หมายเลขประกาศ22043023
Cost per Follow คืออะไร? ยิงแอดเพิ่มผู้ติดตามคุ้มไหม ต้องดูคุณภาพไม่ใช่แค่จำนวน
ข้อมูลสินค้า
ประเภทการขายขาย/ให้เช่า/บริการ
สภาพสินค้าใหม่
ราคาสอบถามรายละเอียด
ข้อมูลผู้ขาย
ชื่อผู้ขายDigitalD2M
ประเภทผู้ขายบุคคล
ประเภทสมาชิกสมาชิกที่ส่งหลักฐาน
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
บัตรประชาชน (M561684) เป็นสมาชิกเมื่อ5 มีนาคม 2569 iPagehttps://www.pantipmarket.com/ipage/index.php?ipage_id=200177 หมายเลขโทรศัพท์0962692695 อีเมลคลิกเพื่อส่งเมล ข้อมูลติดต่อผู้ขายdigitald2mwww.facebook.com/digitald2m/https://digitald2m.com/digitald2m ที่อยู่ผู้ลงประกาศกรุงเทพมหานคร » คลองสามวา
"ผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจโตทันที แต่ถ้าได้ผู้ติดตามตรงกลุ่ม ก็ช่วยลดต้นทุนการสื่อสารระยะยาวได้"
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดว่าธุรกิจต้องใช้เงินโฆษณาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจาก Facebook Ads, Instagram Ads หรือ Meta Ads
หลายธุรกิจยิงแอดโดยคิดถึงยอดขายทันทีเท่านั้น เช่น Purchase, Lead, Message หรือ Add to Cart
แต่ในบางกรณี การสร้างฐานผู้ติดตามก็ยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ เช่น เพจความรู้ แบรนด์ใหม่ คอร์สเรียน ที่ปรึกษา สินค้าราคาสูง หรือสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที
ถ้าธุรกิจมีฐานผู้ติดตามที่ตรงกลุ่ม การสื่อสารระยะยาวจะง่ายขึ้น เพราะแบรนด์สามารถใช้คอนเทนต์สร้างความสัมพันธ์ ให้ความรู้ ปั้นความเชื่อมั่น และทำให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ
แต่การเพิ่มผู้ติดตามก็ต้องวัดผลให้เป็น ไม่ใช่ดูแค่ว่าได้ผู้ติดตามเพิ่มกี่คน
เพราะผู้ติดตามที่ได้จากโฆษณาอาจมีคุณภาพต่างกัน
บางคนติดตามเพราะสนใจจริง
บางคนติดตามเพราะแคมเปญแจกของ
บางคนติดตามแต่ไม่เคยมีส่วนร่วม
และบางคนอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Cost per Follow คืออะไร Cost per Page Like ต่างจาก Cost per Follow อย่างไร Page Likes และ Follows ใช้วัดอะไร พร้อมสูตร Cost per Follow และวิธีวิเคราะห์ว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม Facebook หรือ Instagram คุ้มจริงไหม
สารบัญบทความ
1. Cost per Follow คืออะไร
2. ทำไมบางธุรกิจยังต้องสร้างฐานผู้ติดตาม
3. Page Likes กับ Follows ต่างกันอย่างไร
4. Cost per Page Like คืออะไร
5. สูตร Cost per Follow
6. Follow Rate คืออะไร
7. ผู้ติดตามคุณภาพควรดูจากอะไร
8. ธุรกิจแบบไหนควรยิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
9. Metric ที่ควรดูร่วมกับ Cost per Follow
10. ตัวอย่างการอ่าน Cost per Follow
11. ทำไมผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่คุ้มเสมอไป
12. วิธีทำให้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มขึ้น
13. Framework FOLLOW สำหรับวิเคราะห์ผู้ติดตาม
14. Masterclass วิธีใช้ Cost per Follow แบบมืออาชีพ
15. Danger Zone จุดพลาดเวลายิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
16. Checklist ก่อนสรุปว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่
17. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cost per Follow
18. สรุปก่อนนำไปใช้จริง
1. Cost per Follow คืออะไร
Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา
Metric นี้ใช้ดูว่าการยิงแอดเพื่อเพิ่มผู้ติดตามบน Facebook หรือ Instagram มีต้นทุนเท่าไหร่ต่อผู้ติดตามหนึ่งราย
ตัวอย่างเช่น
- ใช้งบโฆษณา 5,000 บาท
- ได้ผู้ติดตามใหม่ 1,000 คน
Cost per Follow จะเท่ากับ 5 บาทต่อผู้ติดตามหนึ่งคน
Cost per Follow ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า
“ถ้าเราต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เราต้องจ่ายเท่าไหร่เพื่อให้ได้คนใหม่หนึ่งคนเข้ามาอยู่ในฐานของแบรนด์”
อย่างไรก็ตาม Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะผู้ติดตามที่ได้มาต้องดูคุณภาพด้วย
เช่น
- ตรงกลุ่มไหม
- มี Engagement ไหม
- ดูคอนเทนต์ต่อไหม
- ทักแชทไหม
- เข้าเว็บไซต์ไหม
- กลายเป็น Lead ได้ไหม
- กลายเป็นลูกค้าในอนาคตได้หรือไม่
2. ทำไมบางธุรกิจยังต้องสร้างฐานผู้ติดตาม
แม้การยิงแอดเพื่อยอดขายทันทีจะสำคัญ แต่บางธุรกิจไม่สามารถปิดการขายตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกค้าเห็นโฆษณาได้
ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ ให้ความรู้ ทำให้ลูกค้าเห็นตัวตนของแบรนด์ หรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าธุรกิจมีความน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจซื้อ
ตัวอย่างธุรกิจที่ฐานผู้ติดตามมีความสำคัญ เช่น
- เพจความรู้
- คอร์สเรียนออนไลน์
- ธุรกิจที่ปรึกษา
- โค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญ
- แบรนด์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จัก
- สินค้า Beauty หรือ Lifestyle ที่ต้องสร้างภาพจำ
- ธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าตัดสินใจช้า
- สินค้าราคาสูงที่ต้องใช้เวลาเปรียบเทียบ
- ธุรกิจที่ใช้ Content Marketing เป็นหลัก
สำหรับธุรกิจเหล่านี้ ผู้ติดตามไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าเพจ แต่เป็นฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำ สร้างความคุ้นเคย และอุ่นความสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การขายในอนาคต
ดังนั้นการวัด Cost per Follow จึงช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าการสร้างฐานคนดูของตัวเองมีต้นทุนเท่าไหร่ และควรลงทุนต่อหรือไม่
3. Page Likes กับ Follows ต่างกันอย่างไร
Page Likes และ Follows เป็น Metric ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามเพจหรือบัญชีของแบรนด์ แต่มีมุมการใช้งานต่างกันเล็กน้อย
Page Likes
หมายถึงอะไร:
จำนวนคนที่กดถูกใจเพจ
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบหรือสนับสนุนเพจ
Follows
หมายถึงอะไร:
จำนวนคนที่ติดตามเพจหรือบัญชีเพื่อรับคอนเทนต์
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อในอนาคต
Cost per Page Like
หมายถึงอะไร:
ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Page Like
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like เพจ
Cost per Follow
หมายถึงอะไร:
ต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม
ในเชิงกลยุทธ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คนกด Like หรือ Follow มากแค่ไหน แต่ต้องดูต่อว่าคนเหล่านั้นตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการหรือไม่ และมีพฤติกรรมต่อแบรนด์อย่างไรหลังจากติดตามแล้ว
4. Cost per Page Like คืออะไร
Cost per Page Like คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เพื่อให้เกิด Page Like หนึ่งครั้งจากโฆษณา
