จำหน่าย,ขาย,เหล็ก SCM440,SK5,S50C,S45C,SKD11,SKD61,SNCM439,SCM439,P20,SS400,SKS3
เจ้าของร้าน Login ที่นี่
หน้าร้าน
รายการสินค้า
ติดต่อร้านค้า ส่งข้อความหลังไมค์ วิธีการสั่งซื้อสินค้า วิธีการชำระเงิน เว็บบอร์ด
สมาชิกร้านค้า
หมวดสินค้า
สถิติร้านค้า
เปิดร้าน11/11/2013
อัพเดท12/06/2019
เป็นสมาชิกเมื่อ 26/01/2012
สถิติเข้าชม88479
บริการของร้านค้า
ตรวจสอบสถานะไปรษณีย์
จดหมายข่าว
ใส่ email ของท่านเพื่อรับข่าวสารร้านค้านี้

subscribe unsubscribe




ข้อมูลร้านค้า
   
ที่อยู่  บริษัท เอเชี่ยนพลัส ซัพพลาย จำกัด 234/7 หมู่ 7 ถ.สุขุมวิท ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร.  Tel 087-6039752,02-1863711,02-1863713 Fax 02-1863712
Mail  asianplussupply@hotmail.com
Search      Go

Home / All Product List / จำหน่าย,ขาย,เหล็ก S50C,เหล็ก SNCM 439,SCM439,เหล็ก SKD11,SKD61,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กแข็ง,เหล็กหัวสีแดง,เหล็กหัวสีฟ้า,เหล็กแผ่น S50C,เหล็กเพลา S50C,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กเกรด S50C,เหล็กเพลาขาว S50C,เหล็กแผ่นแข็ง S50C,จำหน่ายเหล็ก S50C,ขายเหล็ก S50

จำหน่าย,ขาย,เหล็ก S50C,เหล็ก SNCM 439,SCM439,เหล็ก SKD11,SKD61,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กแข็ง,เหล็กหัวสีแดง,เหล็กหัวสีฟ้า,เหล็กแผ่น S50C,เหล็กเพลา S50C,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กเกรด S50C,เหล็กเพลาขาว S50C,เหล็กแผ่นแข็ง S50C,จำหน่ายเหล็ก S50C,ขายเหล็ก S50

รูปภาพประกอบทั้งหมด 4 รูป

จำหน่าย,ขาย,เหล็ก S50C,เหล็ก SNCM 439,SCM439,เหล็ก SKD11,SKD61,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กแข็ง,เหล็กหัวสีแดง,เหล็กหัวสีฟ้า,เหล็กแผ่น S50C,เหล็กเพลา S50C,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กเกรด S50C,เหล็กเพลาขาว S50C,เหล็กแผ่นแข็ง S50C,จำหน่ายเหล็ก S50C,ขายเหล็ก S50

ลงประกาศเมื่อวันที่  :  30/10/2015
แก้ไขล่าสุด  :  30/10/2015
ราคา  ตามตกลง

จำหน่าย,ขาย,เหล็ก S50C,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,ขายเหล็กเพลาขาว,เหล็กเพลาเจียร,เหล็กแข็ง,เหล็กหัวสีแดง,เหล็กหัวสีฟ้า,เหล็กแผ่น S50C,เหล็กเพลา S50C,เหล็ก SNCM 439,SCM439,เหล็ก SKD11,SKD61,เหล็กเพลาหัวแดง S50C,เหล็กเกรด S50C,เหล็กเพลาขาว S50C,เหล็กแผ่นแข็ง S50C,จำหน่ายเหล็ก S50C,ขายเหล็ก S50C,ขายเหล็กเพลาขาว,เหล็กเพลาเจียร,เหล็กตัดแก๊ส
ประเภทของเหล็กกล้า
เหล็กกล้าเป็นเหล็กที่ถูกนำไปใช้ในงานต่างๆ มากมาย ทั้งนี้เนื่องจากเหล็กกล้านั้น มีคุณสมบัติในการรับแรงต่างๆ ได้ดี เช่น แรงกระแทก (Impact Strength) แรงดึง (Tensile Strength) แรงอัด (Compressive Strength) และ แรงเฉือน (Shear Strength) ซึ่งธาตุผสมส่วนใหญ่จะเป็นทั้งโลหะและอโลหะ เช่น โมลิบดินั่ม ทังสเตน วาเนเดียม เป็นต้น โดยเหล้กกล้าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้

icon เหล็กกล้าคาร์บอน (Carbon steels)

หมายถึง เหล็กกล้าที่มีส่วนผสมของธาตุคาร์บอนเป็นธาตุหลักที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อ

คุณสมบัติทางกลของเหล็ก และยังมีธาตุอื่นผสมอยู่อีก ซึ่งแบ่งเหล็กกล้าคาร์บอนออก
เป็น 3 ประเภท ดังนี้

1. เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Steel)
เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอนไม่เกิน 0.25% นอกจากคาร์บอนแล้ว ยังมีธาตุอื่นผสม- อยู่ด้วย เช่น แมงกานีส ซิลิคอน ฟอสฟอรัส และกำมะถัน แต่มีปริมาณน้อยเนื่องจาก หลงเหลือมาจากกระบวนการผลิต เหล็กประเภทนี้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรม และใน ชีวิตประจำวันไม่ต่ำกว่า 90% เนื่องจากขึ้นรูปง่าย เชื่อมง่าย และราคาไม่แพง โดยเฉพาะเหล็กแผ่นมีการนำมาใช้งานอย่างกว้างขวาง เช่น ตัวถังรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ต่างๆ กระป๋องบรรจุอาหาร สังกะสีมุงหลังคา เครื่องใช้ในครัวเรือน และในสำนักงาน

2. เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (Medium Carbon Steel)
เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน 0.2-0.5% มีความแข็งแรงและความเค้นแรงดึงมากกว่า เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ แต่จะมีความเหนียวน้อยกว่า สามารถนำไปชุบแข็งได้ เหมาะกับ งานทำชิ้นส่วนเครื่องจักรกล รางรถไฟ เฟือง ก้านสูบ ท่อเหล็ก ไขควง เป็นต้น

3. เหล็กกล้าคาร์บอนสูง (High Carbon Steel)
เป็นเหล็กที่มีปริมาณคาร์บอน 0.5 - 1.5% มีความแข็งความแข็งแรงและความเค้น- แรงดึงสูง เมื่อชุบแข็งแล้วจะเปราะ เหมาะสำหรับงานที่ทนต่อการสึกหรอ ใช้ในการทำ เครื่องมือ สปริงแหนบ ลูกปืน เป็นต้น

icon เหล็กกล้าประสม (Alloys Steel)
หมายถึง เหล็กที่มีธาตุอื่นนอกจากคาร์บอน ผสมอยู่ในเหล็ก ธาตุบางชนิดที่ผสมอยู่ อาจมีปริมาณมากกว่าคาร์บอน คิดเป็นเปอร์เซนต์ โดยน้ำหนักในเหล็กก็ได้ธาตุที่ผสม ลงไปได้แก่ โมลิบดินั่ม แมงกานีส ซิลิคอน โครเมียม อลูมิเนียม นิกเกิล และวาเนเดียม เป็นต้นจุดประสงค์ที่ต้องเพิ่มธาตุต่างๆ เข้าไปในเนื้อเหล็ก ก็เพื่อการทำให้คุณสมบัติของเหล็ก เปลี่ยนไปนั่นเองที่สำคัญก็คือ

  1. เพิ่มความแข็ง
  2. เพิ่มความแข็งแรงที่อุณหภูมิปกติและอุณหภูมิสูง
  3. เพิ่มคุณสมบัติทางฟิสิกส์
  4. เพิ่มความต้านทานการสึกหรอ
  5. เพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน
  6. เพิ่มคุณสมบัติทางแม่เหล็ก
  7. เพิ่มความเหนียวแน่นทนต่อแรงกระแทก

เหล็กกล้าประสม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. เหล็กกล้าประสมต่ำ (Low Alloy Steels)
เป็นเหล็กกล้าที่มีธาตุประสมรวมกันน้อยกว่า 8% ธาตุที่ผสมอยู่คือ โครเมี่ยม นิกเกิล โมลิบดินั่ม และแมงกานีส ปริมาณของธาตุที่ใช้ผสม แต่ละตัวจะไม่มากประมาณ 1 – 2% ผลจากการผสมทำให้เหล็กสามารถชุบแข็งได้ มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับใช้

ในการทำชิ้นส่วนเครื่องจักรกล เช่น เฟือง เพลาข้อเหวี่ยง จนบางครั้งมีชื่อว่า เหล็กกล้า เครื่องจักรกล (Machine Steelsเหล็กกล้ากลุ่มนี้จะต้องใช้งานในสภาพชุบแข็งและอบ

ก่อนเสมอจึงจะมีค่าความแข็งแรงสูง

2. เหล็กกล้าประสมสูง (High alloy steels)
เหล็กกล้าประเภทนี้จะถูกปรับปรุงคุณสมบัติ สำหรับการใช้งานเฉพาะอย่าง ซึ่งก็จะมี ธาตุประสมรวมกันมากกว่า 8% เช่น เหล็กกล้าทนความร้อน เหล็กกล้าทนการเสียดสี และเหล็กกล้าทนการกัดกร่อน

