21998665 Brand Campaign กับ Non-Brand Campaign ควรแยกไหม? แฉความลับเอเจนซี่ที่ชอบปั่นยอด ROAS หลอกตา!

เอเจนซี่ส่งรีพอร์ตตอนช่วงสิ้นเดือนมาให้ดู พร้อมกับเคลมว่าแคมเปญโฆษณาของเรามีผลงานที่ดีเยี่ยมมากๆ! ค่าคลิกถูกลง ปิดการขายได้เพียบ ค่า ROAS (ผลตอบแทน) ก็พุ่งกระฉูดถึง 10 เท่า! แต่ทำไมพอเรามานั่งเช็กดูข้อมูลหลังบ้านด้วยตัวเองจริงๆ ลูกค้าที่ทักเข้ามาซื้อของกลับมีแต่พวก 'ลูกค้าเก่า' หรือไม่ก็เป็นคนที่เขารู้จักแบรนด์ของเราอยู่แล้วทั้งนั้นเลยล่ะ? แล้วตกลงว่าไอ้เงินค่าแอดก้อนใหญ่ที่เราจ่ายไป มันไปช่วยหาลูกค้ารายใหม่ให้เราตอนไหนกันล่ะเนี่ย?"
ถ้าหากคุณกำลังเผชิญหน้าอยู่กับความสงสัยนี้ ผมก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยเลยนะครับที่คุณเริ่มที่จะจับสังเกต "ภาพลวงตาทางการตลาด" ขึ้นมาได้แล้ว!
ในวงการของการทำ การตลาดออนไลน์ หนึ่งในหลุมพรางที่มีความน่ากลัวมากที่สุดของการทำโฆษณา ก็คือการเอาคีย์เวิร์ดทุกสิ่งทุกอย่างไปเทรวมกันเอาไว้ในแคมเปญเพียงแค่ตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคำที่คนใช้ค้นหาเพื่อหวังจะหาความรู้เฉยๆ กลุ่มคำที่คนใช้ค้นหาสินค้าของคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งกลุ่มคำค้นหาที่เป็น "ชื่อบริษัทของคุณเอง"
ความลับที่บรรดาเอเจนซี่ระดับโลกเขามักจะไม่ค่อยอยากจะบอกให้คุณรู้ก็คือ โครงสร้างบัญชีโฆษณาที่ดีนั้น มันจำเป็นจะต้องถูกจับแยกส่วนออกจากกันอย่างเด็ดขาดครับ!
วันนี้ผู้เชี่ยวชาญจากทีมงาน DigitalD2M จะพาทุกท่านมาเปิดกะโหลกพร้อมกับชำแหละบัญชีโฆษณากันให้เห็นชัดๆ เลยครับว่า Brand Campaign กับ Non-Brand Campaign มันมีความแตกต่างกันอย่างไร? ทำไมการจับแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ถึงได้กลายมาเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้คุณสามารถวัดผลต้นทุนได้อย่างแม่นยำ และเข้าไปช่วย เพิ่มยอดขาย ให้กับธุรกิจได้อย่างโปร่งใสมากที่สุด? ไปเจาะลึกพร้อมๆ กันเลยครับ!
1. ปูพื้นฐาน Brand Campaign กับ Non-Brand Campaign คืออะไร?
