถ้ายิง Search เพื่อขายบริการทันที อาจไม่ใช่ Intent ที่พร้อมซื้อ

คำดาวน์โหลด

เช่น

- PDF
- template
- crack
- download
- ไฟล์
- ตัวอย่างฟรี

คำเหล่านี้มักดึงคนที่ต้องการไฟล์หรือข้อมูลฟรีมากกว่าการซื้อบริการ

คำมือสอง

ถ้าธุรกิจขายของใหม่ แต่ Search Terms มีคำว่า มือสอง อาจต้องพิจารณาตัดออก

คำรีวิวเฉย ๆ

เช่น

- รีวิว
- pantip
- ดีไหม
- เปรียบเทียบ

คำกลุ่มนี้ไม่ได้แปลว่าต้องตัดเสมอไป เพราะบางธุรกิจคำว่ารีวิวอาจเป็น Intent ที่ดี

แต่ต้องดูว่าคำเหล่านี้สร้าง Conversion หรือไม่

คำคู่แข่ง

บางกรณีอาจใช้ได้ แต่ต้องดูความคุ้มค่า ความเสี่ยง และนโยบายที่เกี่ยวข้อง

คำไม่ตรงพื้นที่

เช่น ธุรกิจรับงานเฉพาะกรุงเทพ แต่ Search Terms มีจังหวัดที่ไม่ได้ให้บริการ

คำไม่ตรงบริการ

เช่น รับทำ Google Ads แต่ Search Terms เป็น “สมัครงาน Google Ads” หรือ “วิธีลบบัญชี Google Ads”

คำเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าต้องลบทุกกรณี

เพราะบางธุรกิจอาจใช้คำบางกลุ่มได้ เช่น คำว่า “ราคา” หรือ “รีวิว” อาจเป็นคำที่มีเจตนาซื้อสูง

หลักคิดคืออย่าใส่ Negative Keywords จากความรู้สึกอย่างเดียว

แต่ให้ดู Cost, Clicks, Conversion, Conversion Rate และเจตนาค้นหาร่วมกัน

5. Negative Keywords เกี่ยวข้องกับ Search Terms Report อย่างไร

Negative Keywords คือคำที่เราไม่ต้องการให้โฆษณาแสดง เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำหรือวลีที่เกี่ยวข้องกับคำเหล่านั้น

Search Terms Report คือแหล่งข้อมูลสำคัญในการหา Negative Keywords

เพราะรายงานนี้แสดงคำค้นหาจริงที่เสียเงินหรือทำให้โฆษณาแสดง

ตัวอย่างการตัดคำ

ถ้าขายคอร์ส Google Ads แต่เจอคำว่า “คอร์ส Google Ads ฟรี”

อาจพิจารณาใส่ “ฟรี” เป็น Negative

ถ้ารับทำเว็บไซต์บริษัท แต่เจอคำว่า “สมัครงานทำเว็บไซต์”

อาจใส่ “สมัครงาน” หรือ “หางาน” เป็น Negative

ถ้าขายสินค้าใหม่ แต่เจอคำว่า “มือสอง”

อาจใส่ “มือสอง” เป็น Negative

ถ้าบริการรับทำโฆษณา แต่เจอคำว่า “สอนทำเอง pdf”

อาจใส่ “pdf” หรือ “ทำเอง” เป็น Negative ตามบริบท

ถ้าคลินิกรักษาสิวเจอคำว่า “สมัครงานคลินิกสิว”

อาจใส่ “สมัครงาน” เป็น Negative

แต่ต้องระวังว่า Negative Keywords ต้องใส่อย่างรอบคอบ

เพราะถ้าตัดกว้างเกินไป อาจไปบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริงได้

ตัวอย่างเช่น ถ้าใส่ Negative คำว่า “ราคา” โดยไม่คิด อาจตัดคนที่กำลังเปรียบเทียบราคาและพร้อมซื้อออกไปด้วย

ดังนั้น Negative Keywords ที่ดีต้องมาจากข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเดียว

6. ใช้ Search Terms Report หา Keyword ใหม่ได้อย่างไร

Search Terms Report ไม่ได้มีไว้ตัดคำไม่ดีอย่างเดียว

แต่ยังช่วยหา Keyword ใหม่ที่มีโอกาสขายได้ด้วย

บางครั้งเราตั้ง Keyword ไว้กว้าง ๆ แล้วระบบพาไปเจอ Search Terms ที่เราไม่เคยนึกถึง