BILLET vs SLAB

ทั้ง เหล็กแท่งยาว (Billet) และ เหล็กแท่งแบน (Slab) นั้นถือเป็นวัตถุดิบสำคัญ ในการผลิตเหล็กของอุตสาหกรรมเหล็ก โดยความแตกต่างของวัตถุดิบทั้ง 2 ชนิดนั้น มีดังนี้

Billet

คือ เหล็กแท่งยาวโดยการหล่อหรือรีด รูปหน้าตัดเป็นสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ 90-160 มิลลิเมตร (เทียบเท่าขนาด 6 นิ้วหรือน้อยกว่า) ความยาวประมาณ 5-9 เมตร โดยเหล็กแท่งยาวมักจะถูกนำมาแปรรูปเป็น Bars, Rods หรือ ท่อไร้รอยเชื่อม

Slab

คือ เหล็กแท่งแบน ซึ่งหน้าตัดกว้างกว่าเหล็กแท่งยาว (Billet) และมีความหนาน้อยกว่า เหล็กแท่งยาว (Billet) โดยเหล็กแท่งแบน Slab มักจะถูกนำมาแปรรูปเป็นเหล็กแผ่น ได้แก่ Plate, Sheet และ Stri

กรรมวิธีทางความร้อนของเหล็กกล้า
Heat Treatment of steelการปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็กกล้าโดยการใช้กรรมวิธีทางความร้อนได้แก่ การอบอ่อน (Annealing) การอบปกติ (Normalizing) การชุบแข็ง (Hardening) การอบคืนตัว (Martempering) และการชุบผิวแข็ง (Surface Hardening) ในที่นี้เราขอกล่าวถึงการ Normalizing

การทำ Normalizing เป็นกรรมวิธีที่ใช้ทำกับงานสร้างชิ้นส่วนเครื่องจักรกลโดยทั่วไปไม่ว่า จะ เป็นงานที่ผ่านการขึ้นรูปร้อน เช่น การรีด (Hot Rolling) หรือการตีขึ้นรูป (Hot Forging) เหล็กจะถูกเผาที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง จะได้เหล็กที่มีเกรนโต มีลักษณะเป็น Dendrite และ ไม่สม่ำเสมอ มีข้อเสียที่จะต้องปรับปรุงก่อนนำไปใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่ผ่านการ ขึ้นรูปเย็น เช่น การรีด (Cold Rolling) หรือการตีขึ้นรูป ทำให้โครงสร้างภายในของเหล็กจะเกิด การบิดเบี้ยวไปตามทิศทางของแรงกระทำ ทหให้เกิดความเครียดภายในสูญเสียความเหนียว และมีความแข็งเพิ่มขึ้นในลักษณะที่ไม่สม่ำเสมอ สิ่งที่เกิดขึ้นในลักษณะที่ไม่ดีเหล่านี้สามารถ ทำให้หมดไปและปรับปรุงให้ดีขึ้นโดนเฉพาะขนาดของเกรนของเนื้อเหล็กทำให้มีขนาดเล็ก ละเอียด และสม่ำเสมอได้ด้วยวิธีการทำ Normalizing ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการปรับปรุง โครงสร้างมากที่สุด (Grain refinement)

ทางบริษัท แอลพีเอ็น เพลทมิล จำกัด(มหาชน) ใช้วิธีการ Control Rolling (Normalizing Rolling) เป็นการรีดที่มีการควบคุมอุณหภูมิในระหว่างการีด เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของเหล็ก ในด้านความแข็งแกร่ง (Toughness) โดยมีการปล่อยให้เหล็กเย็นตัวในระหว่างการรีดเพื่อ ให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการ จากนั้นจึงทำการีดเหล็กต่อเพ่อให้อุณหภูมิที่ต้องการ จากนั้นจึงทำการ รีดเหล็กต่อเพื่อให้อุณหภูมิสุดท้ายในการีดอยู่ในช่วง Normalizing Temperature (ประมาณ 815-925oC ขึ้นอยู่กับ ส่วนประกอบทางเคมีในเหล็ก)

ข้อดี
1.สามารถใช้แทนกระบวนการ Normalizing ได้ โดยทั่วไปจะได้เหล็กที่มีคุณสมบัติเหมือนกับ การทำ Normalizing

2.ปรับปรุงคุณสมบัติในด้านความแกร่ง (Toughness)

3.ทำให้เหล็กมีคุณสมบัติสม่ำเสมอตลอดแผ่น

ข้อเสีย
1.เสียเวลาในการรอให้เหล็กเย็นตัวระหว่างการรีด ทำให้เสีย Productivity

2.หากควบคุณอุณหภูมิไม่ดีอาจทำให้เหล็กไม่ได้คุณสมบัติตามที่ต้องการ

เทคนิคการเลือกซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อน

ปัจจุบัน เหล็กแผ่นรีดร้อน ถือว่า เป็นสินค้าพื้นฐานที่เป็นเหมือนกลไกสำคัญในการตอบสนองการ เติบโตทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม ฯลฯ โดยในการ เลือกซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อนเพื่อ นำมาใช้งาน ใน แต่ละครั้งนั้น ผู้ซื้อควรพิจารณาถึงปัจจัย ที่เกี่ยวข้องต่างๆ ดังนี้