ก่อนที่เราจะไปเรียนรู้วิธีการจัดระเบียบโครงสร้างกัน เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจกับนิยามของคีย์เวิร์ด 2 ประเภทนี้ให้มีความกระจ่างแจ้งกันเสียก่อนครับ ซึ่งหากอ้างอิงจากหลักการวางโครงสร้างแคมเปญของทางกูเกิล การแบ่งหมวดหมู่โดยอิงตามเจตนา (Intent) ของการค้นหานั้น คือสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด
Brand Campaign (แคมเปญคีย์เวิร์ดแบรนด์): มันคือแคมเปญที่คุณมีความตั้งใจที่จะซื้อคีย์เวิร์ดที่เป็น "ชื่อบริษัท, ชื่อร้านค้า, หรือชื่อรุ่นสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจงของคุณ" เท่านั้น! ตัวอย่างเช่น สมมติว่าร้านของคุณชื่อ "สมปอง คลินิก" คีย์เวิร์ดที่อยู่ในแคมเปญนี้ก็ควรจะมีแค่คำว่า สมปองคลินิก, คลินิกหมอสมปอง, หรือ หมอสมปอง รีวิว เป็นต้น ลูกค้าในกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่เขารู้จักคุณอยู่แล้ว และมีความตั้งใจที่จะมุ่งหน้ามาหาคุณโดยเฉพาะ
Non-Brand Campaign (แคมเปญคีย์เวิร์ดทั่วไป): มันคือแคมเปญที่คุณทำการซื้อคีย์เวิร์ดทั่วไปที่อยู่ในตลาด ที่คนมักจะพิมพ์ค้นหาเพื่อใช้ในการหาสินค้าโดยที่เขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะซื้อกับแบรนด์ไหนดี ตัวอย่างเช่น "คลินิกทำฟัน ใกล้ฉัน", "รักษาสิว ที่ไหนดี", หรือ "จัดฟัน ราคาถูก" ลูกค้าในกลุ่มนี้ก็คือ "คนแปลกหน้า (Cold Audience)" ที่คุณมีความต้องการอยากจะเปลี่ยนใจเขา ให้กลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ (New Acquisition) ของร้านคุณนั่นเองครับ
2. ทำไมบัญชีโฆษณาในระดับโปร ถึงต้องจับแยก 2 แคมเปญนี้ให้ขาดจากกัน?
ความผิดพลาดในระดับร้ายแรงที่สุดก็คือ การเอาคีย์เวิร์ดทั้ง 2 แบบนี้ ไปยัดเทรวมกันเอาไว้ในแคมเปญเดียวนี่แหละครับ! ทีมงาน DigitalD2M ขอเผย 3 เหตุผลหลัก ที่คุณจำเป็นจะต้องเข้าไปรื้อโครงสร้าง โฆษณา Google ของคุณในทันที ดังนี้ครับ:
เหตุผลที่ 1: เพื่อเป็นการป้องกัน "ภาพลวงตาของผลตอบแทน (Fake ROAS)"
ปัญหามันอยู่ตรงที่: โดยปกติทั่วไปแล้ว คีย์เวิร์ดที่เป็นชื่อแบรนด์ มักจะมีค่าคลิกที่มีราคา "ถูกมากๆ" และมักจะสามารถปิดการขายได้ "เกือบ 100%" (นั่นก็เป็นเพราะว่าเขาตั้งใจที่จะมาซื้อกับคุณอยู่แล้ว) ในขณะที่คีย์เวิร์ดแบบทั่วไป ค่าคลิกมักจะ "มีราคาแพง" และมักจะปิดการขายได้ "ยากกว่า"
ทำไมถึงต้องจับแยก: ถ้าหากคุณเอามันมาเทรวมกัน ตัวเลขผลกำไรของตัวแคมเปญรวมมันก็จะออกมา "ดูดีมากๆ" เพราะมันได้ยอดขายจากกลุ่มคำแบรนด์มาช่วยแบกเอาไว้! ซึ่งมันจะทำให้คุณไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า ในความเป็นจริงแล้วไอ้กลุ่มคำทั่วไป (Non-Brand) ที่คุณกำลัง ยิงแอด Google เพื่อหวังหาลูกค้ารายใหม่อยู่นั้น แท้จริงแล้วมันกำลังขาดทุนย่อยยับ! การแยกแคมเปญมันจะเข้าไปช่วยเปิดโปงความจริงให้ได้รู้ว่า ต้นทุนในการออกหาลูกค้ารายใหม่ที่แท้จริง (True CPA) ของธุรกิจคุณนั้นมันตกอยู่ที่หัวละกี่บาทกันแน่!