แต่กลับมี Click, Conversion หรือ Lead คุณภาพดี

คำเหล่านี้สามารถนำไปเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ได้

ตัวอย่าง

ตั้ง Keyword:
รับทำเว็บไซต์

เจอ Search Term:
รับทำเว็บไซต์บริษัท b2b

ถ้ามี Lead คุณภาพ อาจเพิ่มเป็น Keyword ใหม่และทำ Landing Page ให้ตรงกว่าเดิม

ตั้ง Keyword:
คอร์ส Google Ads

เจอ Search Term:
เรียน Google Ads ตัวต่อตัว

ถ้ามีคนสมัครจริง คำนี้ควรถูกเพิ่มเป็น Keyword แยก เพราะ Intent ชัดกว่า

ตั้ง Keyword:
คลินิกผิวหนัง

เจอ Search Term:
คลินิกรักษาสิวใกล้ฉัน

ถ้าได้จองคิวดี อาจแยก Ad Group หรือทำข้อความโฆษณาให้ตรงขึ้น

สิ่งที่ควรทำเมื่อเจอ Search Terms ที่ดี

- เพิ่ม Search Terms ที่ดีเป็น Keyword ใหม่
- จัดเข้ากลุ่ม Ad Group ที่เหมาะสม
- เขียน Ad Copy ให้ตรงกับคำค้นหานั้นมากขึ้น
- ส่งคนไป Landing Page ที่ตรง Intent มากขึ้น
- แยกงบหรือแยกแคมเปญถ้าคำนั้นมีมูลค่าสูง
- ดูต่อว่า Lead จากคำนั้นมีคุณภาพจริงหรือไม่
- ใช้คำค้นหานั้นเป็นไอเดียทำหน้าเว็บหรือบทความ

นี่คือเหตุผลที่ Search Terms Report ช่วยทั้งประหยัดงบและขยายโอกาสใหม่ในเวลาเดียวกัน

7. Keyword Match Type มีผลต่อ Search Terms อย่างไร

Keyword Match Type มีผลต่อความกว้างหรือแคบของคำค้นหาที่โฆษณาอาจไปแสดง

ประเภทที่พบบ่อย

Broad Match

เปิดโอกาสให้ระบบจับคู่คำค้นหากว้างขึ้น

เหมาะกับบัญชีที่มี Conversion Tracking และข้อมูลเพียงพอ

แต่ต้องดู Search Terms ใกล้ชิด เพราะมีโอกาสเจอคำที่กว้างหรือไม่ตรง Intent ได้มากกว่า

Phrase Match

คุมเจตนาค้นหาได้แคบกว่า Broad Match ในหลายกรณี แต่ยังมีความยืดหยุ่น

เหมาะกับคนที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างการขยายคำและการควบคุม Intent

Exact Match

เน้นคำค้นหาที่ใกล้เคียงกับ Keyword มากกว่า

แต่ก็ยังต้องตรวจ Search Terms อยู่ดี เพราะระบบอาจจับคู่กับคำที่มีความหมายใกล้เคียง ไม่ใช่ตรงตัวแบบแข็งทั้งหมด

ถ้าใช้ Broad Match แล้วไม่ดู Search Terms Report อาจเจอคำค้นหากว้างมากจนงบรั่ว

แต่ถ้าใช้ Exact Match อย่างเดียวโดยไม่ดูข้อมูล อาจแคบเกินไปจนพลาดคำใหม่ที่มีโอกาสขาย

แนวทางที่ดีคือใช้ Match Type ร่วมกับข้อมูล Search Terms, Negative Keywords และ Conversion Tracking

ไม่ใช่เลือกจากสูตรตายตัว

เพราะบางบัญชี Broad Match ทำงานดีเมื่อ Tracking พร้อม

แต่บางบัญชี Broad Match อาจกินงบเร็วถ้า Negative Keywords และ Conversion Data ยังไม่แข็งแรงพอ

8. Metric ที่ควรดูใน Search Terms Report

เมื่อเปิด Search Terms Report ไม่ควรดูแค่คำค้นหาอย่างเดียว

แต่ต้องดูตัวเลขประกอบด้วย

Metric ที่ควรดู

Impressions

คำค้นหานี้ทำให้โฆษณาแสดงบ่อยแค่ไหน

Clicks

คำค้นหานี้ทำให้คนคลิกมากแค่ไหน

Cost

คำค้นหานี้ใช้เงินไปเท่าไร

CTR

คำค้นหานี้ดึงดูดให้คนคลิกดีหรือไม่

Conversions

คำค้นหานี้สร้าง Action สำคัญหรือไม่

Cost per Conversion

ต้นทุนต่อ Conversion ของคำค้นหานี้คุ้มไหม

Conversion Rate

คนที่คลิกจากคำนี้มีโอกาสกลายเป็น Lead หรือยอดขายมากแค่ไหน

Search Term Intent

เจตนาของคำค้นหานี้เป็นคนพร้อมซื้อ หาข้อมูล หรือไม่เกี่ยวข้อง

Lead Quality

ถ้าได้ Lead จากคำนี้ Lead มีคุณภาพจริงไหม

Revenue / Value

ถ้ามีระบบวัดยอดขาย คำนี้สร้างรายได้เท่าไร

ตัวอย่างการอ่านผล

คำที่ Cost สูง แต่ไม่มี Conversion

อาจต้องตรวจว่าควรตัด เพิ่ม Negative หรือปรับ Landing Page

คำที่ Clicks น้อย แต่ Conversion ดี

อาจควรเพิ่มเป็น Keyword แยก และเขียน Ad Copy ให้ตรงกว่าเดิม

คำที่ CTR สูง แต่ไม่มี Lead

อาจเป็นคำที่ดึงดูดแต่ไม่ใช่คนพร้อมซื้อ

คำที่มี Conversion ดี

ควรดูต่อว่า Lead คุณภาพจริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูแค่จำนวน Conversion