Metric นี้เหมาะกับการวัดแคมเปญที่มีเป้าหมายเพิ่มฐานคนถูกใจเพจ หรือเพิ่มความน่าเชื่อถือเบื้องต้นให้กับเพจใหม่
สูตร:
Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
ตัวอย่างเช่น
- Amount Spent = 3,000 บาท
- Page Likes = 600
นำมาคำนวณ:
3,000 / 600 = 5 บาทต่อ Page Like
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาท เพื่อให้ได้คนกด Like เพจหนึ่งคน
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่บอกคุณภาพทั้งหมด ต้องดูต่อว่า Page Like ที่ได้เป็นคนตรงกลุ่มไหม มี Engagement ต่อไหม หรือกลายเป็นคนที่สนใจสินค้าและบริการในอนาคตหรือไม่
5. สูตร Cost per Follow
สูตร Cost per Follow คือการนำ Amount Spent หรือเงินโฆษณาที่ใช้ไป หารด้วยจำนวน New Follows หรือผู้ติดตามใหม่ที่ได้จากแคมเปญ
สูตร:
Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
ตัวอย่างเช่น
- Amount Spent = 10,000 บาท
- New Follows = 2,000 คน
นำมาคำนวณ:
10,000 / 2,000 = 5 บาทต่อ Follow
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาท เพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคน
ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น ควรดูต่อว่าผู้ติดตามใหม่เหล่านี้มีคุณภาพแค่ไหน
เช่น
- มี Engagement ต่อโพสต์ไหม
- ดู Story ไหม
- ทักแชทไหม
- เข้าเว็บไซต์ไหม
- กลายเป็น Lead ไหม
- กลายเป็นลูกค้าจริงหรือไม่
6. Follow Rate คืออะไร
Follow Rate คืออัตราที่คนเห็นโฆษณาแล้วกลายเป็นผู้ติดตามใหม่
Metric นี้ช่วยบอกว่าโฆษณา หน้าเพจ หรือโปรไฟล์มีแรงดึงดูดมากพอให้คนกดติดตามหรือไม่
สูตร:
Follow Rate = New Follows / Impressions x 100 เป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น
- Impressions = 100,000
- New Follows = 1,000
นำมาคำนวณ:
1,000 / 100,000 x 100 = 1 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าจากการแสดงผล 100,000 ครั้ง มี 1 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็นผู้ติดตามใหม่
ถ้า Follow Rate ต่ำ อาจต้องตรวจว่า
- Creative ทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อหรือไม่
- หน้าโปรไฟล์น่าติดตามไหม
- Bio ชัดไหม
- Feed ดูน่าเชื่อถือหรือไม่
- มีคอนเทนต์ที่คนรู้สึกว่าอยากกลับมาดูอีกหรือเปล่า
7. ผู้ติดตามคุณภาพควรดูจากอะไร
ผู้ติดตามคุณภาพไม่ใช่แค่คนที่กด Follow แล้วหายไป แต่ควรเป็นคนที่มีโอกาสสนใจแบรนด์จริง มีโอกาสมีส่วนร่วม และอาจกลายเป็นลูกค้าหรือผู้สนับสนุนแบรนด์ในอนาคต
สัญญาณของผู้ติดตามคุณภาพ เช่น
- ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ
- มี Engagement กับคอนเทนต์หลังจากติดตาม
- ดู Story หรือ Reels ต่อเนื่อง
- คลิกเข้าเว็บไซต์หรือทักแชท
- คอมเมนต์ถามรายละเอียดจริง
- Save หรือ Share คอนเทนต์
- กลายเป็น Lead หรือ Purchase ใน Funnel ถัดไป
- มีโอกาสซื้อซ้ำหรือแนะนำต่อ
ดังนั้น Cost per Follow ที่ต่ำมาก แต่ได้ผู้ติดตามที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ อาจไม่คุ้มเท่ากับ Cost per Follow ที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างยอดขายในอนาคต
8. ธุรกิจแบบไหนควรยิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ แต่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว
ธุรกิจที่ควรพิจารณา Cost per Follow เช่น
- แบรนด์ใหม่ที่ยังไม่มีฐานผู้ติดตาม
- เพจความรู้หรือเพจผู้เชี่ยวชาญ
- คอร์สเรียนหรือธุรกิจการศึกษา
- คลินิกหรือบริการที่ต้องสร้างความเชื่อใจ
- สินค้าราคาสูงที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจ
- Personal Brand หรือ CEO Brand
- สินค้า Beauty, Lifestyle หรือ Fashion ที่ต้องใช้ภาพจำ
- ธุรกิจที่ใช้ Live, Story หรือ Content เพื่อปิดการขาย
แต่ถ้าธุรกิจมีงบจำกัดมากและต้องการยอดขายทันที อาจต้องระวังการเทงบทั้งหมดไปที่แคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม เพราะผู้ติดตามไม่ได้แปลว่ายอดขายจะเกิดทันที
แนวทางที่ดีคือใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเป็นส่วนหนึ่งของ Funnel ไม่ใช่ใช้แทนแคมเปญขายทั้งหมด
9. Metric ที่ควรดูร่วมกับ Cost per Follow
Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะการเพิ่มผู้ติดตามเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
Metric ที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่
Page Likes
ใช้ดูอะไร:
จำนวนคนกดถูกใจเพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบต่อเพจ
Follows
ใช้ดูอะไร:
จำนวนผู้ติดตามใหม่
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูการเติบโตของฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อ
Cost per Page Like
ใช้ดูอะไร:
ต้นทุนต่อ Like เพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like
Cost per Follow
ใช้ดูอะไร:
ต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ต้องดูร่วมกับคุณภาพผู้ติดตามหลังจากนั้น
Engagement Rate
ใช้ดูอะไร:
ผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ไหม
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ถ้าผู้ติดตามเพิ่มแต่ Engagement ไม่เพิ่ม อาจได้คนไม่ตรงกลุ่ม
Profile Visits
ใช้ดูอะไร:
คนเข้าไปดูโปรไฟล์หรือเพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูว่าแอดทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อไหม
Lead / Message / Purchase
ใช้ดูอะไร:
ผลลัพธ์ทางธุรกิจถัดไป
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูว่าผู้ติดตามใหม่มีโอกาสสร้างยอดจริงไหม
การวิเคราะห์ที่ดีควรดูตั้งแต่ต้นทุนการได้ผู้ติดตาม ไปจนถึงพฤติกรรมหลังติดตาม เช่น Engagement, Profile Visit, Message, Lead และ Purchase
10. ตัวอย่างการอ่าน Cost per Follow
ลองดูตัวอย่างแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม 3 ชุดที่มี Cost per Follow ต่างกัน
Campaign A
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
2,500
Cost per Follow:
2 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนถูกมาก แต่ต้องดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มและมี Engagement ไหม
Campaign B
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
1,000
Cost per Follow:
5 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนกลาง ๆ ถ้าคนตรงกลุ่มและมีส่วนร่วม อาจคุ้มกว่าแบบถูกมาก
Campaign C
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
500
Cost per Follow:
10 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนสูงกว่า แต่ถ้าเป็นกลุ่มคุณภาพสูงและปิดการขายได้ อาจยังคุ้ม
จากตัวอย่าง Campaign A ได้ผู้ติดตามถูกที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ถ้าผู้ติดตามที่ได้ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ หรือไม่เคยมี Engagement กับแบรนด์