เหตุผลที่ 2: เพื่อเป็นการป้องกัน "การเข้าไปแย่งชิงงบประมาณกันเอง (Budget Cannibalization)"
ปัญหามันอยู่ตรงที่: ระบบของกูเกิลเขาจะทำการจัดสรรงบประมาณให้อยู่ที่ระดับของ "แคมเปญ" เท่านั้น
ทำไมถึงต้องจับแยก: กฎเหล็กที่สำคัญของบรรดานักการตลาดก็คือ "เราจำเป็นจะต้องเก็บลูกค้าที่พิมพ์ค้นหาชื่อแบรนด์ของเราให้ได้แบบ 100% (100% Impression Share)" ห้ามปล่อยให้เงินงบประมาณมันหมดลงจนคู่แข่งสามารถมาแย่งชิงพื้นที่หน้าบ้านของเราไปได้โดยเด็ดขาด!
ถ้าหากคุณเอาแคมเปญไปยำรวมกันกับคำทั่วไปที่มีคนค้นหาถึงวันละเป็นหมื่นๆ คน คำทั่วไปเหล่านั้นมันก็จะมากระทำการ "สูบเงิน" งบประมาณรายวันของคุณให้หมดเกลี้ยงไปตั้งแต่ช่วงสายๆ ทำให้พอตกบ่ายเวลาที่มีคนค้นหาชื่อร้านของคุณ โฆษณาของคุณกลับไม่ยอมเด้งขึ้นมาโชว์ซะอย่างนั้น! การที่คุณเลือกแยกแคมเปญ มันจะทำให้คุณสามารถควบคุมงบประมาณสำหรับชื่อแบรนด์เอาไว้ได้แบบ Unlimited เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้คู่แข่งมาแอบแย่งลูกค้าไปครับ
เหตุผลที่ 3: ข้อความโฆษณา (Ad Copy) มันจำเป็นจะต้องสื่อสารกันไปคนละแบบ
ปัญหามันอยู่ตรงที่: คนที่เพิ่งจะเคยค้นหาคลินิกทำฟันเป็นครั้งแรก กับคนที่พิมพ์เจาะจงค้นหาชื่อ สมปองคลินิก คนสองกลุ่มนี้เขามีระดับความเชื่อใจที่มีต่อแบรนด์แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
ทำไมถึงต้องจับแยก: สำหรับตัว Non-Brand Campaign ข้อความโฆษณาของคุณก็จะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น "คลินิกทำฟันอันดับ 1 ดูแลโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีผลงานรีวิวแน่นๆ"
แต่สำหรับตัว Brand Campaign ลูกค้าเขารู้จักมักจี่กับคุณดีอยู่แล้วครับ คุณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปนั่งร่ายเล่าประวัติซ้ำ! คุณต้องทำการนำเสนอโปรโมชัน หรือทำการเร่งรัดการตัดสินใจของเขาไปเลย ตัวอย่างเช่น "สมปองคลินิก สมัครวันนี้รับส่วนลดทันที 10% อยากจองคิวกดคลิกเลย" การที่คุณเลือกแยกแคมเปญ มันจะทำให้คุณสามารถเขียนข้อความโปรโมตได้ตรงใจลูกค้าในแต่ละกลุ่มมากที่สุดครับ
3. เขตอันตราย ข้อควรระวัง! เผลอลืมใส่ Negative Keywords
สิ่งที่คุณจะต้องระมัดระวังให้ถึงขั้นสูงสุด เมื่อคุณได้ทำการแยกแคมเปญ 2 ตัวนี้ออกจากกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็คือการเผลอลืมทำ Cross-Negative Keywords (การใส่คำสั่งบล็อกคำค้นหาข้ามแคมเปญ) ครับ!
ลองสมมติสถานการณ์ดูนะครับว่า คุณได้ทำการสร้างแคมเปญแยกเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ภายในแคมเปญ Non-Brand คุณดันไปกดซื้อคำว่า "คลินิกทำฟัน" ในรูปแบบกว้างๆ เอาไว้ (Broad Match) วันดีคืนดีมีลูกค้าพิมพ์คำว่า "คลินิกทำฟัน สมปอง" ระบบของกูเกิลมันก็จะเกิดความสับสนขึ้นมาในทันที และมันก็อาจจะหยิบเอาโฆษณาที่อยู่ในแคมเปญ Non-Brand ไปแสดงโชว์ให้ลูกค้าเห็นแทนโฆษณาจากแคมเปญ Brand ซะอย่างนั้น! ซึ่งมันจะทำให้ค่าสถิติของคุณต้องรวนไปหมด
กฎเหล็กที่คุณต้องจำเอาไว้ให้ขึ้นใจเลยก็คือ: คุณจำเป็นจะต้องนำเอา "ชื่อแบรนด์ของคุณทั้งหมด" ไปใส่เอาไว้เป็น Negative Keywords ในตัวแคมเปญ Non-Brand เสมอ! เพื่อที่จะเป็นการสร้างกำแพงปิดกั้น ไม่ให้โฆษณาสองแคมเปญนี้มันเข้ามาแอบขโมยผลงานและแย่งประมูลแข่งขันกันเองครับ!