คำที่มี Conversion Rate สูง แต่ Impression น้อย

อาจเป็นโอกาสในการเพิ่ม Budget หรือขยาย Keyword ที่ใกล้เคียง

อย่าดู Search Terms Report แบบอ่านคำอย่างเดียว

ต้องอ่านทั้งคำค้นหา ตัวเลข และเจตนาค้นหาร่วมกัน

9. วิธีอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพ

การอ่าน Search Terms Report แบบมืออาชีพควรมีขั้นตอน

ไม่ใช่เปิดดูแล้วใส่ Negative Keywords แบบสุ่ม

แนวทางที่แนะนำ

1. เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม

เช่น 7 วัน, 14 วัน, 30 วัน หรือช่วงหลังจากปรับแคมเปญ

2. เรียงตาม Cost

ดูว่าคำไหนใช้เงินมากที่สุด เพราะคำที่ใช้เงินสูงควรถูกตรวจเป็นอันดับแรก

3. เรียงตาม Clicks

ดูคำที่ดึง Traffic เข้ามามาก เพราะคำเหล่านี้มีผลต่อคุณภาพผู้เข้าชม

4. ดู Conversions

แยกคำที่สร้างผลลัพธ์จริงออกจากคำที่แค่คลิก

5. จัดกลุ่ม Intent

แยกคำเป็นกลุ่ม เช่น ซื้อจริง, หาข้อมูล, ฟรี, สมัครงาน, คู่แข่ง, ไม่เกี่ยวข้อง

6. เพิ่ม Negative Keywords

ตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีโอกาสขาย

7. เพิ่ม Keyword ใหม่

นำคำที่มี Conversion ดีไปสร้าง Keyword หรือ Ad Group ใหม่

8. ปรับ Ad Copy และ Landing Page

ถ้าเจอคำค้นหาที่ลูกค้าใช้จริง ให้ปรับข้อความให้ตรงขึ้น

9. ตรวจคุณภาพ Lead หลังบ้าน

อย่าดูแค่ Conversion ในบัญชี ต้องดูว่าคำค้นหานั้นปิดยอดได้จริงไหม

10. บันทึกการเปลี่ยนแปลง

จดว่าเพิ่ม Negative อะไร เพิ่ม Keyword อะไร และผลหลังปรับเป็นอย่างไร

วิธีนี้ช่วยให้การ Optimize ไม่ใช่แค่การลบคำ แต่เป็นการจัดระบบงบประมาณให้ไหลไปหาคำที่มีโอกาสสร้างลูกค้าจริงมากขึ้น

10. คนเรียน Google Ads ควรเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร

สำหรับคนที่เรียน Google Ads เรื่อง Search Terms Report เป็นพื้นฐานสำคัญมาก

เพราะเป็นจุดที่ทำให้รู้ว่าแคมเปญ Search กำลังซื้อ Traffic แบบไหนจริง ๆ

คอร์ส Google Ads ที่ดีไม่ควรสอนแค่การใส่ Keyword แล้วเปิดแคมเปญ

แต่ควรสอนให้เข้าใจว่า

- Keyword ที่เราตั้งไม่เท่ากับคำที่ลูกค้าพิมพ์จริงเสมอไป
- Match Type มีผลต่อความกว้างของ Search Terms
- Search Terms Report ใช้หาคำเสียเงินและคำทำเงินได้
- Negative Keywords ต้องอัปเดตสม่ำเสมอ
- การตัดคำต้องดูทั้ง Intent และ Conversion
- Keyword ที่ดูไม่ดี อาจไม่ได้แย่ ถ้า Search Terms ที่เสียเงินเป็นคำผิดกลุ่ม
- Search Terms ที่ดีควรถูกนำไปทำ Keyword, Ad Copy และ Landing Page ใหม่
- ต้องดู Lead Quality และยอดขายหลังบ้าน ไม่ใช่ดู Conversion อย่างเดียว

ถ้าเรียนแบบจำปุ่มอย่างเดียว อาจเปิดแคมเปญได้ แต่จะไม่รู้ว่างบไหลไปกับคำอะไร

แต่ถ้าเข้าใจ Search Terms Report จะเริ่ม Optimize ได้เหมือนคนดูบัญชีเป็นจริง ๆ

นี่คือความต่างระหว่างการยิง Google Ads แบบ “เปิดให้โฆษณาวิ่ง” กับการยิง Google Ads แบบ “รู้ว่าเงินไหลไปกับคำค้นหาไหน”