Campaign C แม้ Cost per Follow สูงกว่า แต่ถ้าได้ผู้ติดตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้สนใจจริง หรือคนที่มีโอกาสซื้อในอนาคต อาจคุ้มกว่าในเชิงธุรกิจ
11. ทำไมผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่คุ้มเสมอไป
ผู้ติดตามราคาถูกอาจดูดีในรายงานโฆษณา แต่ถ้าคุณภาพต่ำ อาจไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจริง
ปัญหาที่อาจเกิดจากการเน้นผู้ติดตามราคาถูกอย่างเดียว เช่น
- ได้ผู้ติดตามไม่ตรงกลุ่ม
- Engagement หลังติดตามต่ำ
- ผู้ติดตามไม่สนใจสินค้าและบริการจริง
- เพจดูมีตัวเลขสูง แต่ยอดขายไม่ขยับ
- คอนเทนต์หลังจากนั้น Reach ต่ำเพราะคนไม่ตอบสนอง
- สร้าง Lookalike จากฐานที่ไม่มีคุณภาพ
- ทำให้ทีมเข้าใจผิดว่าแบรนด์โต ทั้งที่โตแค่ตัวเลข
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Cost per Follow ต้องดูต่อว่า
“ผู้ติดตามที่ได้ มีมูลค่าต่อธุรกิจไหม”
ไม่ใช่ดูแค่ว่า Follow ละกี่บาท
ถ้าผู้ติดตามใหม่มี Engagement ดี ทักแชทจริง เข้าเว็บไซต์จริง หรือกลายเป็น Lead ในอนาคต Cost per Follow ที่สูงขึ้นอาจยังคุ้มกว่าแคมเปญที่ได้คนจำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพ
12. วิธีทำให้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มขึ้น
การทำให้ Cost per Follow คุ้ม ไม่ใช่แค่ทำให้ราคาถูกที่สุด แต่ต้องทำให้ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างมูลค่าในอนาคต
12.1 ทำ Creative ให้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องติดตาม
อย่าบอกแค่ “กดติดตามเลย” แต่ต้องบอกให้ชัดว่าคนจะได้อะไรจากการติดตาม เช่น ความรู้ เทคนิค รีวิว โปรโมชัน เคสจริง หรือเนื้อหาที่ช่วยแก้ปัญหาเขา
12.2 เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับธุรกิจ
ถ้าต้องการผู้ติดตามคุณภาพ อย่าไล่แต่ต้นทุนถูกที่สุด ต้องเลือกกลุ่มที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงหรือคนที่สนใจเนื้อหาของแบรนด์จริง
12.3 ทำหน้าเพจหรือโปรไฟล์ให้น่าติดตาม
ถ้าคนคลิกเข้ามาดูแล้ว Bio ไม่ชัด Feed ไม่น่าเชื่อถือ Highlight ไม่มี หรือคอนเทนต์ไม่ต่อเนื่อง คนอาจไม่กด Follow แม้โฆษณาจะดึงความสนใจได้ดี
12.4 ใช้คอนเทนต์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่โปรโมชัน
เพจที่มีแต่ขายของอาจทำให้คนไม่อยากติดตาม ควรมีคอนเทนต์ให้ความรู้ รีวิว เคสจริง เบื้องหลัง หรือ Pain Point ที่กลุ่มเป้าหมายรู้สึกเกี่ยวข้อง
12.5 วัดผลหลังการติดตาม
หลังจากได้ผู้ติดตามใหม่ ควรดูต่อว่าคนเหล่านี้มี Engagement ไหม เห็นคอนเทนต์ต่อไหม ทักแชทไหม หรือเข้า Funnel ถัดไปหรือไม่
12.6 ทำ Retargeting จากผู้ติดตามใหม่
ผู้ติดตามใหม่ไม่ควรถูกปล่อยไว้เฉย ๆ ควรมีแผนคอนเทนต์หรือแคมเปญ Retargeting เพื่อพาเขาจากผู้ติดตามไปเป็น Lead หรือลูกค้าจริง
13. Framework FOLLOW สำหรับวิเคราะห์ผู้ติดตาม
ก่อนตัดสินว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่ ลองใช้ Framework FOLLOW เพื่อดูให้ครบทั้งต้นทุน คุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจ
F - Fit Audience:
ผู้ติดตามที่ได้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริงหรือไม่
O - Objective:
เป้าหมายคือสร้างฐานแบรนด์ สร้าง Community หรือพาไปสู่ยอดขาย
L - Long-term Value:
ผู้ติดตามมีโอกาสสร้างมูลค่าระยะยาวไหม
L - Loyalty Signal:
หลังติดตามแล้วมี Engagement หรือกลับมาดูคอนเทนต์อีกไหม
O - Offer & Content:
เหตุผลในการติดตามชัดไหม เช่น ความรู้ รีวิว หรือโปรพิเศษ
W - Warm Funnel:
มีแผนพาผู้ติดตามไปสู่ Lead, Message หรือ Purchase หรือยัง
ตัวอย่างการใช้ Framework FOLLOW:
- Fit Audience: แคมเปญได้ผู้ติดตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจและคนทำการตลาดจริง
- Objective: เป้าหมายคือสร้างฐานคนเรียนคอร์สในอนาคต
- Long-term Value: ผู้ติดตามมีโอกาสซื้อคอร์สหรือจ้างบริการภายหลัง
- Loyalty Signal: หลังติดตามมีการ Save, Share และทัก Inbox
- Offer & Content: เพจมีคอนเทนต์ความรู้ที่คนอยากติดตามต่อ
- Warm Funnel: มี Retargeting พาคนไปดูคอร์สหรือทัก LINE
14. Masterclass: วิธีใช้ Cost per Follow แบบมืออาชีพ
Masterclass 1: ผู้ติดตามไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นฐานสื่อสารระยะยาว
แนวคิด:
การเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มทันทีเสมอไป แต่ช่วยสร้างฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำได้ในระยะยาว
วิธีนำไปใช้:
วางแผนคอนเทนต์ต่อหลังจากได้ผู้ติดตาม เช่น ความรู้ รีวิว เคสจริง และ Retargeting เพื่อพาคนเข้าสู่ Funnel ถัดไป
ตัวอย่าง:
เพจคอร์สเรียนอาจใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเพื่อสร้างฐานคนสนใจการตลาด แล้วค่อยใช้คอนเทนต์และแอด Retargeting พาไปดูรายละเอียดคอร์ส
Masterclass 2: Cost per Follow ถูกที่สุด อาจไม่ใช่แคมเปญที่ดีที่สุด
แนวคิด:
ถ้าได้ผู้ติดตามราคาถูกแต่ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ และไม่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์ แคมเปญนั้นอาจไม่คุ้มในระยะยาว
วิธีนำไปใช้:
ดู Cost per Follow คู่กับ Engagement Rate, Profile Visit, Message, Lead และยอดขายในระยะถัดไป
ตัวอย่าง:
แคมเปญ A ได้ Follow ละ 2 บาท แต่ไม่มี Engagement ส่วนแคมเปญ B ได้ Follow ละ 6 บาท แต่คนทักถามสินค้าและ Save คอนเทนต์มากกว่า แคมเปญ B อาจคุ้มกว่า
Masterclass 3: หน้าโปรไฟล์คือ Landing Page ของแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม
แนวคิด:
คนเห็นแอดแล้วอาจสนใจ แต่ก่อนกดติดตาม เขามักดูหน้าเพจหรือโปรไฟล์ก่อน ถ้าหน้าโปรไฟล์ไม่น่าเชื่อถือ แคมเปญอาจเสียโอกาส
วิธีนำไปใช้:
ปรับ Bio, Profile Picture, Cover, Highlight, Feed, รีวิว และคอนเทนต์ปักหมุดให้ชัดว่าคนควรติดตามแบรนด์เพราะอะไร
ตัวอย่าง:
แอดทำให้คนเข้าเพจเยอะ แต่ Follow น้อย อาจไม่ใช่เพราะแอดแย่ แต่อาจเป็นเพราะหน้าเพจยังไม่สื่อสารคุณค่าและความน่าเชื่อถือพอ
15. Danger Zone จุดพลาดเวลายิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแค่จำนวนผู้ติดตามเพิ่ม
จำนวนผู้ติดตามไม่ได้บอกคุณภาพทั้งหมด ผลเสียคือเพจโตเป็นตัวเลขแต่ไม่ได้ช่วยยอดขาย แนวทางคือดู Engagement, Message, Lead และยอดขายระยะถัดไป
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไล่หา Cost per Follow ถูกที่สุด
ผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่ตรงกลุ่ม ผลเสียคือฐานผู้ติดตามไม่มีคุณภาพ แนวทางคือดูความตรงกลุ่มและพฤติกรรมหลังติดตามร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่มีแผนคอนเทนต์หลังได้ผู้ติดตาม
