ปัจจุบันนี้ การทำประกันชีวิตนั้นมีรูปแบบมากมายหลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับตามความต้องการผู้ที่ทำประกันเป็นหลักครับ แต่ถ้าเราต้องการสิทธิในการลดหย่อนภาษีด้วยล่ะก็ ผมแนะนำให้พิจารณาเงื่อนไขดังนี้ค่ะ
1. เป็นประกันชีวิตที่มีกำหนดระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
2. ต้องเป็นกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนคืนไม่เกินร้อยละ 20 ของเบี้ยประกันชีวิตสะสม (ไม่รวมเงินปันผลตามกรมธรรม์หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดการชำระเบี้ยประกันชีวิต หรือผลประโยชน์ตอบแทนที่จ่ายเมื่อสิ้นสุดอายุกรมธรรม์)
3. เบี้ยประกันชีวิตที่นำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ ต้องเป็นเบี้ยประกันชีวิตของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักเท่านั้น โดยเบี้ยประกันชีวิตสำหรับสัญญาเพิ่มเติม(เช่น อุบัติเหตุ/สุขภาพ เป็นต้น) ไม่สามารถนำไปใช้หักลดหย่อนได้
4. การประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบกิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร (ประเทศไทย)
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามลิงค์นี้ค่ะ
“ผู้มีเงินได้มีสิทธิหักลดหย่อนอะไรได้บ้าง?” (หัวข้อ 1.4)
http://www.rd.go.th/publish/557.0.html
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 172)
http://www.rd.go.th/publish/39758.0.html
โดยเบี้ยประกันชีวิตที่เราสามารถนำมาหักลดหย่อนได้นั้นจะมีจำนวนทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาท(ส่วนแรกหักลดหย่อนได้ 10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท จะหักได้ไม่เกินเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย แต่ไม่เกิน 90,000 บาท)
นอกจากการทำประกันชีวิตแบบปกติที่ข้างต้นแล้ว ยังมีการทำประกันชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ประกันชีวิตแบบบำนาญ” มาเป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องการผลตอบแทนมาใช้เมื่อตนเองเกษียณอายุ หรือว่ายามแก่นั่นเองค่ะ (ฮาาา)
ซึ่งการทำประกันชีวิตแบบบำนาญนั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2553 อนุมัติให้ผู้มีเงินได้สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาเป็นส่วนลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ถึง 100,000 บาท และปรับเพิ่มเป็น 200,000 บาทตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554โดยสามารถนำเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญมาเป็นส่วนลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กบข. หรือกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมาย และ RMF แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ส่วนรูปแบบของการประกันชีวิตแบบบำนาญที่จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้ค่ะ
1. ต้องเป็นกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป
2. การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญ จะจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย ตั้งแต่อายุ 55 ปี ขึ้นไป และจ่ายต่อเนื่องไปจนผู้เอาประกันภัยอายุเกิน 85 ปี
3. เป็นกรมธรรม์ที่ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใด ก่อนที่ผู้เอาประกันภัยจะได้รับผลประโยชน์เงินบำนาญที่อายุ ครบ 55 ปี ยกเว้นผลประโยชน์กรณีเสียชีวิต
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามลิงค์นี้ค่ะ
“ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 194)”
http://www.rd.go.th/publish/31338.0.html