11. QUERY Framework สำหรับวิเคราะห์คำค้นหาจริง

QUERY Framework คือกรอบคิดสำหรับอ่าน Search Terms Report ให้เป็นระบบ

1. Q - Query Intent

คำค้นหานี้มีเจตนาอะไร ซื้อจริง หาข้อมูล สมัครงาน หรือหาใช้ฟรี

คำถามที่ควรถาม

- คนค้นคำนี้อยากซื้อหรือแค่หาข้อมูล
- คำนี้ตรงกับบริการเราหรือไม่
- คนค้นมีโอกาสเป็นลูกค้าจริงไหม
- คำนี้อยู่ช่วงไหนของ Customer Journey

2. U - Unwanted Terms

มีคำที่ไม่ต้องการ เช่น ฟรี, สมัครงาน, วิธีทำเอง, PDF หรือมือสองหรือไม่

คำถามที่ควรถาม

- คำนี้มีคำที่ทำให้งบรั่วไหม
- ควรตัดเป็น Negative Keyword หรือไม่
- ถ้าตัดคำนี้ จะบล็อกคำดีไปด้วยหรือไม่
- ควรตัดแบบ Broad, Phrase หรือ Exact Negative

3. E - Economic Value

คำนี้ใช้เงินไปเท่าไร และมีโอกาสสร้างรายได้หรือไม่

คำถามที่ควรถาม

- Cost ของคำนี้สูงไหม
- คำนี้มี Conversion หรือไม่
- Cost per Conversion คุ้มไหม
- คำนี้มีโอกาสสร้างรายได้จริงหรือแค่สร้างคลิก

4. R - Result Quality

คำนี้สร้าง Conversion หรือ Lead คุณภาพจริงหรือไม่

คำถามที่ควรถาม

- Lead จากคำนี้ติดต่อได้ไหม
- Lead มีงบไหม
- Lead ตรงบริการไหม
- ทีมขายปิดยอดได้ไหม
- Conversion ที่วัดเป็นผลลัพธ์จริงหรือเป็น Action ตื้นเกินไป

5. Y - Your Next Action

ควรเพิ่มเป็น Negative Keyword, เพิ่มเป็น Keyword ใหม่, ปรับ Match Type หรือปรับ Landing Page

คำถามที่ควรถาม

- คำนี้ควรถูกตัดไหม
- คำนี้ควรถูกเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ไหม
- คำนี้ควรมี Ad Group แยกไหม
- คำนี้ควรมี Landing Page เฉพาะไหม
- ควรปรับข้อความโฆษณาให้ตรงกับคำนี้หรือไม่

ตัวอย่างการใช้ QUERY Framework

Search Term:
คอร์ส Google Ads ฟรี

วิเคราะห์:
Intent อาจเป็นคนหาของฟรี ถ้าธุรกิจขายคอร์สเสียเงิน อาจพิจารณาตัดคำว่า “ฟรี”

Search Term:
เรียน Google Ads ตัวต่อตัว

วิเคราะห์:
Intent ดี ถ้ามี Conversion หรือ Lead คุณภาพ ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่

Search Term:
สมัครงาน Google Ads

วิเคราะห์:
ไม่ใช่ลูกค้า อาจเพิ่ม “สมัครงาน” เป็น Negative Keyword

Search Term:
รับทำ Google Ads ราคา

วิเคราะห์:
มีเจตนาซื้อหรือเปรียบเทียบ ควรดู Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ต่อ ไม่ควรรีบตัดเพราะมีคำว่า “ราคา”

12. Routine การเช็ก Search Terms Report รายสัปดาห์

Search Terms Report ควรถูกดูเป็น Routine

ไม่ใช่ดูเฉพาะตอนแคมเปญมีปัญหา

Routine ที่แนะนำ

ทุก 3-7 วันในช่วงเริ่มแคมเปญ

เพราะระบบยังเรียนรู้และอาจมีคำหลุดเยอะ

ทุกสัปดาห์ในแคมเปญที่ใช้งบต่อเนื่อง

เพื่อกันงบรั่วและหาโอกาสใหม่

หลังเพิ่ม Keyword ใหม่

ดูว่า Match กับ Search Terms แบบไหน

หลังเปลี่ยน Match Type

ตรวจว่าคำค้นหากว้างขึ้นหรือแคบลงอย่างไร

หลังเพิ่มงบ

เพราะคำค้นหาใหม่อาจเริ่มเข้ามามากขึ้น

หลังเปลี่ยน Landing Page หรือ Offer

ดูว่าคำค้นหาเดิมสร้าง Conversion ดีขึ้นหรือแย่ลงไหม

สิ่งที่ควรทำทุกครั้ง

- ตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องเป็น Negative Keywords
- เก็บคำที่มี Conversion ดีไว้เป็น Keyword ใหม่
- แยกคำที่มี Intent สูงไปทำ Ad Group หรือ Landing Page เฉพาะ
- เช็กว่า Conversion ที่ได้เป็น Lead หรือยอดขายคุณภาพจริงหรือไม่
- ตรวจคำที่ใช้เงินสูงแต่ไม่มีผลลัพธ์
- ตรวจคำที่ใช้เงินน้อยแต่ Conversion ดี
- จดการเปลี่ยนแปลงไว้เพื่ออ่านผลย้อนหลัง