ถ้าได้ผู้ติดตามแล้วไม่สื่อสารต่อ คนอาจลืมแบรนด์ ผลเสียคือเสียเงินสร้างฐานแต่ไม่ต่อยอด แนวทางคือวาง Content Funnel และ Retargeting ให้ชัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: หน้าโปรไฟล์ไม่น่าติดตาม
คนสนใจจากแอดแล้ว แต่หน้าโปรไฟล์ไม่ชัดหรือไม่น่าเชื่อถือ ผลเสียคือ Profile Visit เยอะแต่ Follow ต่ำ แนวทางคือปรับ Bio, Highlight, Feed และรีวิวให้พร้อม
ข้อผิดพลาดที่ 5: คิดว่าผู้ติดตามเยอะเท่ากับยอดขายจะมาเอง
ผู้ติดตามเป็นแค่ฐานสื่อสาร ไม่ใช่ยอดขายอัตโนมัติ ผลเสียคือวัดผลผิดและคาดหวังผิด แนวทางคือวาง Funnel จาก Follow ไปสู่ Trust, Lead และ Purchase
16. Checklist ก่อนสรุปว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่
- ดู New Follows แล้วหรือยัง
- คำนวณ Cost per Follow แล้วหรือยัง
- ดู Page Likes แล้วหรือยัง
- คำนวณ Cost per Page Like แล้วหรือยัง
- ดู Follow Rate แล้วหรือยัง
- ผู้ติดตามใหม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริงไหม
- หลังติดตามแล้วมี Engagement ต่อคอนเทนต์ไหม
- มี Profile Visits หรือ Message เพิ่มขึ้นไหม
- หน้าเพจหรือโปรไฟล์น่าติดตามพอไหม
- Bio, Highlight, Feed และรีวิวพร้อมหรือยัง
- มี Content Funnel หลังจากได้ผู้ติดตามไหม
- มี Retargeting สำหรับผู้ติดตามใหม่หรือยัง
- ไม่ได้ตัดสินแคมเปญจาก Cost per Follow ถูกอย่างเดียวใช่ไหม
17. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cost per Follow
17.1 Cost per Follow คืออะไรแบบสั้น ๆ
Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา เช่น Facebook Ads หรือ Instagram Ads
17.2 สูตร Cost per Follow คืออะไร
สูตรคือ Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
เช่น ใช้งบ 10,000 บาท ได้ผู้ติดตามใหม่ 2,000 คน ต้นทุนต่อ Follow คือ 5 บาท
17.3 Cost per Page Like ต่างจาก Cost per Follow อย่างไร
Cost per Page Like ใช้วัดต้นทุนต่อคนกด Like เพจ ส่วน Cost per Follow ใช้วัดต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่ โดยทั้งสองตัวควรดูร่วมกับคุณภาพของคนที่ได้มา
17.4 ยิงแอดเพิ่มผู้ติดตามคุ้มไหม
คุ้มเมื่อผู้ติดตามที่ได้ตรงกลุ่ม มี Engagement และมีโอกาสกลายเป็น Lead หรือลูกค้าในอนาคต
แต่ไม่คุ้มถ้าได้แค่ตัวเลขผู้ติดตามเพิ่มโดยไม่มีคุณภาพ
17.5 ถ้า Follow เยอะ แต่ยอดขายไม่เพิ่ม ควรดูอะไร
ควรดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มไหม คอนเทนต์หลังติดตามดีพอไหม มี Retargeting หรือไม่ หน้าเพจน่าเชื่อถือไหม และมี Funnel จากผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือ Purchase หรือยัง
18. สรุป: Cost per Follow ช่วยวัดต้นทุนการสร้างฐานผู้ติดตาม แต่ต้องดูคุณภาพร่วมด้วย
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา โดยคำนวณจาก Amount Spent หารด้วย New Follows
Metric นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เช่น แบรนด์ใหม่ เพจความรู้ คอร์สเรียน ธุรกิจที่ปรึกษา หรือสินค้าที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจก่อนขาย
Metric ที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่ Page Likes, Follows, Cost per Page Like, Cost per Follow, Follow Rate, Engagement Rate, Profile Visits, Message, Lead และ Purchase
สูตรสำคัญที่ใช้สอนได้คือ
Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
และ
Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
หัวใจสำคัญคือ ผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจโตทันที แต่ถ้าได้ผู้ติดตามตรงกลุ่ม ก็ช่วยลดต้นทุนการสื่อสารระยะยาวได้
ถ้าธุรกิจอยากใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามให้คุ้ม ต้องไม่หยุดแค่ได้ Follow แต่ต้องมี Content Funnel, Retargeting, หน้าโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ และแผนพาผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือยอดขายจริง
ถ้าธุรกิจเข้าใจ Cost per Follow จะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามควรลงทุนต่อไหม ผู้ติดตามที่ได้มีคุณภาพหรือไม่ และควรใช้ฐานผู้ติดตามนี้ต่อยอดทางการตลาดอย่างไร
อย่าเพิ่มผู้ติดตามให้เยอะอย่างเดียว ต้องเพิ่มคนที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าจริง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ Cost per Follow, Cost per Page Like, Facebook Ads, Instagram Ads, Follower Growth, Content Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และยอดขายจริงหลังบ้าน ขอแนะนำ คอร์สเรียน Facebook Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการยิงแอด Facebook และ Meta Ads ตั้งแต่การวางโครงสร้างแคมเปญ การสร้างฐานผู้ติดตาม การอ่าน Cost per Follow, Cost per Page Like, Follow Rate, Engagement, Profile Visits, Retargeting และ Funnel หลังบ้าน เพื่อให้คุณไม่ได้ดูแค่ยอดผู้ติดตาม แต่รู้ว่าผู้ติดตามที่ได้มีคุณภาพจริงไหม และควรต่อยอดไปสู่ Lead หรือยอดขายอย่างไร สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวิเคราะห์ Facebook Ads, Instagram Ads, Cost per Follow, Follower Growth, Content Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และยอดขายจริงหลังบ้าน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Cost per Follow คืออะไร โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดว่าธุรกิจต้องใช้เงินโฆษณาเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจาก Facebook Ads, Instagram Ads หรือ Meta Ads
หลายธุรกิจยิงแอดโดยคิดถึงยอดขายทันทีเท่านั้น เช่น Purchase, Lead, Message หรือ Add to Cart
แต่ในบางกรณี การสร้างฐานผู้ติดตามก็ยังมีความสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ เช่น เพจความรู้ แบรนด์ใหม่ คอร์สเรียน ที่ปรึกษา สินค้าราคาสูง หรือสินค้าที่ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อทันที
ถ้าธุรกิจมีฐานผู้ติดตามที่ตรงกลุ่ม การสื่อสารระยะยาวจะง่ายขึ้น เพราะแบรนด์สามารถใช้คอนเทนต์สร้างความสัมพันธ์ ให้ความรู้ ปั้นความเชื่อมั่น และทำให้ลูกค้าเห็นแบรนด์ซ้ำก่อนตัดสินใจซื้อ
แต่การเพิ่มผู้ติดตามก็ต้องวัดผลให้เป็น ไม่ใช่ดูแค่ว่าได้ผู้ติดตามเพิ่มกี่คน
เพราะผู้ติดตามที่ได้จากโฆษณาอาจมีคุณภาพต่างกัน
บางคนติดตามเพราะสนใจจริง
บางคนติดตามเพราะแคมเปญแจกของ
บางคนติดตามแต่ไม่เคยมีส่วนร่วม
และบางคนอาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการ
บทความนี้จะพาเข้าใจว่า Cost per Follow คืออะไร Cost per Page Like ต่างจาก Cost per Follow อย่างไร Page Likes และ Follows ใช้วัดอะไร พร้อมสูตร Cost per Follow และวิธีวิเคราะห์ว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม Facebook หรือ Instagram คุ้มจริงไหม
สารบัญบทความ
1. Cost per Follow คืออะไร
2. ทำไมบางธุรกิจยังต้องสร้างฐานผู้ติดตาม