  1. การนำไปใช้งาน

ในการซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อนนั้น ผู้ซื้อควรคำนึงถึงการนำไปใช้งาน เพราะเหล็กแผ่นรีดร้อน แต่ละ

ชนิด จะมีความแตกต่างกันในเรื่องค่าเคมี และองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อการนำไปใช้ใน สภาวะที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น หากผู้ซื้อต้องการนำ เหล็กแผ่นรีดร้อนมาใช้ต่อเรือในส่วนที่ ต้องรับแรงสูงและต้องทนต่อแรงกระแทก ผู้ซื้อควรเลือกเหล็กแผ่นรีดร้อนเกรดพิเศษที่ใช้ใน การต่อเรือโดยเฉพาะ ดังนั้น ผู้ซื้อควรเลือกซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีมาตรฐานเหล็กเป็น ABS Gr.AH หรือ ABS Gr.DH (ขึ้นอยู่กับสภาพที่นำไปใช้งานเช่นอุณหภูมิหรือการรับแรง) เป็นต้น

2.ขนาดของเหล็กแผ่นรีดร้อน

เพื่อให้การนำเหล็กแผ่นรีดร้อนไปใช้งานมีการสูญเสียน้อยที่สุด ผู้ซื้อควรพิจารณาถึงขนาด เหล็กรีดร้อนที่ต้องใช้ให้มีความเหมาะสมกับงานนั้นๆ เพราะถ้าผู้ซื้อเลือกซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อน ขนาดใหญ่เกินความต้องการใช้จริงก็จะก่อให้เกิดความสูญเสียเป็น เศษเหล็กหรือหากเลือก เหล็กแผ่นรีดร้อนขนาดเล็กเกินไปก็จะเกิดความสูญเสียใน เรื่องของการเชื่อมต่อและเวลา ที่ต้องสูญเสียมากขึ้นได้

  1. คุณภาพ

ผู้ซื้อควรพิจารณาถึงคุณภาพของเหล็กแผ่นรีดร้อนโดยเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มี มาตรฐานเหล็ก ระดับสากลรองรับ เช่น มาตรฐานเหล็ก ASTM, DIN, JIS, EN, Lloyd’s, ABS, AS หรือ API เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้งานว่า จะได้รับชิ้นงานที่มี คุณภาพสูง เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ซื้อว่า เหล็กแผ่นรีดร้อนทุกแผ่นมีคุณภาพเป็นไปตามที่ ผู้ซื้อต้องการ

ปัจจุบัน ในประเทศไทยก็ได้มีองค์กรอิสระต่างๆ ที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อให้บริการทดสอบวิจัยโลหะ วิทยาเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของเหล็กแผ่นรีดร้อนให้แก่ผู้ซื้อได้มากขึ้น

  1. ความสะดวกในการสั่งซื้อและการส่งมอบ

นอกจากปัจจัย 3 ข้อ ดังข้างต้นแล้ว ผู้ซื้อควรพิจารณาเรื่องความสะดวกในการสั่งซื้อ โดยเลือก ซื้อเหล็กแผ่นรีดร้อนจากผู้ผลิตในประเทศ เพื่อประหยัดเวลาในการติดต่อ-สั่งซื้อสินค้า นอกจากนี้ยังทำให้การส่งมอบสะดวกรวดเร็วมากกว่าการนำเข้าจาก ต่างประเทศ

ติดต่อเรา ......................

บริษัท เอเชี่ยนพลัส ซัพพลาย จำกัด
234/7 ม.7 ถนนสุขุมวิท ต.ท้ายบ้านใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280

Tel.087-6039752 02-1863711,02-1863713
Fax.02-1863712
E-Mail : asianplussupply@hotmail.com

http://sites.google.com/site/specialmetalsthailand http://sites.google.com/site/aluminiumasian http://sites.google.com/site/asianplussupply

สั่งซื้อสินค้า / ติดต่อสอบถาม

เขียนอีเมลถึงเจ้าของร้าน

ส่งเมลถึง:จำหน่าย,ขาย,เหล็ก SCM440,SK5,S50C,S45C,SKD11,SKD61,SNCM439,SCM439,P20,SS400,SKS3
อีเมลผู้ส่ง:
เนื้อความ:
มีไฟล์แนบ
ทำสำเนา