ถ้าแคมเปญมีงบสูง ควรดู Search Terms Report ถี่ขึ้น เพราะคำที่หลุดเพียงไม่กี่วันอาจกินงบไปเยอะได้

13. Masterclass 3 กล่อง

Masterclass 1: Keyword ไม่ได้พังเสมอไป อาจเป็น Search Terms ที่พัง

แนวคิด:
ก่อนปิด Keyword ที่ใช้เงินเยอะ ต้องตรวจว่า Search Terms จริงที่เกิดขึ้นคืออะไร

เพราะบางที Keyword ยังมีโอกาสขาย แต่ระบบจับคู่ไปเจอคำค้นหาที่ไม่ตรงเจตนา

วิธีนำไปใช้:
เปิด Search Terms Report เรียงตาม Cost แล้วดูว่าเงินส่วนใหญ่ไหลไปกับคำที่ตรงบริการหรือไม่

ถ้าไม่ตรง ให้เพิ่ม Negative Keywords ก่อนรีบปิด Keyword หลัก

ตัวอย่างธุรกิจ:
Keyword “รับทำเว็บไซต์” อาจดูไม่คุ้ม

แต่เมื่อเปิด Search Terms พบว่าคลิกจำนวนมากมาจาก “รับทำเว็บไซต์ฟรี” และ “สมัครงานทำเว็บไซต์”

แบบนี้ควรตัดคำฟรีและสมัครงานก่อนสรุปว่า Keyword รับทำเว็บไซต์ไม่ดี

Masterclass 2: คำที่ใช้เงินเยอะ ต้องถูกตัดสินด้วย Conversion ไม่ใช่ความรู้สึก

แนวคิด:
บาง Search Terms ดูเหมือนกว้างหรือไม่น่าสนใจ แต่ถ้าสร้าง Conversion คุณภาพ อาจไม่ควรถูกตัด

ในทางกลับกัน บางคำดูสวยแต่ใช้เงินเยอะและไม่สร้างยอดขาย ก็ควรระวัง

วิธีนำไปใช้:
ดู Cost, Conversions, Cost per Conversion และ Lead Quality ร่วมกัน

อย่าตัดคำเพราะแค่ไม่ชอบคำ และอย่าเก็บคำเพราะแค่รู้สึกว่าน่าจะดี

ตัวอย่างธุรกิจ:
คำว่า “ราคา” บางธุรกิจอาจมองว่าเป็นคนต่อราคา

แต่ถ้าในข้อมูลจริงมี Conversion ดี อาจเป็นคำที่มีเจตนาซื้อสูง เพราะคนกำลังเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

Masterclass 3: Search Terms Report คือแหล่งหาไอเดีย Landing Page

แนวคิด:
Search Terms Report ไม่ได้บอกแค่คำที่ควรซื้อหรือควรตัด

แต่ยังบอกภาษาที่ลูกค้าใช้จริง ซึ่งสามารถนำไปปรับ Headline, Ad Copy และ Landing Page ได้

วิธีนำไปใช้:
ถ้าพบว่าลูกค้าค้นหาคำเฉพาะ เช่น “เรียนตัวต่อตัว”, “ราคาพร้อมดูแล”, “บริษัทใกล้ฉัน” ให้นำภาษานั้นไปปรับข้อความโฆษณาและหน้าเว็บให้ตรง Intent มากขึ้น

ตัวอย่างธุรกิจ:
ถ้าลูกค้าค้นหา “คอร์ส Google Ads ตัวต่อตัว” บ่อย

การทำ Landing Page ที่เน้นเรียนตัวต่อตัว จับมือทำ และ Q&A หลังเรียน อาจตอบ Intent ได้ดีกว่าหน้าคอร์สทั่วไป

14. ตาราง Use Case สำหรับธุรกิจแต่ละประเภท

ประเภทธุรกิจ: คอร์สเรียน / Training

Search Terms ที่ควรหา:
เรียนตัวต่อตัว, คอร์สจริงจัง, สอนสด, จับมือทำ, เรียน Google Ads

คำที่อาจต้องตัด:
ฟรี, PDF, ดาวน์โหลด, สมัครงาน, เฉลย, crack

Metric ที่ควรดู:
Cost per Lead, สมัครเรียนจริง, Close Rate

ประเภทธุรกิจ: บริการ B2B

Search Terms ที่ควรหา:
บริษัทรับทำ, ราคา, แพ็กเกจ, ตัวอย่างผลงาน, เอเจนซี่, รับทำให้