3. Page Likes กับ Follows ต่างกันอย่างไร
4. Cost per Page Like คืออะไร
5. สูตร Cost per Follow
6. Follow Rate คืออะไร
7. ผู้ติดตามคุณภาพควรดูจากอะไร
8. ธุรกิจแบบไหนควรยิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
9. Metric ที่ควรดูร่วมกับ Cost per Follow
10. ตัวอย่างการอ่าน Cost per Follow
11. ทำไมผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่คุ้มเสมอไป
12. วิธีทำให้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มขึ้น
13. Framework FOLLOW สำหรับวิเคราะห์ผู้ติดตาม
14. Masterclass วิธีใช้ Cost per Follow แบบมืออาชีพ
15. Danger Zone จุดพลาดเวลายิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
16. Checklist ก่อนสรุปว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่
17. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cost per Follow
18. สรุปก่อนนำไปใช้จริง
1. Cost per Follow คืออะไร
Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา
Metric นี้ใช้ดูว่าการยิงแอดเพื่อเพิ่มผู้ติดตามบน Facebook หรือ Instagram มีต้นทุนเท่าไหร่ต่อผู้ติดตามหนึ่งราย
ตัวอย่างเช่น
- ใช้งบโฆษณา 5,000 บาท
- ได้ผู้ติดตามใหม่ 1,000 คน
Cost per Follow จะเท่ากับ 5 บาทต่อผู้ติดตามหนึ่งคน
Cost per Follow ช่วยตอบคำถามสำคัญว่า
“ถ้าเราต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เราต้องจ่ายเท่าไหร่เพื่อให้ได้คนใหม่หนึ่งคนเข้ามาอยู่ในฐานของแบรนด์”
อย่างไรก็ตาม Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะผู้ติดตามที่ได้มาต้องดูคุณภาพด้วย
เช่น
- ตรงกลุ่มไหม
- มี Engagement ไหม
- ดูคอนเทนต์ต่อไหม
- ทักแชทไหม
- เข้าเว็บไซต์ไหม
- กลายเป็น Lead ได้ไหม
- กลายเป็นลูกค้าในอนาคตได้หรือไม่
2. ทำไมบางธุรกิจยังต้องสร้างฐานผู้ติดตาม
แม้การยิงแอดเพื่อยอดขายทันทีจะสำคัญ แต่บางธุรกิจไม่สามารถปิดการขายตั้งแต่ครั้งแรกที่ลูกค้าเห็นโฆษณาได้
ธุรกิจบางประเภทต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อใจ ให้ความรู้ ทำให้ลูกค้าเห็นตัวตนของแบรนด์ หรือทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าธุรกิจมีความน่าเชื่อถือก่อนตัดสินใจซื้อ
ตัวอย่างธุรกิจที่ฐานผู้ติดตามมีความสำคัญ เช่น
- เพจความรู้
- คอร์สเรียนออนไลน์
- ธุรกิจที่ปรึกษา
- โค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญ
- แบรนด์ใหม่ที่คนยังไม่รู้จัก
- สินค้า Beauty หรือ Lifestyle ที่ต้องสร้างภาพจำ
- ธุรกิจ B2B ที่ลูกค้าตัดสินใจช้า
- สินค้าราคาสูงที่ต้องใช้เวลาเปรียบเทียบ
- ธุรกิจที่ใช้ Content Marketing เป็นหลัก
สำหรับธุรกิจเหล่านี้ ผู้ติดตามไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าเพจ แต่เป็นฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำ สร้างความคุ้นเคย และอุ่นความสัมพันธ์ก่อนนำไปสู่การขายในอนาคต
ดังนั้นการวัด Cost per Follow จึงช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าการสร้างฐานคนดูของตัวเองมีต้นทุนเท่าไหร่ และควรลงทุนต่อหรือไม่
3. Page Likes กับ Follows ต่างกันอย่างไร
Page Likes และ Follows เป็น Metric ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามเพจหรือบัญชีของแบรนด์ แต่มีมุมการใช้งานต่างกันเล็กน้อย
Page Likes
หมายถึงอะไร:
จำนวนคนที่กดถูกใจเพจ
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบหรือสนับสนุนเพจ
Follows
หมายถึงอะไร:
จำนวนคนที่ติดตามเพจหรือบัญชีเพื่อรับคอนเทนต์
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อในอนาคต
Cost per Page Like
หมายถึงอะไร:
ต้นทุนเฉลี่ยต่อ Page Like
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like เพจ
Cost per Follow
หมายถึงอะไร:
ต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่
ใช้วิเคราะห์อะไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม
ในเชิงกลยุทธ์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่คนกด Like หรือ Follow มากแค่ไหน แต่ต้องดูต่อว่าคนเหล่านั้นตรงกับกลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจต้องการหรือไม่ และมีพฤติกรรมต่อแบรนด์อย่างไรหลังจากติดตามแล้ว
4. Cost per Page Like คืออะไร
Cost per Page Like คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจใช้เพื่อให้เกิด Page Like หนึ่งครั้งจากโฆษณา
Metric นี้เหมาะกับการวัดแคมเปญที่มีเป้าหมายเพิ่มฐานคนถูกใจเพจ หรือเพิ่มความน่าเชื่อถือเบื้องต้นให้กับเพจใหม่
สูตร:
Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
ตัวอย่างเช่น
- Amount Spent = 3,000 บาท
- Page Likes = 600
นำมาคำนวณ:
3,000 / 600 = 5 บาทต่อ Page Like
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาท เพื่อให้ได้คนกด Like เพจหนึ่งคน
แต่ตัวเลขนี้ยังไม่บอกคุณภาพทั้งหมด ต้องดูต่อว่า Page Like ที่ได้เป็นคนตรงกลุ่มไหม มี Engagement ต่อไหม หรือกลายเป็นคนที่สนใจสินค้าและบริการในอนาคตหรือไม่
5. สูตร Cost per Follow
สูตร Cost per Follow คือการนำ Amount Spent หรือเงินโฆษณาที่ใช้ไป หารด้วยจำนวน New Follows หรือผู้ติดตามใหม่ที่ได้จากแคมเปญ
สูตร:
Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
ตัวอย่างเช่น
- Amount Spent = 10,000 บาท
- New Follows = 2,000 คน
นำมาคำนวณ:
10,000 / 2,000 = 5 บาทต่อ Follow
แปลว่าแคมเปญนี้ใช้เงินเฉลี่ย 5 บาท เพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคน
ถ้าต้องการวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น ควรดูต่อว่าผู้ติดตามใหม่เหล่านี้มีคุณภาพแค่ไหน
เช่น
- มี Engagement ต่อโพสต์ไหม
- ดู Story ไหม
- ทักแชทไหม
- เข้าเว็บไซต์ไหม
- กลายเป็น Lead ไหม
- กลายเป็นลูกค้าจริงหรือไม่
6. Follow Rate คืออะไร
Follow Rate คืออัตราที่คนเห็นโฆษณาแล้วกลายเป็นผู้ติดตามใหม่
Metric นี้ช่วยบอกว่าโฆษณา หน้าเพจ หรือโปรไฟล์มีแรงดึงดูดมากพอให้คนกดติดตามหรือไม่
สูตร:
Follow Rate = New Follows / Impressions x 100 เป็นเปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างเช่น
- Impressions = 100,000
- New Follows = 1,000
นำมาคำนวณ:
1,000 / 100,000 x 100 = 1 เปอร์เซ็นต์
แปลว่าจากการแสดงผล 100,000 ครั้ง มี 1 เปอร์เซ็นต์ที่กลายเป็นผู้ติดตามใหม่
ถ้า Follow Rate ต่ำ อาจต้องตรวจว่า
- Creative ทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อหรือไม่
- หน้าโปรไฟล์น่าติดตามไหม
- Bio ชัดไหม
- Feed ดูน่าเชื่อถือหรือไม่
- มีคอนเทนต์ที่คนรู้สึกว่าอยากกลับมาดูอีกหรือเปล่า
7. ผู้ติดตามคุณภาพควรดูจากอะไร
ผู้ติดตามคุณภาพไม่ใช่แค่คนที่กด Follow แล้วหายไป แต่ควรเป็นคนที่มีโอกาสสนใจแบรนด์จริง มีโอกาสมีส่วนร่วม และอาจกลายเป็นลูกค้าหรือผู้สนับสนุนแบรนด์ในอนาคต
สัญญาณของผู้ติดตามคุณภาพ เช่น
- ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักของธุรกิจ
- มี Engagement กับคอนเทนต์หลังจากติดตาม
- ดู Story หรือ Reels ต่อเนื่อง
- คลิกเข้าเว็บไซต์หรือทักแชท
- คอมเมนต์ถามรายละเอียดจริง
- Save หรือ Share คอนเทนต์
- กลายเป็น Lead หรือ Purchase ใน Funnel ถัดไป
- มีโอกาสซื้อซ้ำหรือแนะนำต่อ
ดังนั้น Cost per Follow ที่ต่ำมาก แต่ได้ผู้ติดตามที่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ อาจไม่คุ้มเท่ากับ Cost per Follow ที่สูงกว่าเล็กน้อย แต่ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างยอดขายในอนาคต
8. ธุรกิจแบบไหนควรยิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้เหมาะกับทุกธุรกิจ แต่เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายในระยะยาว
ธุรกิจที่ควรพิจารณา Cost per Follow เช่น
- แบรนด์ใหม่ที่ยังไม่มีฐานผู้ติดตาม
- เพจความรู้หรือเพจผู้เชี่ยวชาญ
- คอร์สเรียนหรือธุรกิจการศึกษา
- คลินิกหรือบริการที่ต้องสร้างความเชื่อใจ
- สินค้าราคาสูงที่ลูกค้าใช้เวลาตัดสินใจ
- Personal Brand หรือ CEO Brand
- สินค้า Beauty, Lifestyle หรือ Fashion ที่ต้องใช้ภาพจำ
- ธุรกิจที่ใช้ Live, Story หรือ Content เพื่อปิดการขาย
แต่ถ้าธุรกิจมีงบจำกัดมากและต้องการยอดขายทันที อาจต้องระวังการเทงบทั้งหมดไปที่แคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม เพราะผู้ติดตามไม่ได้แปลว่ายอดขายจะเกิดทันที
แนวทางที่ดีคือใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเป็นส่วนหนึ่งของ Funnel ไม่ใช่ใช้แทนแคมเปญขายทั้งหมด
9. Metric ที่ควรดูร่วมกับ Cost per Follow
Cost per Follow ไม่ควรถูกดูเดี่ยว ๆ เพราะการเพิ่มผู้ติดตามเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า
Metric ที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่
Page Likes
ใช้ดูอะไร:
จำนวนคนกดถูกใจเพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูฐานคนที่แสดงความชอบต่อเพจ
Follows
ใช้ดูอะไร:
จำนวนผู้ติดตามใหม่
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูการเติบโตของฐานคนที่อยากเห็นคอนเทนต์ต่อ
Cost per Page Like
ใช้ดูอะไร:
ต้นทุนต่อ Like เพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูความคุ้มค่าของแคมเปญเพิ่ม Like
Cost per Follow
ใช้ดูอะไร:
ต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ต้องดูร่วมกับคุณภาพผู้ติดตามหลังจากนั้น
Engagement Rate
ใช้ดูอะไร:
ผู้ติดตามมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ไหม
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ถ้าผู้ติดตามเพิ่มแต่ Engagement ไม่เพิ่ม อาจได้คนไม่ตรงกลุ่ม
Profile Visits
ใช้ดูอะไร:
คนเข้าไปดูโปรไฟล์หรือเพจ
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูว่าแอดทำให้คนอยากรู้จักแบรนด์ต่อไหม
Lead / Message / Purchase
ใช้ดูอะไร:
ผลลัพธ์ทางธุรกิจถัดไป
อ่านร่วมกันอย่างไร:
ใช้ดูว่าผู้ติดตามใหม่มีโอกาสสร้างยอดจริงไหม
การวิเคราะห์ที่ดีควรดูตั้งแต่ต้นทุนการได้ผู้ติดตาม ไปจนถึงพฤติกรรมหลังติดตาม เช่น Engagement, Profile Visit, Message, Lead และ Purchase
10. ตัวอย่างการอ่าน Cost per Follow
ลองดูตัวอย่างแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม 3 ชุดที่มี Cost per Follow ต่างกัน
Campaign A
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
2,500
Cost per Follow:
2 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนถูกมาก แต่ต้องดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มและมี Engagement ไหม
Campaign B
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
1,000
Cost per Follow:
5 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนกลาง ๆ ถ้าคนตรงกลุ่มและมีส่วนร่วม อาจคุ้มกว่าแบบถูกมาก
Campaign C
Amount Spent:
5,000 บาท
New Follows:
500
Cost per Follow:
10 บาท
มุมวิเคราะห์:
ต้นทุนสูงกว่า แต่ถ้าเป็นกลุ่มคุณภาพสูงและปิดการขายได้ อาจยังคุ้ม
จากตัวอย่าง Campaign A ได้ผู้ติดตามถูกที่สุด แต่ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ถ้าผู้ติดตามที่ได้ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ หรือไม่เคยมี Engagement กับแบรนด์
Campaign C แม้ Cost per Follow สูงกว่า แต่ถ้าได้ผู้ติดตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ผู้สนใจจริง หรือคนที่มีโอกาสซื้อในอนาคต อาจคุ้มกว่าในเชิงธุรกิจ
11. ทำไมผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่คุ้มเสมอไป
ผู้ติดตามราคาถูกอาจดูดีในรายงานโฆษณา แต่ถ้าคุณภาพต่ำ อาจไม่ได้ช่วยให้ธุรกิจเติบโตจริง
ปัญหาที่อาจเกิดจากการเน้นผู้ติดตามราคาถูกอย่างเดียว เช่น
- ได้ผู้ติดตามไม่ตรงกลุ่ม
- Engagement หลังติดตามต่ำ
- ผู้ติดตามไม่สนใจสินค้าและบริการจริง
- เพจดูมีตัวเลขสูง แต่ยอดขายไม่ขยับ
- คอนเทนต์หลังจากนั้น Reach ต่ำเพราะคนไม่ตอบสนอง
- สร้าง Lookalike จากฐานที่ไม่มีคุณภาพ
- ทำให้ทีมเข้าใจผิดว่าแบรนด์โต ทั้งที่โตแค่ตัวเลข
ดังนั้นเวลาวิเคราะห์ Cost per Follow ต้องดูต่อว่า
“ผู้ติดตามที่ได้ มีมูลค่าต่อธุรกิจไหม”
ไม่ใช่ดูแค่ว่า Follow ละกี่บาท
ถ้าผู้ติดตามใหม่มี Engagement ดี ทักแชทจริง เข้าเว็บไซต์จริง หรือกลายเป็น Lead ในอนาคต Cost per Follow ที่สูงขึ้นอาจยังคุ้มกว่าแคมเปญที่ได้คนจำนวนมากแต่ไม่มีคุณภาพ
12. วิธีทำให้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มขึ้น
การทำให้ Cost per Follow คุ้ม ไม่ใช่แค่ทำให้ราคาถูกที่สุด แต่ต้องทำให้ได้ผู้ติดตามที่ตรงกลุ่มและมีโอกาสสร้างมูลค่าในอนาคต
12.1 ทำ Creative ให้บอกเหตุผลว่าทำไมต้องติดตาม
อย่าบอกแค่ “กดติดตามเลย” แต่ต้องบอกให้ชัดว่าคนจะได้อะไรจากการติดตาม เช่น ความรู้ เทคนิค รีวิว โปรโมชัน เคสจริง หรือเนื้อหาที่ช่วยแก้ปัญหาเขา
12.2 เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับธุรกิจ
ถ้าต้องการผู้ติดตามคุณภาพ อย่าไล่แต่ต้นทุนถูกที่สุด ต้องเลือกกลุ่มที่มีโอกาสเป็นลูกค้าจริงหรือคนที่สนใจเนื้อหาของแบรนด์จริง
12.3 ทำหน้าเพจหรือโปรไฟล์ให้น่าติดตาม
ถ้าคนคลิกเข้ามาดูแล้ว Bio ไม่ชัด Feed ไม่น่าเชื่อถือ Highlight ไม่มี หรือคอนเทนต์ไม่ต่อเนื่อง คนอาจไม่กด Follow แม้โฆษณาจะดึงความสนใจได้ดี
12.4 ใช้คอนเทนต์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่แค่โปรโมชัน
เพจที่มีแต่ขายของอาจทำให้คนไม่อยากติดตาม ควรมีคอนเทนต์ให้ความรู้ รีวิว เคสจริง เบื้องหลัง หรือ Pain Point ที่กลุ่มเป้าหมายรู้สึกเกี่ยวข้อง
12.5 วัดผลหลังการติดตาม
หลังจากได้ผู้ติดตามใหม่ ควรดูต่อว่าคนเหล่านี้มี Engagement ไหม เห็นคอนเทนต์ต่อไหม ทักแชทไหม หรือเข้า Funnel ถัดไปหรือไม่
12.6 ทำ Retargeting จากผู้ติดตามใหม่
ผู้ติดตามใหม่ไม่ควรถูกปล่อยไว้เฉย ๆ ควรมีแผนคอนเทนต์หรือแคมเปญ Retargeting เพื่อพาเขาจากผู้ติดตามไปเป็น Lead หรือลูกค้าจริง
13. Framework FOLLOW สำหรับวิเคราะห์ผู้ติดตาม