บทสรุป ความโปร่งใส ถือเป็นหัวใจสำคัญของการสเกลธุรกิจ
อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ผมก็หวังว่าทุกท่านคงจะพอมองเห็นภาพและมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้กันแล้วนะครับว่า ทำไมเราถึงต้องทำการจับแยก Brand Campaign กับ Non-Brand Campaign ออกจากกันอย่างเด็ดขาด
การยอมลงทุนควักเงินจ่ายในบัญชีโฆษณาที่ดี มันไม่ได้จบแค่เพียงการมุ่งเน้นแต่จะคอยหาตัวเลขยอดคลิกที่เยอะที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการสร้างระบบนิเวศที่มีความโปร่งใส (Transparency) ให้เกิดขึ้น
ทันทีที่คุณล่วงรู้ว่า ค่าใช้จ่ายในการออกไปตามหาลูกค้ารายใหม่มันตกอยู่ที่หัวละกี่บาท และรู้ว่าค่าใช้จ่ายในการกวาดต้อนให้ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำมันต้องใช้เงินเท่าไหร่ คุณก็จะสามารถบริหารกระแสเงินสดได้อย่างเฉียบคม และสามารถ เพิ่มยอดขาย ให้กับธุรกิจของคุณสเกลเดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของการโดนสถิติหลอกตาอีกต่อไปแล้วล่ะครับ!
แอดพัง วัดผลไม่ได้? มาเรียนรู้วิธีรื้อโครงสร้างบัญชีด้วยตัวเอง หรือให้ทีม Specialist ของเราช่วยจัดการให้!
หยุดยินยอมให้บรรดาเอเจนซี่เถื่อนเอาตัวเลขสถิติหลอกตามาโชว์อวดอ้างสรรพคุณใส่คุณได้แล้วครับ!
หากคุณต้องการเจาะลึกเคล็ดลับการจัดโครงสร้างบัญชีระดับโปร เพื่อหลุดพ้นจากภาพลวงตาทางการตลาด ขอแนะนำ คอร์สเรียน Google Ads (Beginner to Expert) จาก DigitalD2M ที่จะสอนคุณตั้งแต่การปูพื้นฐาน ไปจนถึงกลยุทธ์การแยก Brand & Non-Brand Campaign อย่างเป็นระบบ!
สนใจอัปสกิลการยิงแอดให้เฉียบคม และวัดผลกำไรได้จริง คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ: https://digitald2m.com/google-ads-course-beginner-to-expert/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเราจะมุ่งเน้นไปที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยจะไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะ หรือ Certificate ให้นะครับ)
หรือถ้าคุณไม่มีเวลาที่จะทำเอง และต้องการให้ทีมงาน Specialist ของเราคอยดูแลให้แบบครบวงจร:
บริการรับทำโฆษณา (วางโครงสร้างแม่นยำ): https://digitald2m.com/รับทำโฆษณาแอด-tiktok-facebook-google/
บริการสร้างเว็บไซต์ & เซลส์เพจรับยอด: https://digitald2m.com/รับทำเว็บไซต์บริษัท/
บริการที่ปรึกษาธุรกิจ อุดรอยรั่วงบโฆษณา: https://digitald2m.com/digital-marketing-service-advisor/
ติดตามความรู้และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์เครือข่ายทั้ง 6 เว็บไซต์ของเรา:
https://digitald2m.com/
https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass วางระบบโฆษณาขั้นสูง โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