คำที่อาจต้องตัด:
สมัครงาน, เงินเดือน, วิธีทำเอง, ฟรี, ฝึกงาน

Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Meeting Booked, CPA

ประเภทธุรกิจ: คลินิก

Search Terms ที่ควรหา:
รักษา, จองคิว, ราคา, ใกล้ฉัน, รีวิว, หมอเฉพาะทาง

คำที่อาจต้องตัด:
สมัครงาน, เรียน, วิธีรักษาเอง, ฟรี, pantip เฉพาะกรณีไม่สร้าง Lead

Metric ที่ควรดู:
Cost per Booking, Show-up Rate, Revenue

ประเภทธุรกิจ: อสังหา

Search Terms ที่ควรหา:
ทำเล, ราคา, โครงการ, นัดชม, ผ่อนต่อเดือน, บ้านเดี่ยว, คอนโด

คำที่อาจต้องตัด:
เช่า ถ้าเน้นขาย, มือสอง ถ้าไม่รับ, สมัครงาน, แบบบ้านฟรี

Metric ที่ควรดู:
Qualified Lead, Appointment, Booking

ประเภทธุรกิจ: E-commerce

Search Terms ที่ควรหา:
ซื้อ, ราคา, ของแท้, ส่งเร็ว, รุ่นสินค้า, โปรโมชัน

คำที่อาจต้องตัด:
มือสองถ้าขายของใหม่, ซ่อมถ้าไม่รับซ่อม, download, ฟรี

Metric ที่ควรดู:
Purchase, ROAS, Cost per Purchase

ประเภทธุรกิจ: ร้านอาหาร / ธุรกิจท้องถิ่น

Search Terms ที่ควรหา:
ใกล้ฉัน, จองโต๊ะ, ราคา, เมนู, เปิดกี่โมง, delivery

คำที่อาจต้องตัด:
สมัครงาน, สูตรอาหาร, วิธีทำ, รีวิวเฉย ๆ ถ้าไม่สร้างยอดจอง

Metric ที่ควรดู:
Reservation, Call, Store Visit, Revenue per Customer

15. Danger Zone จุดพลาดที่พบบ่อย

ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแค่ Keyword แต่ไม่เคยดู Search Terms

หลายคนคิดว่าแคมเปญแสดงเฉพาะคำที่ใส่ไว้ แต่จริง ๆ Search Terms อาจกว้างกว่านั้น

ผลเสียคือเสียงบกับคำที่ไม่ตรงบริการโดยไม่รู้ตัว

แนวทางคือเปิด Search Terms Report ดูสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงเริ่มแคมเปญ

ข้อผิดพลาดที่ 2: รีบปิด Keyword ทั้งที่ควรเพิ่ม Negative Keywords ก่อน

ถ้า Keyword ใช้เงินแต่ Search Terms หลุดคำไม่เกี่ยวข้อง ปัญหาอาจอยู่ที่การกรองคำ ไม่ใช่ Keyword หลัก

ผลเสียคือปิดคำที่ยังมีโอกาสขาย

แนวทางคือวิเคราะห์ Search Terms ก่อนตัดสินใจปิด Keyword

ข้อผิดพลาดที่ 3: ใส่ Negative Keywords กว้างเกินไป

การตัดคำกว้างเกินไปอาจบล็อกคำที่มีโอกาสขายจริง

ผลเสียคือแคมเปญแสดงน้อยลงและพลาดลูกค้า

แนวทางคือเลือก Match Type ของ Negative Keywords ให้เหมาะ และตรวจผลหลังใส่ทุกครั้ง

ข้อผิดพลาดที่ 4: ตัดสินจาก Clicks แต่ไม่ดู Conversions

คำที่คลิกเยอะไม่ได้แปลว่าดี ถ้าไม่สร้าง Lead หรือยอดขาย

ผลเสียคือเพิ่มงบผิดคำ

แนวทางคือดู Cost, Conversions, Cost per Conversion และคุณภาพ Lead ร่วมกัน

ข้อผิดพลาดที่ 5: ไม่เอาคำค้นหาจริงไปปรับ Ad Copy และ Landing Page

Search Terms คือภาษาที่ลูกค้าใช้จริง

ถ้าไม่เอาไปปรับข้อความโฆษณาและหน้าเว็บ จะพลาดโอกาสเพิ่มความเกี่ยวข้อง

ผลเสียคือ CTR, Quality Score และ Conversion Rate อาจไม่ดีเท่าที่ควร

แนวทางคือใช้ Search Terms ที่ดีเป็นไอเดียปรับข้อความขาย

ข้อผิดพลาดที่ 6: ตัดคำจากความรู้สึกโดยไม่ดูข้อมูลหลังบ้าน

บางคำอาจดูเหมือนกว้าง แต่ Lead ที่เข้ามาอาจมีคุณภาพดี

ผลเสียคือพลาดคำที่ทำเงินจริง

แนวทางคือดู Lead Quality, Close Rate และยอดขายจริงประกอบ

ข้อผิดพลาดที่ 7: ไม่ทำ Routine เช็ก Search Terms

แคมเปญ Google Ads เปลี่ยนได้ตลอด โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มงบหรือเปลี่ยน Match Type