ก่อนตัดสินว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่ ลองใช้ Framework FOLLOW เพื่อดูให้ครบทั้งต้นทุน คุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจ
F - Fit Audience:
ผู้ติดตามที่ได้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจริงหรือไม่
O - Objective:
เป้าหมายคือสร้างฐานแบรนด์ สร้าง Community หรือพาไปสู่ยอดขาย
L - Long-term Value:
ผู้ติดตามมีโอกาสสร้างมูลค่าระยะยาวไหม
L - Loyalty Signal:
หลังติดตามแล้วมี Engagement หรือกลับมาดูคอนเทนต์อีกไหม
O - Offer & Content:
เหตุผลในการติดตามชัดไหม เช่น ความรู้ รีวิว หรือโปรพิเศษ
W - Warm Funnel:
มีแผนพาผู้ติดตามไปสู่ Lead, Message หรือ Purchase หรือยัง
ตัวอย่างการใช้ Framework FOLLOW:
- Fit Audience: แคมเปญได้ผู้ติดตามที่เป็นเจ้าของธุรกิจและคนทำการตลาดจริง
- Objective: เป้าหมายคือสร้างฐานคนเรียนคอร์สในอนาคต
- Long-term Value: ผู้ติดตามมีโอกาสซื้อคอร์สหรือจ้างบริการภายหลัง
- Loyalty Signal: หลังติดตามมีการ Save, Share และทัก Inbox
- Offer & Content: เพจมีคอนเทนต์ความรู้ที่คนอยากติดตามต่อ
- Warm Funnel: มี Retargeting พาคนไปดูคอร์สหรือทัก LINE
14. Masterclass: วิธีใช้ Cost per Follow แบบมืออาชีพ
Masterclass 1: ผู้ติดตามไม่ใช่ยอดขาย แต่เป็นฐานสื่อสารระยะยาว
แนวคิด:
การเพิ่มผู้ติดตามไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มทันทีเสมอไป แต่ช่วยสร้างฐานคนที่แบรนด์สามารถสื่อสารซ้ำได้ในระยะยาว
วิธีนำไปใช้:
วางแผนคอนเทนต์ต่อหลังจากได้ผู้ติดตาม เช่น ความรู้ รีวิว เคสจริง และ Retargeting เพื่อพาคนเข้าสู่ Funnel ถัดไป
ตัวอย่าง:
เพจคอร์สเรียนอาจใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามเพื่อสร้างฐานคนสนใจการตลาด แล้วค่อยใช้คอนเทนต์และแอด Retargeting พาไปดูรายละเอียดคอร์ส
Masterclass 2: Cost per Follow ถูกที่สุด อาจไม่ใช่แคมเปญที่ดีที่สุด
แนวคิด:
ถ้าได้ผู้ติดตามราคาถูกแต่ไม่ตรงกลุ่ม ไม่ดูคอนเทนต์ต่อ และไม่เคยมีส่วนร่วมกับแบรนด์ แคมเปญนั้นอาจไม่คุ้มในระยะยาว
วิธีนำไปใช้:
ดู Cost per Follow คู่กับ Engagement Rate, Profile Visit, Message, Lead และยอดขายในระยะถัดไป
ตัวอย่าง:
แคมเปญ A ได้ Follow ละ 2 บาท แต่ไม่มี Engagement ส่วนแคมเปญ B ได้ Follow ละ 6 บาท แต่คนทักถามสินค้าและ Save คอนเทนต์มากกว่า แคมเปญ B อาจคุ้มกว่า
Masterclass 3: หน้าโปรไฟล์คือ Landing Page ของแคมเปญเพิ่มผู้ติดตาม
แนวคิด:
คนเห็นแอดแล้วอาจสนใจ แต่ก่อนกดติดตาม เขามักดูหน้าเพจหรือโปรไฟล์ก่อน ถ้าหน้าโปรไฟล์ไม่น่าเชื่อถือ แคมเปญอาจเสียโอกาส
วิธีนำไปใช้:
ปรับ Bio, Profile Picture, Cover, Highlight, Feed, รีวิว และคอนเทนต์ปักหมุดให้ชัดว่าคนควรติดตามแบรนด์เพราะอะไร
ตัวอย่าง:
แอดทำให้คนเข้าเพจเยอะ แต่ Follow น้อย อาจไม่ใช่เพราะแอดแย่ แต่อาจเป็นเพราะหน้าเพจยังไม่สื่อสารคุณค่าและความน่าเชื่อถือพอ
15. Danger Zone จุดพลาดเวลายิงแอดเพิ่มผู้ติดตาม
ข้อผิดพลาดที่ 1: ดูแค่จำนวนผู้ติดตามเพิ่ม
จำนวนผู้ติดตามไม่ได้บอกคุณภาพทั้งหมด ผลเสียคือเพจโตเป็นตัวเลขแต่ไม่ได้ช่วยยอดขาย แนวทางคือดู Engagement, Message, Lead และยอดขายระยะถัดไป
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไล่หา Cost per Follow ถูกที่สุด
ผู้ติดตามราคาถูกอาจไม่ตรงกลุ่ม ผลเสียคือฐานผู้ติดตามไม่มีคุณภาพ แนวทางคือดูความตรงกลุ่มและพฤติกรรมหลังติดตามร่วมด้วย
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่มีแผนคอนเทนต์หลังได้ผู้ติดตาม
ถ้าได้ผู้ติดตามแล้วไม่สื่อสารต่อ คนอาจลืมแบรนด์ ผลเสียคือเสียเงินสร้างฐานแต่ไม่ต่อยอด แนวทางคือวาง Content Funnel และ Retargeting ให้ชัด
ข้อผิดพลาดที่ 4: หน้าโปรไฟล์ไม่น่าติดตาม
คนสนใจจากแอดแล้ว แต่หน้าโปรไฟล์ไม่ชัดหรือไม่น่าเชื่อถือ ผลเสียคือ Profile Visit เยอะแต่ Follow ต่ำ แนวทางคือปรับ Bio, Highlight, Feed และรีวิวให้พร้อม
ข้อผิดพลาดที่ 5: คิดว่าผู้ติดตามเยอะเท่ากับยอดขายจะมาเอง
ผู้ติดตามเป็นแค่ฐานสื่อสาร ไม่ใช่ยอดขายอัตโนมัติ ผลเสียคือวัดผลผิดและคาดหวังผิด แนวทางคือวาง Funnel จาก Follow ไปสู่ Trust, Lead และ Purchase
16. Checklist ก่อนสรุปว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามคุ้มหรือไม่
- ดู New Follows แล้วหรือยัง
- คำนวณ Cost per Follow แล้วหรือยัง
- ดู Page Likes แล้วหรือยัง
- คำนวณ Cost per Page Like แล้วหรือยัง
- ดู Follow Rate แล้วหรือยัง
- ผู้ติดตามใหม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริงไหม
- หลังติดตามแล้วมี Engagement ต่อคอนเทนต์ไหม
- มี Profile Visits หรือ Message เพิ่มขึ้นไหม
- หน้าเพจหรือโปรไฟล์น่าติดตามพอไหม
- Bio, Highlight, Feed และรีวิวพร้อมหรือยัง
- มี Content Funnel หลังจากได้ผู้ติดตามไหม
- มี Retargeting สำหรับผู้ติดตามใหม่หรือยัง
- ไม่ได้ตัดสินแคมเปญจาก Cost per Follow ถูกอย่างเดียวใช่ไหม
17. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Cost per Follow
17.1 Cost per Follow คืออะไรแบบสั้น ๆ
Cost per Follow คือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อให้ได้ผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา เช่น Facebook Ads หรือ Instagram Ads
17.2 สูตร Cost per Follow คืออะไร
สูตรคือ Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
เช่น ใช้งบ 10,000 บาท ได้ผู้ติดตามใหม่ 2,000 คน ต้นทุนต่อ Follow คือ 5 บาท
17.3 Cost per Page Like ต่างจาก Cost per Follow อย่างไร
Cost per Page Like ใช้วัดต้นทุนต่อคนกด Like เพจ ส่วน Cost per Follow ใช้วัดต้นทุนต่อผู้ติดตามใหม่ โดยทั้งสองตัวควรดูร่วมกับคุณภาพของคนที่ได้มา
17.4 ยิงแอดเพิ่มผู้ติดตามคุ้มไหม
คุ้มเมื่อผู้ติดตามที่ได้ตรงกลุ่ม มี Engagement และมีโอกาสกลายเป็น Lead หรือลูกค้าในอนาคต
แต่ไม่คุ้มถ้าได้แค่ตัวเลขผู้ติดตามเพิ่มโดยไม่มีคุณภาพ
17.5 ถ้า Follow เยอะ แต่ยอดขายไม่เพิ่ม ควรดูอะไร
ควรดูว่าผู้ติดตามตรงกลุ่มไหม คอนเทนต์หลังติดตามดีพอไหม มี Retargeting หรือไม่ หน้าเพจน่าเชื่อถือไหม และมี Funnel จากผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือ Purchase หรือยัง
18. สรุป: Cost per Follow ช่วยวัดต้นทุนการสร้างฐานผู้ติดตาม แต่ต้องดูคุณภาพร่วมด้วย
Cost per Follow คือ Metric ที่ใช้วัดต้นทุนเฉลี่ยต่อผู้ติดตามใหม่หนึ่งคนจากโฆษณา โดยคำนวณจาก Amount Spent หารด้วย New Follows
Metric นี้เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการสร้างฐานผู้ติดตาม เช่น แบรนด์ใหม่ เพจความรู้ คอร์สเรียน ธุรกิจที่ปรึกษา หรือสินค้าที่ต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อใจก่อนขาย
Metric ที่ควรดูร่วมกัน ได้แก่ Page Likes, Follows, Cost per Page Like, Cost per Follow, Follow Rate, Engagement Rate, Profile Visits, Message, Lead และ Purchase