ผลเสียคือคำค้นหาใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องอาจเริ่มกินงบโดยไม่มีใครเห็น

แนวทางคือกำหนดรอบเช็ก Search Terms Report อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

16. Checklist ก่อนสรุปว่า Keyword ดีหรือไม่ดี

- เปิด Search Terms Report ดูแล้วหรือยัง
- รู้หรือยังว่า Search Terms ไหนใช้เงินมากที่สุด
- รู้หรือยังว่า Search Terms ไหนมี Conversion จริง
- แยกคำค้นหาตาม Intent แล้วหรือยัง เช่น ซื้อจริง หาข้อมูล ฟรี สมัครงาน
- มีคำที่ควรใส่เป็น Negative Keywords หรือไม่
- ตรวจแล้วหรือยังว่า Negative Keywords ที่ใส่ไม่กว้างเกินไป
- มี Search Terms ที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือไม่
- Keyword Match Type ที่ใช้อยู่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไปหรือไม่
- Search Terms ที่ดีมี Landing Page ที่ตอบเจตนาค้นหาหรือไม่
- Ad Copy ใช้ภาษาที่ตรงกับคำค้นหาจริงหรือไม่
- ดู Cost per Conversion และ Conversion Rate แล้วหรือยัง
- ตรวจคุณภาพ Lead หรือยอดขายหลังบ้านแล้วหรือยัง
- มี Routine เช็ก Search Terms Report ทุกสัปดาห์หรือไม่
- ก่อนปิด Keyword ได้ดู Search Terms ที่ทำให้เสียเงินแล้วหรือยัง
- ก่อนเพิ่มงบ รู้หรือยังว่าเงินกำลังไหลไปกับคำค้นหาที่มีโอกาสขายจริง
- คำที่มี Conversion ดี ถูกเพิ่มเป็น Keyword ใหม่หรือยัง
- คำที่ไม่เกี่ยวข้อง ถูกตัดด้วย Negative Keywords แล้วหรือยัง
- มีการบันทึกการเปลี่ยนแปลงหลังเพิ่ม Negative หรือ Keyword ใหม่หรือไม่

17. FAQ คำถามที่พบบ่อย

Search Terms Report คืออะไร

Search Terms Report คือรายงานใน Google Ads ที่แสดงคำค้นหาจริงของผู้ใช้ ซึ่งทำให้โฆษณาของเราแสดงหรือถูกคลิก

รายงานนี้ช่วยให้รู้ว่า Keyword ที่ซื้ออยู่กำลังพาโฆษณาไปเจอคำค้นหาแบบไหน

Keywords กับ Search Terms ต่างกันยังไง

Keywords คือคำที่ผู้ลงโฆษณาเลือกใส่ในแคมเปญ

ส่วน Search Terms คือคำที่ผู้ใช้พิมพ์จริงใน Google ก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา

ซึ่งทั้งสองอย่างอาจไม่ตรงกันเสมอไป

Search Terms Report ช่วยลดงบเสียได้ยังไง

รายงานนี้ช่วยให้เห็นคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีโอกาสสร้างยอดขาย

จากนั้นสามารถเพิ่มเป็น Negative Keywords เพื่อกันไม่ให้โฆษณาแสดงกับคำเหล่านั้นในอนาคต

ควรดู Search Terms Report บ่อยแค่ไหน

ช่วงเริ่มแคมเปญควรดูทุก 3-7 วัน เพราะระบบอาจจับคู่คำค้นหาใหม่จำนวนมาก

หลังจากแคมเปญนิ่งขึ้นควรดูอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือทุกครั้งหลังปรับ Keyword, Match Type หรือเพิ่มงบ

คนเรียน Google Ads ควรเริ่มจากอะไรในเรื่อง Search Terms

ควรเริ่มจากเข้าใจความต่างระหว่าง Keywords และ Search Terms

จากนั้นฝึกอ่าน Search Terms Report เพื่อแยกคำที่ควรตัด คำที่ควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ และคำที่ควรนำไปปรับข้อความโฆษณาหรือ Landing Page

Negative Keywords ควรใส่เยอะ ๆ ไหม

ไม่ควรใส่แบบไม่คิด

ควรใส่จากข้อมูลจริงใน Search Terms Report และต้องระวังไม่ให้ตัดกว้างเกินไปจนบล็อกคำที่มีโอกาสขาย

Search Terms ที่มี Click เยอะ แต่ไม่มี Conversion ควรตัดทันทีไหม

ยังไม่ควรรีบตัดทันที

ควรดู Intent, Cost, Landing Page, Conversion Tracking และคุณภาพ Traffic ก่อน

ถ้าเป็นคำที่ไม่ตรงบริการจริงจึงค่อยเพิ่มเป็น Negative Keywords

18. สรุป: อย่าบอกว่า Keyword ไม่เวิร์ก จนกว่าจะเปิดดู Search Terms จริงก่อน

Search Terms Report คือหนึ่งในรายงานสำคัญที่สุดของ Google Ads

เพราะช่วยให้เห็นคำค้นหาจริงที่ผู้ใช้พิมพ์ก่อนเห็นหรือคลิกโฆษณา ทำให้เราไม่ต้องเดาว่า Keyword ที่ซื้อนั้นกำลังพา Traffic แบบไหนเข้ามา

หัวใจสำคัญคือ Keyword ที่เราตั้งกับ Search Terms ที่ลูกค้าพิมพ์จริงอาจไม่ใช่คำเดียวกัน

ถ้าไม่ตรวจรายงานนี้ ธุรกิจอาจเสียเงินกับคำที่ไม่ตรงบริการ คำหาของฟรี คำสมัครงาน หรือคำที่ไม่มีเจตนาซื้อโดยไม่รู้ตัว

Best Practice คือใช้ QUERY Framework ตรวจ Query Intent, Unwanted Terms, Economic Value, Result Quality และ Your Next Action

เพื่อแยกว่าคำไหนควรเพิ่มเป็น Negative Keywords คำไหนควรเพิ่มเป็น Keyword ใหม่ และคำไหนควรนำไปปรับ Ad Copy หรือ Landing Page

จำไว้ว่า

Keyword ไม่ได้พังเสมอไป อาจเป็น Search Terms ที่พัง

คำที่ใช้เงินเยอะต้องถูกตัดสินด้วย Conversion ไม่ใช่ความรู้สึก

Search Terms Report คือแหล่งหาไอเดีย Keyword, Ad Copy และ Landing Page

และก่อนเพิ่มงบ Google Ads ต้องรู้ก่อนว่าเงินกำลังไหลไปกับคำค้นหาแบบไหน

ถ้าต้องการเรียน Google Ads แบบลงมือทำจริง เข้าใจตั้งแต่ Keyword, Match Type, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page และการอ่านผลจากยอดขายจริง ขอแนะนำคอร์ส Google Ads และบริการของ DigitalD2M ครับ

ดูรายละเอียดคอร์ส Google Ads Beginner to Expert ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/

ดูบริการรับทำโฆษณา Facebook, TikTok และ Google Ads ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/

ดูคอร์สเรียนทั้งหมดได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/courses-list/

ถ้าต้องการเรียนรู้การใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ Search Terms, Keyword, Negative Keywords, CPA, ROAS, Landing Page และแนวทาง Optimize สามารถดูคอร์ส AI Driven Marketing & Advertising ได้ที่นี่:
https://digitald2m.com/ai-course-driven-marketing-advertising/

(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)

หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวางระบบ Google Ads, Keyword, Search Terms Report, Negative Keywords, Conversion Tracking, Landing Page, GA4 หรือบริหารแคมเปญโฆษณาแบบครบวงจร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ

ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:

- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/

บทความ Masterclass Search Terms Report Google Ads โดย DigitalD2M - คอร์ส Google Ads สอนยิงแอด Google โฆษณาออนไลน์ เว็บไซต์ และระบบวัดผล ให้ธุรกิจเติบโตอย่างวัดผลได้

ข้อมูลสินค้า

  • ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
  • สภาพสินค้าใหม่
  • ราคาสอบถามรายละเอียด

ข้อมูลผู้ขาย

  • ชื่อผู้ขายDigitalD2M
  • ประเภทผู้ขายบุคคล
  • ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐานบัตรประชาชน (M561684)
  • เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569
  • iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177
  • เปิดร้านค้าเมื่อ2 สิงหาคม 2568
  • หมายเลขโทรศัพท์0962692695
  • อีเมล
  • ข้อมูลติดต่อผู้ขาย
    Line : digitald2m
    Facebook : www.facebook.com/digitald2m/
    Website : https://digitald2m.com/
    Instagram : digitald2m
  • ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา

IP ประกาศ

  • หมายเลขประกาศ22030353
  • ประเภทประกาศStandard Post
  • ลงประกาศเพื่อขาย/ให้เช่า/แลก
  • ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
  • IP ที่ลงประกาศ172.17.0.1|184.22.234.228
  • ลงประกาศเมื่อ13 มิ.ย. 2569, 07:16:57
  • แก้ไขล่าสุดเมื่อ-
  • เลื่อนตำแหน่งล่าสุดเมื่อ-
  • โฆษณาแสดงถึงวันที่11 ก.ย. 2569
  • หมายเลขสมาชิกM561684 : DigitalD2M

ข้อมูลการส่งสินค้าและการชำระเงิน

  • รายละเอียดการส่งสินค้า-
  • วิธีการชำระเงิน-

กลับไปที่หน้าประกาศหลัก