สูตรสำคัญที่ใช้สอนได้คือ
Cost per Follow = Amount Spent / New Follows
และ
Cost per Page Like = Amount Spent / Page Likes
หัวใจสำคัญคือ ผู้ติดตามเยอะไม่ได้แปลว่าธุรกิจโตทันที แต่ถ้าได้ผู้ติดตามตรงกลุ่ม ก็ช่วยลดต้นทุนการสื่อสารระยะยาวได้
ถ้าธุรกิจอยากใช้แคมเปญเพิ่มผู้ติดตามให้คุ้ม ต้องไม่หยุดแค่ได้ Follow แต่ต้องมี Content Funnel, Retargeting, หน้าโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ และแผนพาผู้ติดตามไปสู่ Lead หรือยอดขายจริง
ถ้าธุรกิจเข้าใจ Cost per Follow จะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าแคมเปญเพิ่มผู้ติดตามควรลงทุนต่อไหม ผู้ติดตามที่ได้มีคุณภาพหรือไม่ และควรใช้ฐานผู้ติดตามนี้ต่อยอดทางการตลาดอย่างไร
อย่าเพิ่มผู้ติดตามให้เยอะอย่างเดียว ต้องเพิ่มคนที่มีโอกาสกลายเป็นลูกค้าจริง
หากคุณต้องการเรียนรู้วิธีวิเคราะห์ Cost per Follow, Cost per Page Like, Facebook Ads, Instagram Ads, Follower Growth, Content Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และยอดขายจริงหลังบ้าน ขอแนะนำ คอร์สเรียน Facebook Ads จาก DigitalD2M ครับ
คอร์สนี้เราจะสอนให้คุณเข้าใจการยิงแอด Facebook และ Meta Ads ตั้งแต่การวางโครงสร้างแคมเปญ การสร้างฐานผู้ติดตาม การอ่าน Cost per Follow, Cost per Page Like, Follow Rate, Engagement, Profile Visits, Retargeting และ Funnel หลังบ้าน เพื่อให้คุณไม่ได้ดูแค่ยอดผู้ติดตาม แต่รู้ว่าผู้ติดตามที่ได้มีคุณภาพจริงไหม และควรต่อยอดไปสู่ Lead หรือยอดขายอย่างไร สอนแบบจับมือทำ เจาะลึกจนสามารถนำไปใช้สเกลธุรกิจได้ทันที
คลิกดูรายละเอียดคอร์สเรียนได้ที่นี่เลยครับ:
https://digitald2m.com/courses-list/
(หมายเหตุ: คอร์สเรียนและเวิร์กชอปของทางเรามุ่งเน้นที่การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยไม่ได้มีการออกใบประกาศนียบัตรรับรองทักษะให้นะครับ เพราะผลกำไรที่เติบโตและยอดขายที่เพิ่มขึ้นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จที่แท้จริงครับ)
หรือหากคุณไม่มีเวลาดูแลระบบด้วยตัวเอง และต้องการให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของเราช่วยวิเคราะห์ Facebook Ads, Instagram Ads, Cost per Follow, Follower Growth, Content Funnel, Retargeting, Conversion Tracking และยอดขายจริงหลังบ้าน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดบริการทั้งหมดได้ที่เครือข่ายเว็บไซต์หลักของเราครับ
ติดตามความรู้ บริการ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 6 เว็บไซต์หลักของเราเท่านั้น:
- https://digitald2m.com/
- https://www.xn--12c2bcoda1dhdvc8ga8dd4b3nldvh.com/
- https://www.xn--42cg3b0ce6bte5d9gye.com/
- https://www.xn--72c0an0bzbsd8c2g.com/
- https://www.xn--72c0adaat6dbg0cc0ee7ce2bn0r0a0m.com/
- https://www.xn--72c0adaat7d0bcv7ade7ce2b4qye.com/
บทความ Masterclass Cost per Follow คืออะไร โดย DigitalD2M - บริการรับทำการตลาดออนไลน์ และที่ปรึกษาธุรกิจของคุณ
ประกาศอื่นของผู้ขาย
รูปภาพรายละเอียดราคา
-
สอนยิงแอดจับมือทำตัวต่อตัว สอนยิงแอด - สอนยิงแอด Facebook Ads Zero To Advance
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Email8,999 บาท
ID: 2182079028 ต.ค. 2568, 08:33:01 -
AI Automation for Business – วางแผนธุรกิจให้เติบโตและเพิ่มยอดขายด้วย AI
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Email8,999 บาท
ID: 2182079828 ต.ค. 2568, 08:33:01 -
Shopee Ads & Lazada Ads & Marketing – ตั้งค่าร้านและยิงแอดแบบจับมือทำ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Email8,999 บาท
ID: 218208029 ส.ค. 2568, 08:20:58 -
รับยิงโฆษณาออนไลน์ทุกช่องทาง พร้อมวางแผนแนะนำธุรกิจแบบมืออาชีพ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 218208069 ส.ค. 2568, 08:26:10 -
บริการรับทำเว็บไซต์ และ ออกแบบเว็บไซต์บริษัท เพื่อยกระดับยอดขาย รองรับมาตรฐาน SEO 100%
ติดต่อจอนนี่, 0962692695 Click Email35,000 บาท
ID: 219719716 มี.ค. 2569, 09:23:56 -
Search Themes | เทคนิคคุม Performance Max สั่งการ AI เจาะยอดขาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 219731858 มี.ค. 2569, 05:50:07 -
Predictive AI | นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ วิเคราะห์ข้อมูล เร่ง ปิดการขาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 219735679 มี.ค. 2569, 06:07:10 -
Psychographic Asset Grouping | กลยุทธ์เจาะจิตวิทยา แฮ็กระบบ Performance Max
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197485111 มี.ค. 2569, 05:30:17 -
Video Ad Sequencing | กลยุทธ์ YouTube Ads เพิ่มยอดขาย แบบเจาะลึก
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197485211 มี.ค. 2569, 05:33:29 -
GEO | กลยุทธ์ปรับแต่งเนื้อหา สั่ง แชทบอท แนะนำแบรนด์คุณ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197556112 มี.ค. 2569, 06:42:44 -
Dark Social | เจาะตลาดลับ Zero-Click Marketing โกย ยอดขาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197556412 มี.ค. 2569, 06:51:47 -
Micro-Continuity | เจาะระบบสมัครสมาชิก สร้าง MRR ทวีคูณ ยอดขาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197556512 มี.ค. 2569, 06:54:07 -
Data Clean Rooms | แลก ฐานลูกค้า พันธมิตรธุรกิจ เพื่อ ยิงแอด
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197556612 มี.ค. 2569, 06:57:50 -
Negative Reverse Selling | เทคนิค ปิดการขาย ด้วย จิตวิทยา เชิงกลับ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197634313 มี.ค. 2569, 06:37:32 -
Asynchronous Pitching | นวัตกรรม วิดีโอพรีเซนต์ ปิดการขาย อัตโนมัติ
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197634813 มี.ค. 2569, 06:56:40 -
CTR vs CVR | เทคนิค ยิงแอดเฟสบุ๊ค คัดกรองลูกค้า วัดผลลัพธ์จริง
ติดต่อจอนนี่, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197704114 มี.ค. 2569, 07:32:11 -
Challenger Sale | ทุบโต๊ะเจรจา เทคนิคการขาย ปิดการขาย B2B
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197864617 มี.ค. 2569, 07:38:34 -
Risk Reversal | ปลดอาวุธความกลัว เทคนิคการขาย ปิดการขาย
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197865017 มี.ค. 2569, 07:46:28 -
Ad Relevance Diagnostics | แฮ็ก อัลกอริทึม ลด ค่าแอดแพง
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2197986718 มี.ค. 2569, 18:22:04 -
เลิกดู ROAS! แฮ็ก Google Ads วัดผลด้วย POAS & LTV:CAC
ติดต่อDigitalD2M, 0962692695 Click Emailขึ้นอยู่กับงบประมาณ
ID: 2198003019 มี.ค. 2569, 07:11:09































